Welcome Back กับการกลับมาของตำนาน 15 แท่งเขียว +480%

Capture.PNG

หากใครเข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี น่าที่จะรู้จักหุ้นตัวนี้ (ขออภัยที่ต้องปิดชื่อและราคาหุ้น เพื่อป้องกันการชี้นำทางราคา) เพราะเขาผู้นี้คือ “เจ้าของตำนาน 15 แท่งเขียว +480% ในเวลาเพียงแค่ 15 วันทำการเท่านั้น” เอ้า…ปรบมือสิคะ รออัลไลลลลลลล มหกรรมพาเหรดยกราคาหุ้นขึ้นดั่งปุยนุ่นแบบนี้ คงจะใช้คำอื่นใดไม่ได้แน่ นอกจากนี่คือ การปั่นราคาหุ้น อย่างแน่แท้ ส่วนใหญ่เรามักชอบพูดกันว่า อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันฉันรักเธอ เอร้ยยย ไม่ใช่ละ อย่าออกทะเล คำว่า “อดีต” ในวงการหุ้นสำคัญเสมอ และสำคัญมากด้วย เพราะในทฤษฎีดาว (Dow’s Theory) ยังมีประโยคคลาสสิคที่ว่า History repeats itself เลยจริงไหม เพราะฉะนั้นอดีตของหุ้นตัวเน้ก็เช่นกัน เพราะคนเรานิสัยก็คือนิสัย มันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะว่าไหมล่ะ

วัฎจักรของการทำราคาหุ้น มักต้องเริ่มต้นจากการเก็บหุ้นในระดับถูกๆ ก้นๆ ต่ำๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดี และที่สำคัญราคาต่ำๆ เรี่ยดินจะเกิดขึ้นเมื่อหุ้นได้นอนเน่าตายมาแล้วสักภพสักชาตินึง เพราะมันนานมากพอให้เม่าเบื่อหน่ายที่จะอดทนรอต่อไป หรือทำให้หมดหวังที่ได้กลับไปขายหุ้นที่ราคาเดิม และเมื่อเจ้ามือหุ้นได้ของไปตุนไว้ในมือมากพอสำหรับก่อการแล้ว เราก็จะเริ่มเห็นการค่อยๆ ยกตัวขึ้นของราคาหุ้น พร้อมกับการปรากฎตัวของขาใหญ่ใครบางคน ซึ่งสิ่งที่เม่าจำเป็นต้องเพ่งพินิจก่อนไปร่วมวุ่นวายมุงแย่งของกับเขาก็คือ สัดส่วนการถือครองหุ้นของขาใหญ่มาใหม่ และสัดส่วนของ Freefloat ในกระดาน ที่ควรจะต้องยุบลดหายไปอย่างน้อย 15-30% ตรงนี้จะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า งานเลี้ยงต้องดำเนินต่อไป เพราะเจ้ามือหุ้นมีของมากพอเกินกว่าจะผละงาน ดังนั้นการเฝ้าติดตามรอดูกำหนดการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะโดยเหตุผลกลใด ทั้งปิดสมุดทะเบียนประชุม AGM ธรรมดา หรือปิดสมุดทะเบียนเพื่อกำหนดสิทธิ XR  XW  XD ทั้งหลายจึงเป็นกิจวัตรที่เม่าน้อยหอยสังข์พึงต้องหมั่นติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไว้บ้าง และนี่ก็คือ ปิดสมุดทะเบียนเมื่อกาลก่อนของปีที่แล้วของเจ้าของตำนานผู้นี้ ณ 15 กันยายน 2560 มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยสูงถึง 71.23% แล้วถ้าพี่เม่าจะบอกว่า ปิดสมุดรอบใหม่ที่กำลังจะเพิ่งปิดสมุดไปและอยู่ระหว่างการรออัพเดทรายชื่อใหม่ในวันจันทร์นี้มันควรจะมี Freefloat ลดลงเหลือสักราวๆ 35% ล่ะ น้องเม่าทั้งหลายจะว่ายังไง ?

Capture.PNG

ถ้าตัวเลขมาตามนัดที่บอกไว้ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนสัก +-5% ล่ะ เราตื่นเต้นตาพองได้ไหม ก็คงต้องบอกว่า ได้สิหว่ะ มันควรต้องตาพองเป็นปลาทองกันบ้างละงานเน้ ในเมื่อผลงานในอดีตของพี่เค้าก็่ช่างหอมหวลเย้ายวนใจน้องเม่ายิ่งนัก รุนแรงถึงขั้นประทับจิตประทับใจเสียขนาดนั้น เม่าไหนเลยจะลืมความหลังครั้งวันวานยังหวานอยู่ได้ลงคอล่ะจริงไหม โดยเฉพาะเมื่ออยู่ดีไม่ว่าดี เดิมทีมีกรรมการกันอยู่แค่ 7 หน่อ ก็อยู่ๆ ลุกพรวดพราดมาแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน ซะอย่างนั้น ก่อนหน้าจะประกาศวาระการเพิ่มทุนแจกวอร์ แบบนี้ด้วยแล้ว มันผิดกลิ่นอยู่ไม่น้อย แล้วคล้อยหลังการเพิ่มทุนแบบที่เจ้าภาพเดิมใช้สิทธิเพิ่มทุนเกินจำนวนแบบท่วมท้นล้นประมาณ อยากได้หุ้นเยอะๆ ไปทำไมมากมาย ตามด้วยการแจ้งแบบฟอร์มการเข้าถือครองหลักทรัพย์ติดทำเนียบรายใหญ่ของผู้มาใหมผ่านการถือครองในนามนิติบุคคลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกรรมการนิติบุคคลเป็นบุรุษหนุ่มผู้ลือนามกระฉ่อนไกลในฐานะเจ้ามือปั่นหุ้นที่เพิ่งถูกกลต.ขึ้นบัญชีดำไปไม่นานนี้เองอีกด้วย แบบนี้จะให้พี่เม่าเพิกเฉยดูดาย ไม่ลุกขึ้นมาจัดเวที Welcome Back ปรบมือต้อนรับการกลับมาครั้งนี้ได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะเมื่อสบตาพาดผ่านรายนามของ 3 เกลอที่เคยร่วมสำนักร่ำเรียนหนังสือหนังหามาด้วยกันเมื่อครั้งยังเยาว์วัยมาด้วยกันอีกตังหาก ที่อยู่ๆ รอบนี้โคจรกลับมาถือหุ้นร่วมกันแบบพร้อมเพียงกันโดยมิได้นัดหมายด้วยแล้ว พี่เม่าก็ได้แต่ยิ้มบางๆ เอ่ยเบาๆ ว่า Welcome Back AVENGERS Team ก็แล้วกันนะจ้ะๆ

ปล. ใครรู้ว่าเจ้าของตำนาน 15 แท่งเขียวคือหุ้นตัวไหน ก็อย่าได้เสียงดังออกไปเชียวล่ะ เงียบไว้ จุ๊ จุ๊

 

EPCO เพิ่มทุนไปทำไม ???

Capture.PNG

หลังจากโพสต์ล่าสุด เราทิ้งความสงสัยไว้ว่า EPCO เพิ่มทุนผู้ถือหุ้นเดิมไปทำอะไร ? ถ้าเรามีถืออยู่เราควรยอมเพิ่มทุนให้พี่เค้าหรือไม่ ในเมื่อกิจการก็เติบโตไปด้วยดี ส่วนทุนก็ไม่ได้ติดลบหรือง่อนแง่น ทำไมไฉนใยต้องเพิ่มทุน  และแล้ว…ในที่สุด EPCO ก็แจ้งแก้ไขรายละเอียดการเพิ่มทุนครั้งนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเย็นวันนี้ โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการใช้เงินว่า จะนำไปลงทุนทั้งสองอย่างตามที่เราคาดเดากันไว้เลยจ้า ทั้งการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างแดน และเข้าซื้อกิจการโรงพิมพ์ เอาเฮ้ย สองอย่างเลยวุ้ย !!! ว่าแล้วเราตามไปดูรายละเอียดคำชี้แจงของพี่เค้ากัน อย่างที่บอกไปแล้ว โดยส่วนตัวชอบ EPCO เพราะดูทำมาหากินมาอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เกเรเหลวไหล มีรายได้กลับมาปันผลให้กับนักลงทุนมาโดยตลอด เรียกได้ว่า คบหาต่อไปได้ ฝากผีฝากไข้ได้ประมาณนึง ดังนั้นพอพี่เค้าเอ่ยปากให้เติมเงินเข้ากิจการเพื่อไปขยายการลงทุนต่อ เราก็พอจะมีใจให้ได้ไม่ยาก เพราะผลงานที่ผ่านมาการันตีได้ว่า ผู้บริหารไม่ได้เข้าเงินไปถลุงละลายน้ำที่ไหนแบบนี้เม่าที่ไหนก็พอจะมีใจอยากเติมเงินให้อยู่หรอกนะ

ตามแผนงาน EPCO จะทำการออกหุ้นเพิ่มทุนจำหน่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering: RO) มูลค่า 344.86 ล้านบาท โดยแยกเป็นเงินลงทุนโรงไฟฟ้า 310 ล้านบาท และอีก 34.86 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยมีทุนสำรองสำหรับการใช้เงินในอนาคตผ่านการออกวอร์แรนต์ EPCO-W3 หากมีการแปลงวอร์แรนต์ทั้งจำนวนอีกราว 522.52 ล้านบาท เงินก้อนปล่อยผ่านไป เพราะเราวัดอะไรในเชิงมุ่งหมายระยะยาวไม่ได้ แต่สำหรับวงเงินการแปลงวอร์แรนต์นั้นมันพอจะเป็นกุญแจเฉลยความในใจของผู้บริหารได้ระดับหนึ่ง หากว่าระยะเวลาการแปลงวอร์แรนต์ถูกกำหนดขึ้นมาในลักษณะที่สอดคล้องกันกับระยะเวลาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งระยะเวลาเฉลี่ยที่นิยมใช้ในการดำเนินการคือ 18 เดือน แล้วกำหนดแปลงวอร์แรนต์ EPCO-W3 ล่ะ กำหนดไว้แบบไหน ไปดูกันสักหน่อยสิ เอกสารชี้แจงไว้ว่า วอร์แรนต์มีอายุ 2 ปี กำหนดแปลงทุกสิ้นเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคมของทุกปี ซึ่งก็ดูสอดคล้องกับเงื่อนไขในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพอสมควร อนุมานว่า น่าจะออกวอร์แรนต์มารองรับการขยายงานในส่วนของโรงไฟฟ้าจริงๆ

Capture.PNG

วัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มทุนครั้งนี้จะนำเงินไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม รวม 2 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวม 109.76 MW ภายใต้สัญญาขายไฟ 25 ปี ให้กับการไฟฟ้าของเวียดนาม ในอัตรารับซื้อไฟแบบ Feed in Tariff : FIT ในอัตราหน่วยละ 0.0935 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 3.08 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน 32.96 บาทต่อ 1 $US) ในเฟสแรกที่กินระยะเวลา 20 ปี และเฟสที่สอง ใน 5 ปีสุดท้ายจะเป็นไปตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ราว 3 พันล้านบาท (โดยส่วนที่เหลือบริษัทจะหาสินเชื่อหรือผู้ร่วมลงทุนต่อไป) โดยคาดหวังอัตราผลตอบแทนการลงทุนในส่วนทุน (EIRR) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18 ถ้าเป็นไปตามนี้ได้จริง เรียกว่าฟังดูดี หากหาผู้ร่วมลงทุนได้ อาจฟังดูไม่เร้าใจหากต้องเป็นการหาสินเชื่อ เพราะแปลว่า กิจการจะมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มไงจ้ะ ถึงกิจการได้มีรายได้เยอะ แต่ถ้าต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยหมด มันก็เหลือกลับมาถึงนักลงทุนน้อย แบบนี้ความน่าสนใจในการถือลงทุนในระยะ 2-3 ปี ข้างหน้าจึงเป็นอะไรที่ต้องคิดล่ะ

ส่วนการขยายการลงทุนอีกอย่างที่บริษัทเล็งไว้ก็คือ จะเข้าซื้อหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์อยู่แล้ว แต่ EPCO เองก็ชี้แจงมาชัดเจนว่า เหมือนธุรกิจอับแสงที่พ่ายให้กับสื่อยุคใหม่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เลยตั้งใจว่าจะใช้สถานที่ของโรงพิมพ์แห่งนี้ไปทำ “กิจการกล่องลูกฟูก ซึ่งเป็นกิจการแขนงหนึ่งอยู่แล้วของโรงพิมพ์แห่งนี้โดยมีประสบการณ์ในด้านนี้มาแล้วยาวนานถึง 20 ปี” เนื่องจากมองเห็นว่ามีแนวโน้มเติบโตได้ดีกับธุรกิจโลจิสติกส์ โดยอยู่ระหว่างการทำ Due Diligent ที่ได้มีการวางมัดจำไปแล้ว 2 ล้านบาท แต่หากตกลงกันไม่ได้ ยังคงได้รับเงินมัดจำคืนเต็มจำนวนว่างั้น โดยมีกำหนดจะเข้าซื้อในเดือนพฤศจิกายน 2561 หลังได้รับอนุมัติเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ ตกลงซื้อเอาที่ดินมาใช้เป็นที่ตั้งกิจการโรงงานกล่องว่างั้น โดยเป็นการซื้อผ่านการเข้าถือหุ้นกิจการ ตรงนี้ที่แหม่งๆ นิดหน่อย เพราะราคาเองก็ยังไม่ชัดเจน (เพราะเค้าแจ้งว่าอยู่ระหว่างทำดีล) แต่ราคาการเข้าซื้อควรต้องชัดเจนในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในรอบนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นเองก็จำเป็นต้องไปซักไซ้ไล่เรียงให้กระจ่างแจ้งว่า โรงพิมพ์อะไร เจ้าของเดิมคือใครหนอ (อันนี้ล่ะโคตรของโคตรสำคัญเลย) มูลค่าการเข้าลงทุนเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ วางโครงการเงินลงทุนหมุนเวียนไว้เท่าไหร่ มีฐานลูกค้าหรือตลาดรองรับไว้แค่ไหน จะคืนทุนได้ในกี่ปี ซึ่งตรงนี้อยากบอกว่า กิจการโรงงานกล่องลูกฟูกฟังดูดีและสอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจ แต่วงเงินเข้าลงทุนยังคงเป็นคีย์สำคัญที่จะทำให้เราพยักหน้าว่าดี หรือ ส่ายหน้าแล้วร้องยี้แพงไปไม่สมเหตุผล ตรงนี้เลยที่ต้องรอความชัดเจน เพราะข้อมูลตรงนี้จะทำให้เราแยกออกได้ทันทีว่า EPCO กำลังจะลงทุนจริงๆ หรือแค่ทอนเงินกันนอกกระดานให้กับผู้หนึ่งผู้ใด

แล้วถ้าจะถามกันต่อไปว่า ไอ้โรงพิมพ์ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อแซ่ อ้างแต่ว่าอยู่ระหว่างการทำ Due Deligent นั่นล่ะ น่าจะเป็นที่ไหนกันหน๊ออออออ ถ้าจะบอกว่า ขอเดาว่า เป็น SPACK ไปเลยล่ะจะได้ไหม ?????  SPACK ชื่อเน้ถ้าไม่ใช่สายหุ้นซิ่งอาจมีทำหน้างงกันเลยทีเดียว แต่ถ้าสายหุ้นซิ่งรับรองว่า ร้องอ๋อกันทุกคน เพราะ SPACK ขึ้นชื่อว่าเป็น หุ้นซิ่งร้อนฉ่าที่มีเงาของใครคนนึงเด่นชัดอยู่เสมอเวลาที่หุ้นตัวนี้วิ่งแบบร้อนแรงในหน้าจอ Ticker เพราะมันต้องทั้งซิ่งและร้อนฉ่าให้สมราคาของ หุ้นพ่อมดทางการเงิน จริงไหมล่ะ ! จะใช่ SPACK หรือไม่ใช่อดใจรอสักประเดี๋ยวอีกสองเดือนก็ได้รู้กันว่า Trick or Treat ?

Capture.PNG

 

 

 

 

 

 

EPCO # Volume Bird Know

โดยปกติเม่าจะมองเห็นการขึ้นรัวๆ สีเขียว พอๆ กับการลงพรวดๆ สีแดง ผ่านหน้าจอ Ticker เหตุการณ์ในกระดานของวันที่ 10/09/2018 เม่าทั้งหลายน่าจะได้เห็นการลงพรวดๆ แดงยาวๆ แท่งลึกของหุ้น EPCO ผ่านตากันไปบ้าง การที่หุ้นสักตัวจะแดงในภาวะตลาด Sideway Down ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การลงพรวดพราดแบบมีวอลุ่มจึงเป็นเรื่องที่เม่าต้องให้ความสนใจ การทิ้งตัวลงมักถูกถามหาข่าวเกิดอะไรขึ้น ซึ่งบางครั้งแท่งแพนิคนั้นอาจมีคำอธิบายในวัน แต่กับหุ้นบางตัวมันอาจลงไปแบบไร้คำอธิบายในวัน หากแต่ต้องรอการเฉลยหลังจากตลาดปิดไปแล้วอีกสักใหญ่ และดูเหมือน EPCO จะเป็นเคสหลังที่การปรับตัวลงเมื่อวานปราศจากคำเฉลย จนกระทั่งเย็นวันที่ 11/09/2018 หลังตลาดปิด คำเฉลยของ Volume Bird Know ที่ทิ้งบอมบ์ถล่มลงมาจึงได้ฤกษ์เฉลยออกมา EPCO ประกาศเพิ่มทุนแจกวอร์ให้ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) ในอัตราส่วน 8:1 ที่ราคา 3.30 บาท โดยทุกคนที่เพิ่มทุนจะได้รับวอร์แรนต์ EPCO-W3 เป็นของกำนัลในอัตรา 1:1 พอรู้คำเฉลยแบบเน้ ถามว่า Volume 23 ล้านหุ้นเมื่อวานนั้น เม่าบังเอิญพร้อมใจกันขาย หรือใครบางคนที่เป็น Bird Know ตั้งใจเทของลงมา ???

ทำไมถามอะไรแบบเน้ ??? ไปสงสัยอะไรแบบนั้น !!! ลองถามตัวเองดูว่า ถามแบบนี้น่าเกลียดไปจริงๆ หรือ ในเมื่อบอร์ดมีประชุม 11 กันยายน เวลาเราเป็นกรรมการบริหารเราต้องคิดวางแผนอะไรล่วงหน้ามาก่อนไหม โดยเฉพาะเรื่องใหญ่แบบเพิ่มทุน หรือมานั่งปรึกษากันเอาในห้องประชุมวันนี้ เดี๋ยวนี้ และตกลงกันเลยแบบปุบปับ ก็อาจมีบ้าง ก็อาจเป็นได้ แต่ความน่าจะเป็นมันค่อนข้างต่ำที่จะเป็นเคสนี้หรือเปล่า ถ้างั้นถามต่อ…วอลุ่มที่สาดลงมาบังเอิญอีกไหม หรือใครบางคนหรือหลายคนตกลงอะไรกันมา ก่อนมาบอกเม่าๆ อย่างเรา เออ…น่าคิดแฮะ

ทำไม EPCO ต้องเพิ่มทุน ??? ดีหรือไม่ดี ปกติบริษัทที่เพิ่มทุน “มักจะเป็นบริษัทที่ผลประกอบการร่อแร่ เจียนหมดลมหายใจ” EPCO นี่น่ะ ไม่ใช่นิหน่า ตัวนี้ถือเป็นบริษัทลูกยอดกตัญญูที่สุดด้วยซ้ำไป เพราะทำให้หุ้นอย่าง AQUA มีปันผลมาแจกเม่าดอยนะเอ้ออ ไม่เชื่อสิท่า ไปแกะงบ AQUA ดูสิจ้ะ จะเห็นว่ารายได้จากเงินปันผลที่ AQUA ไปถือหุ้น EPCO ไว้คือ ที่มาของเงินปันผลนั่นเอง ตกลงงบ EPCO ดีหรือไม่ดี อะไรยังไงไปแอบส่องกันหน่อยดีกว่า

ที่ผ่านมา EPCO ไม่ได้เพิ่มทุนแบบขอเงินผู้ถือหุ้นมาเติมมาก่อน แต่ที่ส่วนทุนเรียกชำระแล้วเพิ่มขึ้น (กรอบสีน้ำเงิน) เกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นทำการแปลงวอร์แรนต์มาเป็นหุ้นแม่นะจ้ะ ในแ่ง่ของรายได้ การ COD โรงไฟฟ้าทำให้รายได้ของ EPCO เติบโตเพิ่มขึ้นชัดเจนในปีที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เห็นหรือยังว่า เป็นบุตรที่แสนดีของ AQUA จริงๆ (ชีวิตจริงในตลาดจะสลับฉากกับชีวิตความเป็นจริงนิดหน่อย เพราะคุณยุทธ ชินสุภัค ผู้บริหาร EPCO มีสถานะเป็นบิดาของคุณฉาย บุนนาค ซึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่า มีเงาของคุณฉายชัดเจนในทุกเหลี่ยมมุมของ AQUA) อ้าวเฮ้ยงบก็ดูดี แล้วทำไมไฉนจึงมาเพิ่มทุน RO ซะงั้น

จากการค้นข่าวที่ลือกันมา (ยังไม่มีการแจ้งตลาดอย่างเป็นทางการ) สำนักข่าวอ้างว่า ผู้บริหารแจ้งว่า Q3/61 จะมีการ COD โครงการโซลาร์ฟาร์ม Kurihara ที่ญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก 11.68 MW อันนี้ก็ถือเป็นข่าวดีที่จะมาเสริมการเติบโตของกิจการ แล้วก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเพิ่มทุนเลยว่าไหม แถมยังมีข่าวดีจ่อนำเข้าบริษัทลูก Eastern Power Group เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เหมือนจะได้เงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเพิ่มแล้วใช่ไหมแบบเน้ แล้วทำไมยังจะต้องเพิ่มทุนอีก ??? ถ้างั้นข่าวสุดท้ายล่ะมีสิทธิไหม ? EPCO มีแผนจะเข้าซื้อกิจการโรงพิมพ์มูลค่า 500 ล้านบาท ห๊ะ…. เด๋วววววว ตัวเลขนี้คือ ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งปีของบริษัทเลยนะ !!!! ถ้าเอาจริงก็เกินตัวไป เพราะจะทำให้บริษัทเสียสภาพคล่องไปกับการจ่ายเงินก้อนนี้ไปพอสมควรเลยทีเดียว แต่ถ้า… เพิ่มทุน 8:1 โดยอัตราจองสิทธิ 3.30 ก็จะได้เงินจากการเพิ่มทุนราวๆ 350 ล้านบาท ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเลขที่เป็นข่าวอยู่พอสมควร

แต่ข่าวก็คือข่าว จริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ แต่ถ้าเราอ่านงบเป็น เราจะพอรู้ว่า EPCO น่าจะมีแผนการลงทุนอะไรบางอย่างรอเค้าอยู่ และผู้บริหารต้องการเงินก้อนนี้เพื่อนำไปลงทุนมากกว่าไปถลุงล้างผลาญแบบที่บริษัทอื่นๆ เค้านิยมเพิ่มทุนกันอยู่ โดยส่วนตัวมองว่า การเพิ่มทุนของ EPCO ให้ภาพบวกมากกว่าภาพลบ ส่วนราคาจะไปทางไหน อันนี้พี่เม่าไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพียงแต่อยากจะวิพากษ์ไว้สักหน่อยว่า หากเป็นการนำไปลงทุนในกิจการโรงพิมพ์จริงๆ พี่เม่าเวียนเฮดแทน กิจการโรงพิมพ์ตอนนี้เราก็รู้กันอยู่ว่า IRR ต่ำและน่าจะใช้เวลาคืนทุนนานพอสมควร EPCO น่าจะไปทำอะไรที่ตัวเองถนัดอีกแล้วดีกว่า คือ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป อย่างที่มีอีกกระแสข่าวบอกว่า EPCO สนใจบุกไปทำที่ลาวกับฟิลิปปินส์อะไรแบบนี้น่าจะดีและชัวร์กว่า หากเงินลงทุนที่ EPCO วางแผนไว้เป็นเคสหลัง พี่เม่าก็จะเห็นดีเห็นงามเอาใจช่วยไปด้วยคน แต่ถ้าผู้บริหารเลือกโรงพิมพ์ พี่เม่าก็หวั่นใจว่า จะเป็นการย้ายเงินในกระเป๋าเม่าไปใส่กระเป๋าใครหว่าก็ไม่รุสินะ เม่าอย่างเราก็ต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปว่า EPCO จะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไร ใครมีอยู่ก็ติดตามข่าวมาหน่อย ไป EGM ด้วยจะได้ไปซักถามให้กระ่จ่างแจ้งก่อนร่วมใส่เงินให้เขาไปนะจ้ะ

 

เมื่อเม่า VI ไวไว ไปฟัง VI ของจริง

โพสต์นี้เป็นการสรุปไอเดียจากงานสัมมนา VI 101 เมื่อวันที่ 26/08/2561 ที่( อดีต)พี่เม่าสายซนซื้อไวขายไว อยากลองเปิดใจให้ VI อีกสักนิด ด้วยการไปฟังนักลงทุนสาย VI พูดถึงแนวทางการลงทุน ฟังแล้วน่าสนใจอย่างเรื่องเลยสรุปมาแชร์แบ่งปันให้คนที่ไม่ได้ไปฟังแล้วกันนะคะ

Part 1 financial planning (กิตติศักด์ โภคา)

– ใช้ financial calculator (search ใน google เลย) จะช่วยคำนวนระยะเวลาการออมกับจำนวนเงินที่ต้องออม สำหรับการวางแผนการเก็บออมเพื่อเป้าหมายสั้น กลาง ยาว

– การทำประกัน ถ้าเราคือเสาหลักของครอบครัวแต่รายได้ไม่มาก กับกลุ่ม first jobber เพิ่งเริ่มมีรายได้ไม่มากให้ทำประกันแบบ term (จำกัดระยะเวลาจ่ายกี่ปี คุ้มครองกี่ปี)

– ประกันแบบ whole life เมื่อการงานรายได้มากพอ ควรขยับมาทำแบบนี้เพื่อความมั่นคงระยะยาว เบี้ยจะแพงกว่าแบบ term

– ถ้าวางแผนการเงินเป็นแล้ว และลงทุนเป็นพอสมควร ไม่จำเป็นต้องทำแบบสะสมทรัพย์ แม้จะเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อลดหย่อนภาษี ถ้าจะลดหย่อนให้ไปซื้อ LTF RFM ไปเลยจะดีกว่า

– ทุนประกันควรเท่าไหร่ ? 5เท่าของรายได้ต่อปี (หรือเคสที่มีคนเบื้องหลังรอบตัวเยอะอาจตั้งจากค่าใช้จ่ายจำเป็นของคนรอบข้างสำหรับเวลา 2ปี)

– ใครลงทุนหุ้นต่างประเทศ ขอแนะนำให้อย่าผลีผลามโอนกำไรกลับเข้าประเทศ การรอข้ามปีภาษีจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษี (ตามหลักแหล่งพำนักกับหลักรายได้ในรอบปี)

– การขอเครดิตภาษีคืนจากเงินปันผลจะมีประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่ฐานภาษี 10-15 เท่านั้น

– นักลงทุนบช. Cash อาจใช้กองทุนตลาดเงินสำหรับพักเงินแทนการนอนนิ่งในบช.ธนาคาร เพราะการตัดยอดเงินเวลาเคาะซื้อหุ้น т+2 จะยังทันกับรอบการสั่งขายกองตลาดเงิน т+1 ส่วนบช. Cash balance โอเคอยุ่แล้วเงินนอนในบช.เทรด ดอกเบี้ยยังดีกว่ากองทุนตลาดเงินอยุ่จ้ะ

– วลีเด็ด “การลงทุนในตลาดหุ้นอาจไม่ใช่ทางของทุกคน” หากลองไปสัก 3ปี แล้วยังไม่ชนะตลาด ควรเลิกเปลี่ยนไปซื้อกองดัชนีแทน

– หนังสือเพื่อการวางแผนการเงินที่แนะนำให้อ่าน คนไทยฉลาดการเงิน (เล่มนี้ย้ำหนักมาก) กองทุนรวมฉบับพื้นฐาน บ้านเช่าหลังแรก (หากจะลงทุนให้เช่าอสังหา) เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน (มีเขินกันเลย เพราะยังไม่เคยอ่านสักเล่ม 🙄)

Part 2 หุ้นไทยครึ่งปีหลัง (นวค กลยุทธ์ Tisco)

– อ่านบทวิเคราะห์ Tisco ช่วงเดือนกรกฎาคม มีพูดถึง Fund Flow ของฝรั่ง เม็ดเงินที่ต่างชาติยังขายออกได้อีก คือ 4-5 หมื่นล้าน (อิง market cap) หรือ 6-8 หมื่นล้าน (อิง paid up capital)

– แรงขายที่ออกไปมากแล้ว ทำให้คนคุมเกมในตลาดกลายเป็นสถาบันแทนต่างชาติ ประกอบกับแรงขายที่ขายไปมากแล้วทำให้เชื่อว่า ตลาดจะไม่ลงเยอะกว่านี้มาก อยุ่ช่วงหา bottom out ของรอบ และเพราะกำลังจะมีเลือกตั้งในปีหน้า ทิสโก้จึงค่อนข้างมีมุมมองบวกต่อตลาด

Part 3 หลักการลงทุนสไตล์ VI (มานะชัย ตันติกาญจนากุล)

– ให้เปลี่ยนแผนการใช้เงินจาก เหลือเท่าไหร่ออมเท่านั้น เป็น กำหนดไปเลยว่า ออมเท่าไหร่ เหลือแค่ไหนให้ใช้จ่ายได้แค่นั้น

– คนลงทุนแล้วไปต่อได้ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมีนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้

– เลือกครูให้ถูกคน การลงทุนมีหลายแนว แต่การเลือกครู (ทั้งในแง่คนที่เป็นไอดอลและหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้การลงทุน) มีความสำคัญมาก เพราะการเลือกครูสำคัญกว่าการเลือกหุ้น

– หนังสือแนะนำให้อ่าน ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนอย่างวอร์เรนบัฟเฟต เหนือกว่าวอลล์สตรีท กุญแจของการลงทุน ลงทุนสวนกระแสอย่างโทนี่โบลตัน นักลงทุนดันโด แกนการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

– Value investment ซื้อในสิ่งที่มีคุณค่าสูงกว่าราคาที่จ่ายไป (การประเมินมุลค่าหรือ valuation จึงสำคัญมาก

– VI style Benjamin Graham ซื้อหุ้นราคาถูก คุณภาพปานกลาง พิจารณาจาก financial ratio เป็นหลัก ขายเมื่อราคาเกินมูลค่าหุ้น

– VI Style Warren Buffet ซื้อหุ้น Super Stock ถ้าพื้นฐานยังดีถือไปไม่ต้องขาย จนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยน

– หุ้น Super stock ดูยังไง กึ่งผูกขาด เลียนแบบได้ไม่เหมือน มีรายได้ต่อเนื่อง เติบโตระยะยาว ไม่ถูกคุกคามจาก disruptive technology ผู้บริหารเก่ง เชื่อถือได้ ไม่เจ๊งใน10 ปีข้างหน้า และราคาต้องไม่แพงเกินไป (ประเมินจาก valuation)

– หนังสือช่วยขุด super stock หุ้นสามัญกำไรไม่สามัญ หุ้นดีต้องมีปราการ หลักคิดเรื่องกลยุทธ์และการแข่งขัน

– ทำไมต้องหัดอ่านงบ เพื่อเข้าใจธุรกิจหรือสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้ และใช้เป็นฐานในการประเมินอนาคตของกิจการ

– หนังสือหัดอ่านงบที่แนะนำ วิธีอ่านงบการเงินในหุ้น วิเคราะห์งบการเงิน คัดหุ้นทำกำไร ก้าวแรกอ่านงบการเงิน วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หลักสูตรม.โคลัมเบีย

– VI เลือกและตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นด้วยข้อมูลไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก

– VI ต่างจาก mainstream financer ตรงที่กระจายพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการเข้าไม่ถึงข้อมูลบางอย่างหรือภาวะที่ไม่คาดคิด (tail risk) ไม่ใช่เพื่อผลตอบแทนสูงสุด

– ระวังอคติจาก over confidence anchoring

– -หนังสือจิตวิทยาการลงทุนที่แนะนำให้อ่าน thinking fast and slow mistake were made but not by me จิตวิทยาการลงทุน แค่คิดก็ผิดแล้ว เล่นหุ้นอย่างไรไม่ให้ลำเอียง ที่เราแย่เพราะโชคร้าย เขาสบายเพราะโชคดี

– ถ้ามีภาวะขี้เกียจ ไม่อยากอ่าน ไม่อยากค้นคว้า เราจะทำไง ถ้ายังอยากมีอิสรภาพทางการเงิน กลับบ้านนอนชิลทุกอย่างย่อมเหมือนเดิม เปลีายนเป้าหมายให้ง่ายลง เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จทำได้มากขึ้น (ไม่มีอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง แต่อาจเกษียณแบบไม่ลำบาก) และ “เปลี่ยนทัศนคติและวิธีการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้”

– Henry Ford กล่าวไว้ว่า “wheather you think you can, or think you can’t. You’re right. (แล้วแต่เอ็งเลือกเชื่อ. ว่างั้น)

– วิทยากรจบได้ดีมาก ภาพของ Bill Gates ที่ยอมทิ้งชีวิตวัยรุ่นเบนเข็มมาลุยงานเต็มตัว กับภาพออฟฟิค Amazon ช่วงแรกๆ ที่ดูซอมซ่อและ Jeff Bezos นั่งทำงานอย่างหนักเพื่อพาตัวเองมาสู่การประสบความสำเร็จ วิทยากรบอกว่าเราเห็นแต่ภาพสวยหรูตอนพวกเขาประสบความสำเร็จ แต่ระหว่างทางที่ยากและแสนโหดร้าย เขาต้องเจอกับความล้มเหลวมากมาย แต่เพราะเค้าไม่ท้อและศึกษาเพื่อเติมมุ่งมั่นเพื่อเรียนรู้และต่อสู้กับปัญหา ภาพนี้คือชีวิตจริงของคนประสบความสำเร็จที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น จาก belief ร่วมกับ value จะนำพาเราไปยัง goal โดยต้องมี passion ที่หนักแน่น Action อย่างจริงจัง focus ในสิ่งสำคัญ แบบมี strategy ผ่าน failure นับร้อยพันครั้ง แต่กระบวนการเรียนรู้ใน process ทั้งหมดจะพาเราไปสู่ success ในที่สุด (จงอย่าหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ถ้ายังทำตัวเหมือนเดิม เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีก่อน แต่เมื่อย้อนเวลาไม่ได้ ช่วงเวลาดีสุดรองลงมา คือ จงลงมือปลูกเสียแต่ตอนนี้)

Q&A

– เพื่อนรอบตัวคนสำคัญ 5 คนแรกของเราจะเป็นตัวช่วยและตัวกำหนดวิถีการลงทุนของเรา

– กิจวัตรที่ดีของ VI คืออ่านบวค ฟัง opp day ติดตามข้อมุลข่าวสาร และแลกเปลี่ยนเพื่อต่อยอด

KTC ขบวนการเตะสกัดขัดขารายใหญ่

KTC9.PNG

ถ้าใครได้ดูคลิปที่คุณธวัชชัยมาพูดถึงเกมทุบ KTC ติดฟลอร์ (ดูคลิป ที่นี่) คงจะพอเข้าใจว่า มันมี “ขบวนการเตะสกัดขัดขารายใหญ่” เพราะราคาระดับ KTC แค่ใครสักคนจะขย่มลงคงไม่ง่าย แต่ถ้าหลายๆ มือพร้อมกันมารวมพลสกรัมมโหรีปี่พาทย์ย่อมดังสนั่นได้อย่างที่เห็น วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 กระแสหุ้นของ KTC กลายเป็น Talk of the Town ไปในทันที เมื่อ KTC กลายเป็นหุ้น SET50 ตัวที่สองถัดจาก BEAUTY ที่หล่นไปกระแทกฟลอร์ หากเป็นเมื่อปีก่อนเราพูดว่า หุ้น SET50 คาฟลอร์มันดูเป็นเรื่องตลก เพราะมันยากที่จะเกิดขึ้น แต่ในปีนี้ ในวันที่สนามการลงทุนเต็มไปด้วยเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ Block Trade ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ Leverage สูงมาก ยิ่งทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ !!!

จากข้อมูลในคลิปถ้าเราย้อนรอยการพุ่งขึ้นของราคาหุ้น KTC ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 61 เราจะพบว่า ณ วันที่ 01/02/61 ราคาหุ้น (ในโพสต์นี้จะขอเทียบราคาเป็นราคาหลังแตกพาร์แล้วทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ) ทำ Low 23.6 High 24.2 มี OI คงค้าง 2,300 สัญญา ก่อนที่จะเปิดฉากลากราคา (ผ่านการใช้เครื่องมือ Block Trade : BT) อย่างจริงจังครั้งแรกในวันที่ 08/02/61 ซึ่งเป็นการเปิดสัญญา BT รวมทั้งสิ้นในวันนี้ 649 สัญญา ทำให้ OI กระโดดเพิ่มเป็น 2,738 สัญญา โดยราคาหุ้นในกระดานทำ Low 24.3 High 26.1  จากนั้นอีกแค่อึดใจเดียวก็มีการกระทุ้งเพิ่มอีก 428 สัญญา ในวันที่ 16/02/61 โดยราคา Low 26.1  High 29.7 แต่เป็นการ Day trade ส่วนหนึ่ง เพราะ OI คงค้างเพิ่มขึ้นแค่ครึ่งเดียวจาก Volume BT ทั้งหมด คือ ขยับจาก 3,074 เป็น 3,250 สัญญา โดยโพสต์นี้จะขอโฟกัสเฉพาะวันที่มีการลากทำราคาหุ้นขึ้นไปโดยผ่าน BT เท่านั้น เนื่องจากเป็นวันที่จำนวน Volume ฺBT มีผลต่อการสวิงของราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ktc1.png

จากนั้นเราจะเห็นช่วงที่มีการพักตัวของราคาหุ้นร่วม 2 สัปดาห์ (19/02/61 – 09/03/61) ซึ่งช่วงนี้น่าสนใจมากเพราะเป็นช่วงทุบหุ้นที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แต่ยอด OI คงค้างกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 3,250 เป็น 3,702 สัญญา (โดยมีจังหวะพีคสุดวันที่ 02/03/61 ก่อนค่อยๆ ลดลงเหลือ 3,381 สัญญาในวันที่ 07/03/61) ก่อนที่ราคาจะเปิดกระโดดอีกครั้งในวันที่ 09/03/61 โดยที่ OI กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งจนถึงช่วงวันที่ 23/03/61 ซึ่งเป็นช่วงปลายซีรี่ส์ทำให้เกิดการทยอย Roll Over สัญญาไปยังซี่รีส์ถัดไป ทำให้ Volume BT วันนี้มีความบวมเกิดขึ้น 1,249 สัญญา โดยที่ Previous OI จาก 4,515 สัญญา ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาที่ 4,664 สัญญา ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการโรลที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนที่ซีรี่ส์นั้นๆ กำลังจะหมดอายุลง

ktc2.png

แต่…เพียงแค่อึดใจเดียว ก็เกิดการรีบร้อนด่วน Roll Over อีกครั้งในวันที่ 05/04/61  ทำไมจึงบอกว่าเป็นการรีบร้อน Roll Over ก็เพราะว่า เพิ่งจะเริ่มต้น Series ใหม่ได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว พี่เค้าจะรีบโรลไปไหน ตอนแรกเม่าก็สุดงง แต่เมื่องง… แล้วไม่ตามไปค้นหา มันก็จะงงไม่สิ้นสุด ไม่เลิกรา เพราะฉะนั้นเมื่อสงสัยจึงต้องไปตามหาคำตอบจากผู้รู้ ซึ่งในที่สุดก็ได้ความว่า การที่ 2 วันก่อนหน้าที่มีการรีบร้อนโรลในวันที่ 05/04/61 นั้น มีมหกรรมทุบหุ้นอย่างรวดเร็วรุนแรงในเวลาเพียงแค่ 2 วัน โดย Low ของช้อตนี้อยู่ที่ 26.1 ก่อนที่หุ้นจะดีดกลับตัวอย่างรุนแรงเช่นกันในวันที่ 05/04/61 โดยราคา Low 27.8  High 32.9 ทำให้เจ้าของ BT ต้องรีบตัดสินใจโรลก่อนเวลา ก่อนที่ต้นทุนการโรลสัญญาจะแพงไปกว่านี้ (เคสการ Roll Over หากต้นทุนของสัญญาเดิมต่ำกว่าราคาฟลอร์ของหุ้นในวันนั้นจะถูกบังคับให้โรลที่ราคาฟลอร์ของวันนั้น ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่ระบบการคีย์ Combination จะยอมให้โรลได้นั่นเอง) ซึ่ง ณ วันที่ 05/04/61 ราคาฟลอร์ของ KTC อยู่ที่ 22.8  ดังนั้นต้นทุนของเจ้ามือที่ทำการโรลก้อนใหญ่ในวันนี้จึงอนุมานต้นทุนเจ้าได้คร่าวๆ จากราคาฟลอร์นี่เอง ซึ่งภาวะรีบร้อน Roll Over ตรงนี้กลายเป็นการเปิดต้นทุนให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นและสามารถคาดการณ์โซนต้นทุนเจ้าของ BT ไม้นั้นได้คร่าวๆ ว่าควรมีต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่)  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าวันนี้ Volume BT 1,633 สัญญา แต่ OI เพิ่มขึ้นราวๆ ครึ่งเดียวเท่านั้น จาก 4,742 เป็น 5,480 จึงเป็นตัวยืนยันได้ว่า มีการเปิดสัญญาใหม่ร่วมกับการโรลซีรี่ส์ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง จากนั้น KTC ก็ยังคงเดินหน้าราคาพุ่งต่อไป จนทำให้ช่วงก่อนปิดสงกรานต์มีการทยอยโรลอีกชุด เนื่องจาก Volume BT พอสมควรแต่ OI คงค้างขยับเพิ่มไม่มากนัก

ktc3.png

ช่วงหลังสงกรานต์ราคา KTC ยังคงขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งทำ ATH ไว้สูงสุดที่ราคา 38.2 เมื่อวันที่ 14/05/61 ซึ่งเป็นวันที่แจ้งผลประกอบการ Q1/61 ให้ตลาดรับทราบ พร้อมกับแจ้งมติที่ประชุมเสนอให้มีการปรับพาร์จาก 10 เป็น 1  แน่นอนว่าตัวเลขผลประกอบการของ KTC ทำให้เม่าน้อยฝันหวานว่า เช้าวันที่ 18/5/61 ตลาดควรตอบสนองงบที่สุดแสนจะอแร่มแช่มช้อยของ KTC กันบ้าง แต่…ถ้าใครเป็นแฟนคลับ KTC ก็จะพอจำกันได้ว่า หลังงบดีออกราคาก็ไม่ได้ตอบสนองสักเท่าไหร่ รอบนี้ก็เช่นกันจนเม่าขาประจำก็เลยไม่ทันระแวงว่า ทำไมช่วงนี้ราคาเริ่มกลับมาซึมลงอีกครั้ง แต่กระนั้นเม่าก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนักเพราะมองว่า ก่อนถึงกำหนดปรับพาร์ใหม่ที่จะเริ่มใช้บังคับในวันที่ 13/07/61 ราคาหุ้น KTC ควรจะต้องกลับมาเหาะเหินเดินอากาศบินได้เหมือนกับช่วงก่อน PTT แตกพาร์อย่างแน่นอน

KTC5.PNG

จากนั้นเพียงแค่ไม่กี่วัน KTC ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตัวเอง ในวันที่ 18/05/61 ด้วยการมี Volume BT พีคที่สุดในประวัติการณ์ 7,749 สัญญา เช่นเดียวกันในวันนี้เองเป็นวันที่ OI คงค้างของ KTC สูงที่สุดเช่นกัน ที่ระดับ 6,502 สัญญา ถ้าตามปกติมันคงไม่แปลกใจอะไรหาก OI คงค้างจะปรับขึ้นให้มีสัดส่วนที่สอดคล้องกับสักนิด แต่…นี่อะไร OI Previous 6,499 สัญญา เพิ่มขึ้นมาเป็น OI Today ที่ 6,502 สัญญา ห๊ะ…..อะไรนะ Volume BT พีคสุดๆ 7,749 สัญญา แต่ OI เพิ่มขึ้นแค่ 3 สัญญา !!!!

KTC6.png

What ?!?!?!?!?!?!??!!!???? มันเป็นไปได้ไง มันเกิดอะไรขึ้น อย่าว่าแต่….เม่าต้องการคำอธิบายเช่นกัน พี่เม่าเองก็งงจ้า และว้อนท์คำอธิบายเช่นกัน แต่ก็นั่นแระ คนเดินเกมใครเค้าจะมานั่งอธิบายให้ฟังว่าเค้ากำลังทำอะไร เป็นหน้าที่เราตังหาก ถ้าอยากรู้ก็ต้องหาคำตอบเอาเอง หรือว่ารายใหญ่จะรีบร้อน Roll Over เป็นไปได้ไหม แบบเมื่อวันที่ 05/04/61 ไง ไหนไปดูสิ ใช่หรือไม่ใช่ ? อะไรที่พอจะเป็นคำตอบให้เราได้ ก็การแยกดูรายซีรี่ส์เพื่อให้เห็น movement ของจำนวน BT เมื่อเทียบเป็นรายซีรี่ส์และเทียบระหว่าง Previous OI กับ Today OI และเราก็เห็นว่าภาพออกมาตามนี้ !!!

KTC7.PNG

เราจะอนุมานอะไรได้บ้างจากภาพนี้ น่า่จะไม่ใช่การ Roll Over สัญญาจาก M18 ไป U18 เสียแล้ว หลายคนอาจมองว่า Roll สิ ตัวเลข Volume BT มันสอดคล้องกันออกขนาดนี้ 3,871 ของ M18 มาโผล่ 3,878 ใน U18 ถ้ามองแค่นี้ก็ดูเหมือนจะใช่ ดูเหมือนจะมีการโรล แต่ถ้ามองเทียบกับ Previous OI และ Today OI ด้วยแล้ว มันไม่น่าจะใช่ได้นะสิ !!!! จำนวน OI ใน M18 หายไป 2,563 สัญญา ขณะที่จำนวน OI ใน U18 เพิ่มขึ้น 2,580 สัญญา ตัวเลขมันพอจะได้กันอยู่นะ โรลแน่ๆ จริงๆ จะมองแบบนี้ก็พอได้นะ แต่คำถามคือ รายใหญ่จำเป็นต้องโรลทีเดียว 3 พันกว่าสัญญาในรอบเดียวเลยหรือ (Volume BT 7 พันกว่าสัญญา ถ้าโรลจริงคือ ปิด M15  มาเปิด U18 ก็หารครึ่งก็เหลือราวๆ 3 พันกว่าสัญญา ไม่งงนะจ้ะ)  จำเป็นขนาดนั้นเลยไหม อย่าลืมนะว่า ….ทุกๆ การ Roll Over มีต้นทุนดอกเบี้ยของซีรี่ส์ใหม่ที่คนโรลต้องแบกรับไปเลยทันที  เอาดอกถูกๆ เลยแบบต่ำสุดที่โบรกคู่สัญญายอมคือ 6% ทำไมต้องรีบร้อนสร้างภาระดอกเบี้ยในวันเดียว ลองคิดประเด็นนี้ด้วยล่ะ ถามตัวเราดู ถ้าเราเป็นรายใหญ่เค้าอย่าต้องรีบร้อนทำขนาดนี้เลยไหม แบ่งทยอยโรลก็ได้ไหม ต้องก้อนเดียวเปรี้ยวใจขนาดเน้เลยไหม น่าคิดน่ะ แล้วอย่าตอบว่า รายใหญ่ไม่ซีเรียสหรอกกะดอกแค่นี้ แหม…คนที่เค้ารวยมากๆ ได้ เค้าคิดถึงต้นทุนและความเสี่ยงเสมอนะจ้ะ

ถ้ามองว่ามุมนี้ไม่ใช่ แล้วมองสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไหนได้อีก สมมติฐานที่อาจเป็นไปได้อีกมุมหนึ่ง ลองคิดตามดูนะ 3,000 สัญญา ตีกลมๆ  เทียบเท่ากับหุ้นในกระดาน 3 ล้านหุ้น ซึ่งวันที่ 18/05/61 มี Volume เทรดในกระดาน 16 ล้านหุ้น ถ้าคนที่มีเปิดสถานะ Long BT มาตัดสินใจ Close Short สถานะเดิมที่มีอยู่ใน M18 แล้วหันมาเปิด Open Short ใน U18 แทนล่ะ เป็นไปได้ไหม ???  หลายคนน่าจะเออเฮ้ยยยย แคนแค๊นนน นิหว่า เพราะอย่าลืมนะว่า วันนี้ราคาในกระดาน Low 35.4 (อันนี้ adjusted ราคาหลังปรับพาร์นะ อย่าลืม ของเดิมก่อนปรับพาร์คือ 354 ไม่ต้องเถียงว่า สเปรดตรงนี้ราคาจะเป็น 35.4 ได้ไง ต้อง 35.5 สิ ขอย้ำอีกรอบโพสต์นี้ใช้ราคาเทียบหลังปรับพาร์มาแล้ว เพื่อจะได้ไม่งงหลักกันนะจ้ะ) โดยที่ราคา High อยู่ที่ 37.0 ถ้า…มีการโยนหุ้นทิ้งเพื่อสวิทสถานะและซีรี่ส์โดยให้โบรคคู่สัญญาไปตั้งบิดรอรับราคาไว้ก็ย่อมได้นะ หรือต่อให้ไม่ทำแบบนี้เลย อาจมีคนเถียงว่าตลาดจะไม่ยอมให้วางสถานะที่ตั้งซื้อและขายในหุ้นตัวเดียวกันไว้ไม่ได้นิ โอเคไม่มโนแบบนี้ก็ได้ แต่ถามใหม่ว่า งั้นตั้งขายก่อนทยอยรินแล้วค่อยมาตั้งรับเพื่อเปิดสัญญา Open Short ให้ลูกค้าก็น่าจะทันนะ เพราะถ้า Volume เทรดทั้งวัน 16 ล้านหุ้น การตัดขายออกมา 3 ล้านหุ้นนี่เม่าไม่ทันได้แพนิคหรอกจริงป่ะ เอาเป็นว่า เคสนี้เป็นไปได้น่าจะมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมองกราฟตามมา เพราะหลังจากนั้นราคาหุ้นก็ค่อยๆ ซึมลงต่อเนื่อง แต่เม่าทั้งตลาดก็ยังประสานเสียงกันว่า เกมยังไม่จบ รายใหญ่ยังอยู่และวอลุ่มออกของก็ยังไม่มีให้เห็นให้กังวล และสำคัญที่สุด KTC มีประเด็นรอกำหนดแตกพาร์รออยู่ สบายๆ เด๋วไปต่อ ตรงนี้หุ้น 354 บาท (35.4) แพงไป ลากต่อยาก ต้องให้ปรับพาร์ก่อนเกมจะร้อนฉ่าขึ้นอีกที นั่นคือ สิ่งที่เม่าคิด แต่ความจริงคืออะไร ??? ตามไปดูกัน

นับจากวันนั้น OI คงค้างไม่เคยกลับไปพีคที่เดิมได้อีกเลย และค่อยๆ ทยอยลดลง เพราะอะไร มันก็เป็นไปได้ที่รายยุ่ยที่บังอาจหาญห้าวเปิดสถานะ BT ตามรายใหญ่ได้ อาจทนภาวะราคาไหลลงไม่ไหว แล้วถอดตัวจากเกมไป ก็คงมีบ้าง แต่จำไว้ว่า เกมจะยังคงไม่มีทางเปลี่ยนทิศ หุ้นจะไม่มีทางเปลี่ยนเทรนด์ ตราบใดที่รายใหญ่ “ที่สุด” ยังคงไม่ถอนตัวจากเกม   แต่คำถามตอนนี้คือ รายใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่เราเห็นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น รายใหญ่ที่เราเชื่อกันว่าคือรายใหญ่ของเกมนี้ อาจไม่ได้ใหญ่ที่สุดจริงๆ แม้ว่าโดยสัดส่วนการถือครองมากที่สุดนะ…อาจใช่ !!! แต่ยังไม่มากพอที่จะกำหนดเกม โดยเฉพาะถ้ามี “รายเกือบๆ ใหญ่หลายๆ คน” มาจับมือกันก่อการอะไรที่สวนทาง คนกลุ่มหลังอาจเป็น “รายใหญ่ที่แท้จริง” ของเกมนี้ก็ได้ โดยเฉพาะถ้าบังเอิญเค้าสามารถคำนวนต้นทุนและหน้าตักของรายใหญ่ได้ วิธีคำนวณต้นทุนรายใหญ่เราอธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ เค้าอาจไม่ได้รู้ระดับต้นทุนแบบเป๊ะๆ แต่โซนของต้นทุนที่เป็นไปได้ อันนี้คำนวณได้แน่ๆ ตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อกฎของ BT คือ การใช้ Leverage ในการทำกำไร คนเทรด TFEX ย่อมรู้ทุกคนว่า การถูกบังคับให้เติมเงินจะต้องเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นหลุดไปถึงโซนไหน จริงอยู่ว่า ไม่มีใครรู้ว่า รายใหญ่วางหน้าตักไว้เท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่า การรวมกันขย่มกระตุกหนวดเสือในรอบนี้ไม่มีอะไรต้องเสีย ถ้าหน้าตักเค้ากว้างพอเติมเงินได้ก็ให้เค้าเติมไป แต่ถ้าไม่พอเค้าก็ต้องขายออกก่อนโดน Force Sell ในขณะที่กลุ่มก่อการก็ยังได้กำไรไปถ้วนหน้าจากการ Short หุ้นลงมาอยู่ดี ไม่ว่ารายใหญ่จะมีความสามารถในการรักษาสถานะ BT ไว้ได้หรือไม่

แน่นอนว่า อาจมีคนสงสัยว่า ถ้าอีกกลุ่มที่เดากันย้ายไปเปิดสถานะ Open Short จริง แค่ 3 พันกว่าสัญญา จะไปทำอะไรได้ มันก็ถูกต้องอีก แต่ปัญหาคือ เกมนี้มันไม่ได้มีแค่การ Short Sell หุ้น KTC ลงมา ถึงแม้ว่าตัวเลขการ Short Sell ในช่วงนั้นจะถือว่าเยอะกว่าช่วงที่ผ่านมาไปบ้างก็ตาม แต่……อย่าลืมว่า Volume เทรดในกระดานวันที่ KTC ทิ้งบอมบ์ลงฟลอร์มันสูงถึง 94 ล้านหุ้นเชียวนะ  และที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่า Effective Date ของการแตกพาร์คือ วันที่ 13/07/61 ได้ส่งผลอะไรต่อ BT เอาๆ ไปดูกันๆ ประกาศตลาดฯ ได้ชี้แจงประเด็นนี้ไว้ตามนี้เลย

ktc margin.PNG

ใช่แล้วววววว ตลาดเลือกใช้การปรับจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นให้แทนการเบิ้ลจำนวนสัญญาให้ ดังนั้นสเกลของ BT จะถูกคำนวณด้วย 1 สัญญา = 10,000 หุ้น แทน 1 = 1,000 หุ้น (จากการปรับพาร์ 10 เหลือ พาร์ 1) ดังนั้น 3 พันสัญญาที่มีอยู่เดิม จะเท่ากับ 30 ล้านหุ้นนั่นเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับ Volume เทรดในกระดานวันที่ 16/07/61 ที่ 92 ล้านหุ้น ดังนั้นจำนวนสัญญาในมือของคนที่เลือกแล้วที่จะไม่อยู่ข้างเดียวกับรายใหญ่จึงสามารถเปิดเกมกระหน่ำหุ้นให้ลงมาที่ราคาฟลอร์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีกองหนุนจากโบรกเกอร์ที่เปิดขาย KTC Call ที่ต้องทำการ Rebalancing ตามหุ้นอ้างอิง ซึ่งเคสแบบ KTC ซึ่งเป็นหุ้นใน SET50 การสวิงของราคาหุ้นแม่เพียง 3-5% ย่อมมีผลให้โบรกเกอร์ต้องเทขายหุ้นแม่ทิ้งตามน้ำลงมา กลายเป็น Snowball ที่กลิ้งทับกันกดทับราคาหุ้นแม่ให้ยับเยินเป็นผุยผงได้ ไม่นับ Naked Short ที่มีการร่ำลือกันว่า เป็นเครื่องมือสำคัญของเกมในวันนี้ที่สถาบันบางแห่งถูกยืมมือให้เข้ามาร่วมก่อการเตะสกัดขัดขารายใหญ่ในวันนี้  ซึ่งการก่อการในวันนี้สร้างปรากฎการณ์ฮือฮาไปทั้งตลาดหุ้น เพราะการล่วงรู้ต้นทุนรายใหญ่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถบีบให้รายใหญ่ต้องปิดสถานะ Close Short ไม้ที่ทุนสูงเพื่อหนีตายออกมาเช่นกัน หิมะก้อนนี้จึงไม่ได้ใช่เพียงฝ่่ายก่อการช่วยกันปั้น แต่ยังบีบให้รายใหญ่ต้องมาช่วยปั้นหิมะก้อนให้ใหญ่ขึ้นแบบที่รายใหญ่เองก็ไม่เต็มใจเช่นกัน จนต้องเรียกว่าเป็น “โคตรของโครต Snowball” ของแท้ เพราะสามารถทำให้ KTC เป็นหุ้นตัวที่สองใน SET50 หล่นกระแทกฟลอร์ได้สำเร็จตามหลัง BEAUTY คล้อยหลังกันเพียงแค่อาทิตย์เดียว แบบชนิดหักปากกาเซียนกระตุกหนวดเจ้ากันเลยทีเดียว

แต่ผลประกอบการที่ประกาศออกมาเย็นวันเดียวกับที่หุ้นโดนทุบติดฟลอร์ ก็ทำให้เม่าทั้งตลาดพร้อมจะตอบรับการดีดกลับของราคา หรืออย่างน้อยก็เชื่อกันว่า ต้องมีจังหวะรีบาวน์จากการ cover short ในระดับนึง เราจึงเห็นปรากฎการณ์การเปิดกระโดดของหุ้นขึ้นไปที่ราคา 27.5 (Low 24.2 High 30.0 Close 29.5) ด้วย Volume มหาศาล 149 ล้านหุ้น แน่นอนว่า มีมหกรรมการพีคของ Volume BT ปนอยู่ในนั้นด้วยเช่นกันที่ 1,931 สัญญา และเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น หากแต่ OI คงค้างมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 6,254 ลดลงเหลือ 5,385) ซึ่งสะท้อนให้เห็นการหนีออกจากเกมที่สถานการณ์กำลังอึมครึมนั่นเอง

KTC8.png

เกมนับจากนี้ควรเป็นเช่นไร ไม่มีใครกล้าฟันธง แม้ว่าผลประกอบการ Q2/61 ของ KTC จะออกมาอลังการระดับ Higher than Expected ของทุกโบรก แต่พลังของผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมนั้นยังไม่อาจพาราคาหุ้นกลับขึ้นไปยืนให้แข็งแกร่งได้ คำถามคือ เพราะอะไร ??? หุ้นดีไม่จริงอย่างนั้นหรือ ? คำตอบคือไม่ใช่ แต่เพราะเม่าต่างรับรู้กันไปแล้วทั้งตลาดว่า นี่คือเกมเช็คบิลรายใหญ่ที่มีผู้ร่วมก่อการและพร้อมใจกันมาก่อการแบบนี้ สนามนี้จึงยังไม่ที่เล่นของเม่ากระจอกแบบเรา เพราะสงครามรอบนี้จะไม่จบลงแค่วันที่ 16/07/61 เพราะการที่รายใหญ่มีหุ้นอยู่ในมืออีกมากมาย แถมยังมีสถานะ BT เหลืออยู่มากพอให้อีกฝ่ายกลับมาทำสงครามประสาทและสงครามราคาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะในสภาวะที่เกมครั้งก่อนฝ่ายที่ชนะทำกำไรมากโขไป ขณะที่ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำเองก็สูญเสีย wealth ลงไปในระดับที่ต้องใช้คำว่า “มหาศาล” ในพริบตา และถ้าเราสังเกตเทียบกันในช่วงเวลาแค่ “สองวันอลเวง” เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เหตุการณ์วันที่ 16/7/61 ส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นในการถือสถานะ BT ต่อไปอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเกมวันที่ 17/7/61 เปิดฉากจากแรงกระเพื่อมของผลประกอบการที่ประกาศออกมาช่วงเย็นหลังตลาดปิดวันที่ 16/7/61 เจ้าของสถานะ BT ไม้ที่ทุนสูงเลือกใช้จังหวะเด้งแรงของวันที่ 17/7/61 ในการพาตัวเองออกจากเกมที่ถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว  เพราะเพียงแค่สองวันสถานะ OI คงค้างหายไปถึง 1,076 สัญญา

KTC10.PNG

ดังนั้นแม้ใน Opportunity Day ที่เพิ่งผ่านไป (Click ที่นี่) ผู้บริหาร KTC จะยืนยันตัวเลขกำไรสุทธิของทั้งปีว่า ต้องเห็นหลัก 5 พันล้านบาทก็ตาม แต่สถานะของการเป็นหุ้นดี ณ เวลาที่เมฆหมอกอึมครึมเช่นนี้ ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้รายใหญ่กัดฟันถือสถานะไว้แบบมั่นใจได้อีกต่อไป เพราะรายใหญ่เองก็รู้ดีว่า การที่หุ้น KTC ไปไมได้ถึงฝั่งฝันในวันนี้ไม่ได้เกิดจากการบริหารงานของกิจการ หากแต่เกิดจาก KTC ถูกใช้เป็นสังเวียน Money Game ในการเตะสกัดขัดขารายใหญ่โดยแท้  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า หลังการพยายามสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริหารที่ให้คำมั่นกับนักลงทุนอย่างชัดเจนว่า กำไรสุทธิทั้งปีจะยังคงสูงกว่าที่นักลงทุนคาดไว้อย่างแน่นอน ขอให้เชื่อมั่นเราเถอะนะ  แต่ทว่า…เสียงของผู้บริหารแม้จะพยายามพูดให้ดังฟังให้ชัด ก็ยังไม่สามารถทำให้ทั้งเม่าและรายใหญ่คลายกังวลได้อย่างแท้จริง โดยจะเห็นได้จากการที่ยอด OI คงค้างยังคงทยอยลดลง ในขณะที่ราคาในกระดานยังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนหยัดเหนือราคา 30 บาทได้ ซึ่งก็เป็นเพราะสงครามประสาทอาจก่อตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปซีรี่ส์ใหม่ในช่วงปลายเดือนหน้า ที่รายใหญ่จะต้องโรลสัญญาใน U18X (ที่ยังคงค้างอยู่อีกราวๆ เกือบ 2 พันสัญญา) ไปยัง Z18X ซึ่ง ณ ตอนนี้ถ้ายังเชื่อมั่นในกิจการอยู่ สิ่งที่รายใหญ่ต้องทำคือ การทยอยโรลสัญญาหรือทยอยปิดสถานะ U18X ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในเกมที่ยากเกินกว่าจะควบคุมและรับมือได้ไหว เพราะกฎการลงทุนข้อสำคัญที่เม่าทุกคนรวมทั้งรายใหญ่เองก็รู้ดีคือ “ทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยง และจงถอนตัวออกมาจากความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา”  

SPORT กับอนาคตที่วังเวงของสโนไวท์แม่ลูกดก

sport1.PNG

นักลงทุนมักถูกสอนต่อๆ กันมา ว่าอย่าถือหุ้นหลายตัวจนเกินไป เพราะจะไม่มีเวลาดูแลหรือติดตามความเป็นไปของหุ้นให้ดีพอหรือทั่วถึง มันก็คล้ายๆ คำสอนของคนรุ่นใหม่ที่มักให้เหตุผลกับการมีลูกให้น้อยลงกว่าสมัยคนรุ่นพ่อแม่เรา ด้วยการพูดถึง การมีลูกแต่น้อยแต่พอดีจะช่วยให้การเลี้ยงดูลูกเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้น แต่คำสอนเหล่านี้เหมือนจะไม่ได้ผ่านเข้าไปในหูของ SPORT แต่อย่างใด เพราะหากไม่นับ CIG แล้ว SPORT น่าจะเป็นหุ้นที่ลูกดกมากที่สุดตัวหนึ่งในตลาดหุ้น เพราะวันนี้ SPORT แจ้งตลาดฯ ว่า ขอ (อนุญาต) เพิ่มทุนแบบ Right Offering (RO) ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมด้วยอัตราส่วน RO 3:1 แต่เราจะแจกวอร์แรนต์ให้ผู้ถือหุ้นที่ (ยอม) เพิ่มทุนกับเราเท่านั้นนะ ด้วยอัตราส่วน 1:1  พูดง่ายพร้อมจะทำคลอดบุตรคนที่ 7 แล้วนั่นเอง แหม……….ให้อารมณ์สโนไวท์แม่ลูกดกเสียนี่กระไร ว่าแต่… เม่าที่ดอย SPORT อยู่ควรจะดีใจดีไหมละเนี่ยยยย ???

สิ่งที่เม่าพึงจำไว้เสมอว่า คำว่า แจกหลักทรัพย์แปลงสภาพ (วอร์แรนต์)” โดยเนื้อแท้ลึกๆ มันก็คือ การเพิ่มทุนประเภทหนึ่งอยู่แล้ว เพียงแต่คำว่า “แจก” มันลวงให้ลืมเฉลียวใจฉุกคิด เพราะมันให้อารมณ์ของคำว่า “ฟรีไม่มีต้นทุน” แต่จริงหรือ ???  ขอตอบว่า …ไม่จริงนะจ้ะ เพราะทุกครั้งที่ออกวอร์แรนต์ย่อมเกิด Dillute Effect ต่อราคาในกระดานเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อการออกวอร์แรนต์ซึ่งเป็นการเพิ่มทุนรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว ใยยังต้องเพิ่มทุน Right Offering อีกละจ้ะ ?!?!  ก็ต้องขอตอบตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมไม่เห็นแก่หน้าพี่เจ้าว่า ก็ถังแตกกรอบแดกเต็มที่แล้วก็แค่นั้นล่ะจ้ะ ถ้าไม่เพิ่มทุนหาเงินมาเติมให้บริษัท ก็เห็นทีจะอยู่หายใจต่อไปไม่ไหวแล้วนั่นเอง เฮ้ยยยย จริงรึนั่น !!! ไหนไปดูสิสัญญาณชีพหุ้นตัวนี้มันเข้าเกณฑ์โคม่าขนาดไหน

sport3.png

น่าตกใจเลยทีเดียว สัญญาณชีพแผ่วมาก นี่ขนาดใช้เครื่องช่วยหายใจแปลงวอร์เพิ่มทุนปีที่แล้วไปรอบนึงแล้วนะ แต่ยังไม่มีวี่แววจะฟื้น แถมทำท่าชีพจรจะดับอีก ส่วนผู้ถือหุ้นลดลงตลอด 4 ปี และเข้าสู่ภาวะส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบไปเรียบร้อยแล้วในไตรมาส 1 ปีนี้ ไม่ปรากฎการทำกำไรเลยในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมา มิหนำซ้ำภาวะขาดทุนพุ่งสูงขึ้น หลายคนอาจสบตากันแล้วถอนหายใจก่อนเอ่ยปากว่า กลุ่มมีเดียเป็นธุรกิจขาลงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินแล้ว ก็คงจริงนะ ดูอย่าง NINE  NMG  GRAMMY SMM แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เม่าอย่างเราต้องสงสาร SPORT แล้วหลับหูหลับตาช่วยมันเพิ่มทุนเติมเงินเข้าบริษัทเชียวนะ เพราะสื่อสิ่งพิมพ์ที่หันมาทำสื่อทีวีค่ายอื่นๆ เค้าก็ดิ้นรนต่อสู้ประคับประคองตัวเองมาได้ก็มี อย่าง AMARIN ถึงแม้จะส่วนหนึ่งเพราะเสี่ยเจริญมาอุ้มสมค้ำชูก็ตามนะ แต่ผลประกอบการเค้าก็ฟื้นได้เพราะเรทติ้งเริ่มมี ดังนั้นเม่าก็ไม่ควรจะผ่อนปรนกัดฟันให้อภัยเพียงเพราะ SPORT อยู่ในกลุ่มธุรกิจ Sunset

ไปดูกราฟราคาหุ้น SPORT กันบ้าง งบแบบนี้ราคาหุ้นคงจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าดูชม เนื่องจากตั้งหน้าตั้งตาราคาไหลลงมาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ราคาย่อมเป็นไปตามผลประกอบการ) ดังนั้นใช้กราฟเดย์อาจเห็นกราฟแท่งเท่ามด เลยต้องปรับเป็นกราฟเดือนเพื่อให้เห็นภาพรวมของราคาหุ้นและเทรนด์ของหุ้น ซึ่งชัดเจนว่า เป็น strong downtrend ชัดเจนมาก คือ ลงอย่างเดียว ซึ่งเราจะเห็นการพยายามทิ้งทวนของเจ้ามือที่ปั่นราคาขึ้นไปเพื่อออกของในปี 2016 ก่อนเลี้ยงตัวออกข้างแน่นอนว่า ของเยอะจำเป็นต้องค่อยๆ ริน เพื่อรักษาระดับราคา ก่อนที่จะทิ้งบอมบ์สั่งลาเมื่อภารกิจปล่อยของเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว จากนั้นราคาก็ไหลลงแบบไม่มีวอลุ่มปูดให้เห็นอีก แต่เป็นการที่เม่าค่อยๆ กัดลิ้นลาตายไปทีละคน

sport4.PNG

แต่เมื่อมาถึงจุดที่บริษัทเดินต่อไปไม่ไหว มหกรรมเพิ่มทุนจึงเป็นวาระแห่งชาติ  ณ ตอนนี้ก็คงจะหารายใหญ่ใจหาญห้าวมารับเพิ่มทุนแบบ PP ก็ยากเต็มทน เลยต้องมาฝากผีฝากไข้กับเม่าจรหมอนหมิ่น ที่ต้องเอาวอร์ 7 มาล่อใจกัน น้องเม่าพึงจำกฎข้อนึงไว้ตลอดกาล หุ้นที่แจกวอร์แรนต์บนเงื่อนไขการต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มทุนแลกไป คือ หุ้นที่กำลังจะใกล้ถึงกาลอวสานในไม่ช้าไม่นาน (เรียกได้ว่า แทบจะทั้งหมดของหุ้นที่มีเงื่อนไขแบบนี้แทบทุกตัว ต้องโดนตลาดเฉดหัวออกไปห้ามเทรดในเวลาไม่นานเกิน 2-3 ปีข้างหน้า) ดังนั้นเกมนี้ไม่ต้องทายเลยว่า จะออกมารูปแบบไหน !!! สาบานแทนเจ้ามือว่า ต้องลากกันสุดพลัง เพื่อปล่อยของใส่เม่าให้มากที่สุด และให้เม่ารับภาระการเพิ่มทุนไปแทน เห็นราคาหุ้นกระจอกแบบนี้นี่ละ ปั่นง่ายดีแท้ แล้วอย่าลืมตามไปดูมาร์จิ้นของโบรคที่เราเทรดหุ้นอยู่ด้วยนะ ว่ามีโบรคไหนใจปล้ำให้วงเงินมาร์จิ้นหุ้นตัวนี้เป็นกรณีพิเศษบ้างไหม ยิ่งถ้ามีและถ้าเจอเกมนี้ก็เล่นแบบเก็งกำไรสั้นๆ หัดรักตัวกลัวตายกันไว้บ้าง ถ้าไม่อยากเป็นผีเฝ้าดอยคอยเวลาตายตามหุ้นไป

รูปการณ์ที่เล่ามาทั้งหมด เม่าที่ไม่ได้ดอย SPORT อยู่ก็เตรียมรวยหวยออกตอนเจ้าลากได้เลย ลากแน่นอนแต่จะสนั่นลั่นทุ่งขนาดไหนนั้นก็ตอบยาก แต่คิดว่ามากโขแน่ๆ แต่พอฟังแบบนี้ก็ไม่ได้ให้ขายบ้าน ขายรถ มาอัดเต็มแม็กซะล่ะ ที่สำคัญเล่นได้แต่อย่าให้เลยเถิดเพลิดเพลินเกินพอดีไปล่ะ เพราะทั้งโบราณและปัจจุบันเค้าก็ยอมรับกันทั่วแล้วว่า พ่อแม่ที่ดีไม่ควรมีลูกหลายคน SPORT-W7 แหมคลอดกันถี่ยังกับแม่เป็นสโนไวท์ซะขนาดนี้ แม่พันธุ์จะไม่บอบช้ำเลยคงไม่ไหวจริงไหมล่ะคุณผู้ชมมมมม

กลิ่นเสือดำเริ่มจางหายไป…แต่กลิ่นเจ้า “หมดรัก” หุ้นตัวเองเริ่มโชยมา

วันนี้ BDRM Blog ขอเปิดพื้นที่ให้ Tony น้องเม่าฝึกดม มาลองตามกลิ่นเจ้ามือ Special Author ของเราในวันนี้เริ่มจากการเป็นน้องเม่าสายเทคนิคอลที่นั่งเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของรายงาน 59-2  246-2  Biglot มาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากฝึกตามดมมาระยะนึง น้องเม่าก็เริ่มฉายแววความจมูกดี หูตาว่องไวขึ้นมา และนี่ไม่ใช่เคสแรกของการบ้านของเม่าคนนี้ แต่เป็นเคสที่สองซึ่งทำให้ BDRM เห็นว่า การบ้านตลอด 2 ปี ที่สั่งสมมา มันได้ออกดอกผลผลิบานในที่สุด ขอพื้นที่วันนี้ให้โอกาสน้องเม่าเล่าให้เราฟังว่า เค้าเจอใครและร่องรอยอะไรกันบ้าง ส่งเวทีให้น้องตรงนี้นะคะ ใครอ่านแล้วแวะมาทิ้งคอมเมนท์ให้กำลังใจ Special Author คนแรกของ BDRM Blog กันด้วยนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


 

panther
ข่าวเสือดำที่ถูกยิงตาย…เริ่มเลือนหายไปจากการรายงานข่าวของทุกสำนัก ไม่มีการพาดหัวมาหลายเดือนแล้ว เรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำขวด…เอ๊ยตำรวจเค้าสืบสาวราวเรื่องกันไป

ปกติผมเดินมาชะโงกดู 59-2 ที่เป็นข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ดูมันอยู่ทุกวันแหละ..ตามดูมันไปงั้นๆ เหรอ…เปล่าๆ (เสียงสูง) ดูจนเป็นกิจวัตรประจำวัน….จนกลิ่นตัวใครบางคนเริ่มมาแตะจมูกเม่าอย่างผม

ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. – ส.ค. 2561 ผมเห็นความ(ผิด)ปกติ ของการแจ้งขายหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บมจ. (ITD) …..เห็นแรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร ดูไปแบบผ่านๆ แต่พอเห็นแจ้งขาย 3 วันติดเริ่มเอ๊ะใจว่ามันแจ้งผิดหรือเปล่า (นี่ยังจะคิดในแง่ดีอยู่นะ) แต่เอ๊ะที่ 2 มันไม่ใช่นี่หว่า เริ่มถี่

เริ่มมีกลิ่นที่ดูแปลกๆ ก็เพราะคนที่ขายออกมาเรื่อยๆ นั้นคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 1 นายเปรมชัย กรรณสูต และ ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 นางนิจพร จรณะจิตต์ ของ ITD  (พี่สาวนายเปรมชัย) ที่ขายออกมาเหมือนกับการสาดกระสุนที่ยิงเสือดำ

รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ จากหน้า Web ของ SET
https://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=ITD&ssoPageId=6&language=th&country=TH

itd-1

ที่นี้ก็เริ่มย้อนรอย…ตามกลิ่นกันสิ เริ่มที่จำนวนหุ้นทั้งหมดของ ITD มีอยู่คือ 5,279,840,848 (ห้าพันสองร้อยล้านหุ้นโดยประมาณ)

กลิ่นการขาย…!!!

ขอเริ่มย้อนรอยการขายหุ้น ITD ของ คุณเปรมชัย และคุณนิจพร ตั้งแต่ปี 2559
ข้อมูลการขายหุ้นของทั้ง 2 คนนี้ ตั้งแต่ปี 2559-ปัจจุบัน (14/05/2561) ซึ่งผมรวบรวมมาจากข้อมูล 59-2 ย้อนหลัง (ซึ่งย้อนหลังได้แค่ 3 ปี)
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/find59.php

เข้…..รายงานการขายหุ้นยาวเป็นหางเสือเลยยยย

itd-2มีแปลกตาหน่อยตรงที่รายการที่ 4-5 ที่เป็นการแจ้งขาย หลังการขายเกิดขึ้นไปแล้วเป็นปี อันนี้คาดว่า น่าจะถูก กลต. ให้แจ้งย้อนหลังเข้ามา

itd-3

จับข้อมูลมายำใส่ Excel แล้วรวมเป็นแต่ละปีได้ตัวเลขมาตามตารางนี้

itd-4

รวมแล้ว 2 คนนี้ขายไปแล้วประมาณ 187 ล้านหุ้น ก็ถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับระยะเวลา 3 ปี และจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด…..แต่การที่ไม่เคยซื้อหุ้นกลับเลยตลอดช่วงเวลา 3 ปี เช่นกันนี่สิ มันทำให้เม่าอย่างเราระแวงเหมือนกันนะ

กลิ่นจากปิดสมุดผู้ถือหุ้น…!!!

ขอย้อนรอยกลับไปดูผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 25/03/2559
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 826,956,226 = 15.66%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 377,703,340 = 7.15%

itd-5

ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 31/03/2560
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 785,494,526= 14.88%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 371,698,140 = 7.04%

itd-6

ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 30/03/2561
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 714,479,026= 13.53%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 367,913,140 = 6.97%
เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

itd-7

สรุปมาเป็นตารางให้แบบนี้ก็แล้วกัน…..มีแต่ลดไม่มีเพิ่มสินะ มันจะเป็นไปได้อย่างไงถ้ากิจการดี ใครเค้าจะขายหุ้นออกมาล่ะ ของดีเค้าก็ต้องซื้อเพิ่มเซ่ลวกเพ่….

itd-8

แต่เท่าที่ไล่ดูมาคุณเปรมชัย...น่าจะมีการขายหุ้นก่อนปิดสมุดปี 2560 อีก 10,010,000 หุ้น  แต่ไม่ได้แจ้ง ก็ไม่แปลกใจเพราะขายเยอะหลายไม้ก็อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง (ลองเอาข้อมูลการขายหุ้นไปหักลบจากจำนวนหุ้นที่ปิดสมุดดูก็จะเห็นตัวเลข 10 ล้านหุ้นนั้น)

เดี๋ยวๆ แบบฟอร์ม 246-2 ล่ะคุณผู้ชมมมมมมมมมม

คุณเปรมชัยเป็นคนทำตามกฎกติกามารยาทมาก…ขายปุ๊บแจ้ง กลต. ปั๊บ ไม่เกิน 3 วันเงินโอนเข้าบัญชี…สบายไป !!!  แต่เฮ๊ย…59-2 จบ แต่ 246-2 ยังไม่จบนะคุณเปรมมมมมมมชายยยยยยยย (ลากเสียงหน่อย)

แบบฟอร์ม 246-2 เค้ามีไว้ให้ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่แจ้งกับ กลต. เมื่อถือหุ้นมากหรือน้อยกว่า 5% 10% 15% 20% ไม่ว่าจะตรง Ticker point ที่กี่เปอร์เซนต์ก็แล้วแต่

แล้วปี 2560 คุณเปรมชัยถือหุ้นเหลือแค่ 14.88% ไม่แจ้งคิดจะแจ้ง 246-2 เลยรึ….ฮึฮึ
เราดูย้อนหลังก็ไม่เห็นมีนะจ๊ะ กลิ่นเริ่มแรงอ่ะ

itd-9

ตามมาด้วยเรื่องธรรมาภิบาล….บานเลย

ถือว่าสั่นคลอนในเรื่องจริยธรรมของผู้นำองค์กร เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ปกติแล้วบริษัทเค้าต้องออกประกาศ Blackout Period เพื่อห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทก่อนงบออก 2 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อย จริงอยู่ว่า ITD อาจไม่ได้กำหนดระยะเวลา Blackout Period ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในนโยบายการกำกับดูแลกิจการ แต่ในสาระสำคัญว่าด้วยการดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายในก็มีระบุไว้ว่า อะไรที่ผู้บริหารและพนักงานไม่พึงกระทำ …..แต่รอบนี้ Q2/2561 งบออกวันที่ 14/ส.ค./2561 คุณเปรมชัย และคุณนิจพร ขายตั้งแต่ 19/07/2561 มาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 09/ส.ค./2561 … อะไรคือ “จริยธรรมและธรรมาภิบาล” ….เข้เอ๊ย  ซึ่งหากงบออกมาดี แล้วขายก่อนงบออกมันก็ไม่ติดใจอะไรหรอกนะ แต่การชิงขายออกก่อนงบออกมาไม่ดี นี่…เม่าจะรู้สึกกันเช่นไร จริงไหม ???

itd-10

นี่ไงล่ะ งบ Q2/2561
ขอบคุณภาพงบ ITD จาก Line ID : @NewsBlock

itd-11

ทิ้งท้ายด้วยข่าวแจ้งตลาด

 ITD แจ้งข่าวกับ กลต. เรื่อง ความคืบหน้าในการเรียกชำระคืนลูกหนี้การค้า สำหรับงวดสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

ใครที่มี ITD ก็ตามอ่านหน่อยล่ะกัน….6 หน้า แต่ชัดเจน (มันอาจจะเป็นเรื่องสยองหน่อยนะ)

https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=15304879103141&language=th&country=TH

สุดท้ายนี้ จริงๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไรถ้าเค้าจะขายหุ้น ผมไม่ได้มีหุ้น ITD ในมือ ก็แค่เดินผ่านมาแล้วผมก็จะเดินผ่านมันไป แต่…แค่คิดว่าเค้าจะขายไปเรื่อยๆ แบบนี้จนจะหมดสิทธิ์ในการบริหารงานหรือขายจนสูญเสียความเป็นเจ้าของเลยรึ มันคงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่า บริษัทนี้เป็นกิจการของครอบครัวที่คุณพ่อของคุณเปรมชัยก่อร่างสร้างตัวมา … เพียงแต่พฤติการณ์ตลอดช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาที่ทั้งสองผู้บริหารเทขายหุ้นมาตลอดทาง มันสะท้อนหรือกำลังจะบอกใบ้อะไรกลายๆ กับเม่าหรือเปล่าว่า กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรภายในบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของประเทศที่มีประวัติอันยาวนาน 60 กว่าปี ถ้ากลิ่น (หรือข้อมูล) มันไปแตะจมูกใคร ก็ขออภัยด้วย มันแค่เตะจมูก ไม่ได้ไปเหยียบหน้าใครนะ 5555+

กลิ่นซากเสือดำเริ่มจางหายไป…แต่กลิ่นใครสักคนเริ่มโชยออกมาชัดมาก แถมกลิ่นที่ชัดมากนี้แล้วมันก็ชวนให้หนักใจ เพราะกลิ่นมันฟ้องว่า เจ้ากำลัง “หมดรักหุ้นตัวเอง” ชอบกล !!!

Biglot แบบที่มีนัย ดูยังไง ?

วันนี้เป็นวันที่กระดาน Biglot ยาวเป็นวา จากที่ปกติจะยาวแค่คืบเดียว เจอยาวเป็นวาแบบนี้ น้องเม่ามักงงว่า ละลานตาไปหมดเลยดูยังว่า Biglot ตัวไหนที่มีนัย ตัวไหนไม่มีอะไร ???? เออนั่นสิ คำถามนี้จริงๆ ถือเป็นคำถามคลาสสิคนิดๆ เลยนะ เจอคนถามแบบนี้บ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ว่างอธิบายอะไรยืดยาวสักที พอวันนี้เจอคำถามนี้อีกในห้อง ก็เลยคิดว่า เวลาเจอสถานการณ์ที่กระดาน Biglot ยาวเเฟื้อยแบบวันนี้แถมแต่ละตัวก็ดูมีวอลุ่มพอสมควรในระดับกระแทกตาแทบทั้งนั้น แล้วแบบนี้ตัวไหนล่ะที่เรียกว่า มีนัย ??? ต้องบอกว่ามันยากหน่อยๆ สำหรับเม่าน้องใหม่ที่เพิ่งฝึกดมกลิ่นรายใหญ่เลยจริงๆ

Untitled.png

ภาพจะบูดๆ เบี้ยวๆ หน่อยนะคะ วันนี้กระดานยาวมากจนต้องตัดภาพมาต่อกัน แต่เอาเป็นว่า เรากลับมาสนใจวิธีเลือก วิธีคิด วิธีมอง วิธีสังเกตกันดีกว่า สำหรับตัวเองแล้วถ้าวันนี้กระดาน Biglot หน้าตาประมาณนี้ ขอสนใจใครบ้าง ไม่สนใจไม่ได้เลย TRUE 30 ล้านหุ้น ยังไงก็ต้องสนใจวอลุ่มเยอะขนาดเน้แล้ว แต่เวลาเจอตัวที่เยอะจัดแบบนี้มันง่ายไง เพราะงั้นตัวนี้ข้ามไปไม่ขออธิบาย เพราะวอลุ่มเตะตาชัดเจนอยู่แล้ว แถมไม้เดียว (1 transaction) ด้วยคนซื้อ-คนขายย่อมไม่ใช่ตาสีตาสา แต่เป็นคนของเจ้าแน่นอน อ้อ…เคสที่จะพูดถึงวันนี้ขอตัด DW ออกจากการศึกษาวันนี้นะคะ เพราะ DW Biglot เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปกติของขาใหญ่ที่เข้าเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน DW ไปล่ะ

DOD 10 ล้านหุ้น แต่ความที่พี่เจ้าของรีบออกมาแจ้งตลาดว่า ตัวเรานั้นขายหุ้น Biglot ให้พันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจของเราเองนะ ที่สำคัญซื้อขายกันในราคากระดาน แบบนี้โดยส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่ต้องติดตามดมกลิ่นอะไร เพราะเค้าเปิดเผยชัดเจนราคาก็ยุติธรรม ซื้อขายกันตามราคากระดานวันนี้ แต่มีหุ้นอีก 3 ตัว ที่โดยส่วนตัวมองว่า นี่ล่ะที่เค้าเรียกกันว่า มีนัย ก็พี่ TU 8.5 ล้านหุ้น (2 transactions) ตามด้วยพี่ ERW 8.25 ล้านหุ้น (1 transaction) กับ พี่ BTS 5 ล้านหุ้น (1 transaction) นี่ละ ที่เซนส์มันบอกว่าไม่ธรรมดาจ้า……

ขอเริ่มต้นด้วยเคส TU ซื้อ-ขายแบบมีจำนวน ในราคาใกล้เคียงกับราคากระดานวันนี้ เมื่อดูยอดซื้อขายทั้งวันนี่ cover จำนวนหุ้นที่คนซื้ออยากซื้อเลย เพราะวอลุ่มเทรดทั้งวัน 11 ล้าน เยอะกว่าจำนวนที่มีการ Biglot กันที่ 8 ล้าน แต่ปัญหาคือ ถ้าไล่รวบในกระดาน เม่าจะแตกตื่นกันไหม ยกหายยกหายแบบเน้ ที่สำคัญคนซื้อได้ราคาแพง เพราะต้องไล่ในกระดาน แถมเสี่ยงโดนเม่าตาดีมาแย่งของไประหว่างรวบของ เพราะฉะนั้นไปดีลกันหลังบ้านง่ายกว่า

Capture.PNG

เช่นเดีียวกันกับพี่ BTS ซื้อขายแบบมีจำนวน ในราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด  แต่…………ช้าก่อน เคสนี้ไม่เหมือนพี่ TU นะ ไม่เหมือนตรงไหน ในเมื่อวอลุ่มเทรดทั้งวันก็ Cover จำนวนหุ้นที่คนซื้ออยากซื้อเลย แต่มันต่างกันจริงๆ นะ ลองดู Offer ของพี่เค้าก่อน ถ้าคนซื้อจะซื้อจริงๆ เค้ายกแค่ 2 ช่องก็ได้ของครบแล้วนะ เม่ายังไม่ทันได้เห็น ได้ตกใจ ได้ไล่ตามเลย แต่ทำไม…พี่เค้าไม่เคาะในกระดานล่ะ นั่นสิๆๆๆ คิดสิคิด คิดๆๆๆ ทำไมอยู่ๆ ต้องไปดีลกันหลังบ้าน แล้วแบบนี้แปลแบบนี้ได้ไหมว่า พี่เค้ารุจักกับคุณขุนเขาแห่งรถไฟ ต้องสิ ไม่รุจักจะติดต่อซื้อขายกันยังไงล่ะจ้ะเธอจ๋า เคสอย่าง BTS คือมีดีลที่คนซื้อกับคนขายตกลงที่จะทำอะไรสักอย่างร่วมกันนั่นไง Biglot แบบนี้ล่ะ ที่บอกว่ามีนัย ต้องสนใจ ต้องคิดตาม พี่เจ้าเค้านัดจะทำอะไรกันหน๊อออ

Capture.PNG

จากไอเดียที่ให้ไป 2 เคสข้างบน ตอนนี้พอเดาได้หรือยังว่า ทำไมเคส ERW ต้องทำ Biglot แพงกว่าราคา High ของวันในกระดานไปถึง 80 ตังค์ ทำมายยยยยยยยยยยยยยยยยย ถามว่าทำไมพี่เค้าต้องทำแบบนี้ เจ้าหรือรายใหญ่เค้าไม่ได้โง่และก็ไม่ได้บ้าด้วยนะ แต่สิ่งที่เราต้องคิดตามก็คือ วอลุ่มเทรดทั้งวันเท่าไหร่ 5 ล้านกว่าเอง ถ้าต้องรวบเองในกระดานต้องยกขึ้นไปกี่ช่อง แล้วได้หุ้นครบไหม เคสนี้ไม่ครบนะถึงจะไล่รวบไปทั้งหมดชนราคาที่ 8.00 ก็ยังได้หุ้นไม่ครบ 8.25 ล้านนะ เพราะ Offer มันบางมาก นี่ละเหตุผลของการซื้อแพงกว่ากระดานมากๆ รายใหญ่เค้าไม่ได้โง่นะจ้ะ

Capture.PNG

พอเก็ทขึ้นบ้างหรือยัง แยกยังไง อะไรต้องเอ๊ะ อะไรต้องสนใจ อะไรที่ผิดกลิ่น อะไรที่ไม่สะดวกทำในกระดานหลัก มันมีเหตุผลของมันเสมอ เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเราต้องหาให้เจอ เวลาสงสัยหรือได้กลิ่นอะไรแล้ว อย่าลืมไปเช็คกราฟและวางแผนก่อนเทรดนะจ้ะ

ปล. หลังโพสต์นี้อาจหายไปแวบนึงนะคะ มีภารกิจเพื่อชาติต้องไปจัดการนิดหน่อยค่ะ

 

 

 

 

เมื่อเจ้ามือแปลงร่าง…ร่ายมนต์อำพรางตัว มาในรูปแบบของบัญชีนอมินีผ่านโบรกเกอร์

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

TFEX SSF BT กับโฉมหน้าตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไป

โพสต์นี้ไม่ได้เขียนเองนะคะ แต่เป็นกระทู้ดีๆ จากสินทร (นานมากแล้วที่สินทรไม่มีกระทู้การลงทุนดีๆ ให้เราได้อ่านกัน) กระทู้นี้มันทำให้เราเห็นว่า TFEX  SSF BT ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดหุ้นมากมายขนาดไหน ใครว่าพี่หรั่งโง่ขายหมดเดี๋ยวต้องมาไล่ซื้อของแพง หรือใครบอกหุ้นลงได้อีกไม่เยอะแล้วเพราะพี่หรั่งขายหมดแล้ว คงต้องคิดใหม่ ตลาดหุ้นมันได้เปลี่ยนสเต็ปไปอีกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกฎเกณฑ์ในตลาดมันถูกดีไซน์ออกมาเพื่อดึงดูดคนเข้าสู่ตลาด Leverage จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เม่าตกลงเหวได้มากขึ้น และรายใหญ่รวยขึ้น ซึ่งผึ้งเองก็เคยบอกไปแล้วว่า ถึงเราไม่เล่น TFEX แต่เราปฎิเสธการเรียนรู้ TFEX ไม่ได้เลย เพราะเกมหุ้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว และ BT กำลังทำให้ตลาดผันผวนขึ้น-ลงแบบจรวด

สรุปต้องอ่านจริงๆ คะ

ตอนที่ 1 ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว Click ที่นี่

ตอนที่ 2 ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว (ตอนจบ) Click ที่นี่

ตอนที่ 3 ภาพลวงตาและความผิดเพี้ยนของปริมาณการซื้อขายสิ้นวัน Click ที่นี่

ตอนที่ 4 นักลงทุนรายย่อยกำลังฆ่าฟันกันเอง และตลาดหุ้นห้ามลงต่อ !  Click ที่นี่

ปล. เดือนนี้แทบไม่ได้เขียน Blog เลย มีเสียงทักเบาๆ เข้ามา ต้องขออภัยด้วยจริงๆ เดือนนี้พอดีเริ่มทำระบบนิดหน่อย อยู่ช่วงลงข้อมูลเลยวุ่นๆ อยู่ทางโน้น และกำลังเร่งทำสไลด์สำหรับมีทติ้ง เดี๋ยวเดือนหน้ากลับมาเขียน Blog ต่อแล้วกันนะคะ

STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง

STANLY chart

หุ้นบางตัวราคามันก็เกินจะเอื้อมจริงๆ ติดสแกนมาอ่อยก็ตามไปมองแล้วได้แต่ชอบ เพราะคิดว่ามัน ไม่น่าใช่หุ้นเรา ใครๆ ก็ใจร้อนอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เร็วๆ กันทั้งนั้น เห็นราคาระดับนี้กับสภาพคล่องของหุ้นแบบนี้แล้วด้วย มันไม่น่าใช่เราๆๆๆ ก็วนเวียนบอกตัวเองแบบนี้อยู่หลายรอบ เพราะมันติดแสกนมาหลายหนจริงๆ จนในที่สุด มันก็ติดมาอีก มันอะไรกันหนักหนา คิ้วขมวดผูกโบด้วยสงสัย นอกจากกราฟสวยแล้ว ไหนขอชะโงกไปดูรายละเอียดสักหน่อยสิ อะไรยังไงทำไมเพราะอะไรถึงได้วนเวียนมาเซ้าซี้กันขนาดนี้ ดูเสร็จก็บอกตัวเองหาไม่เจอ สวยจริงแต่ยังไม่ผิดกลิ่นมากพอ ยังไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่สายตาผ่านตาตัวเลขนึงไว้ ผ่านมาอีก 2 วัน มีฟอร์ม 246-2 แจ้งตลาดมีการเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนี้ขยับถึงเกณฑ์ ticker point !!!! รอบนี้รีบกลับไปเปิดดูตัวเลขที่ผ่านตาไว้วันก่อนอีกที  Bingo เจอแล้วววววววว กลิ่นหอมได้ที เจ้าประทับหุ้นแล้ว

stanly 246-2.PNG

แต่เดิมเจ้าถือร่วมกันแบบ Concert Party ในนามของ STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE, LTD 33.88% (จากรอบการปิดสมุด 18/05/2560) โดยได้แจ้งซื้อเพิ่มเป็น 35.01%  ซึ่งถ้ารวมแล้วก็ควรจะมีส่วนที่เป็นการถือครองโดยต่างชาติที่ 46.73% แต่ด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่เดินหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับภาพที่เห็นสรุปสัดส่วนการถือครองหุ้นต่างชาติคือ เต็มเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 49% แล้ว นั่นแสดงว่า หลังจากน็อค ticker point 35% มีนักลงทุนต่างชาติเก็บหุ้น STANLY ไปอีก 2.27% ซึ่งถ้าให้เดาก็น่าจะเป็น STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD เก็บไปเองนี่ล่ะไม่ใช่ใคร เดี๋ยวอีก 2 วันก็ถึงกำหนดปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 แล้ว (ปีนี้กำหนด XM ตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งก็หมายความว่า วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เราจะได้ว่า พี่เบอร์ 1 น่าจะหุ้นเพิ่มเป็นราวๆ 37.30% โดยประมาณ เดาล้วนๆ แต่คิดว่าชัวร์

STANLY F.png

ระหว่างรอก็อ่านข้อมูลไปพลางๆ ก่อน บริษัท STANLY เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บ. สิทธิผล 1919 (กิจการของครอบครัวลี้อิสระนุกูลชื่อเดิมคือห้างเซ่งง่วงฮงที่คุณกนกและคุณโสภาลี้อิสระนุกูลบุกเบิกมา) กับบริษัท STANLEY ELECTRIC HOLDING  ของประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโคมไฟที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 3 ของญี่ปุ่น) เพื่อทำกิจการด้านหลอดไฟ โคมไฟรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกิจการแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อปี 2523 ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2534

วัตถุดิบหลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกจำพวก Poly Cabonated (PC) Bulk Molding Compound (BMC) Poly Propylene (PP) และ Acrylonitrile Butadine Styryne (ABS) โดยซื้อวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ร้อยละ 70 และนำเข้าเพียงร้อยละ 30 จากญี่ปุ่น กำลังการผลิต ตอนนี้ Utilization 80%) โดยแบ่งเป็น การผลิตหลอดไฟ 113 ล้านชิ้น/ปี โคมไฟ 40 ล้านดวง/ปี และแม่พิมพ์ 400 ชุด/ปี โดยมีสัดส่วนรายได้หลักจากโคมไฟ 90% หลอดไฟ 8% และแม่พิมพ์ 2% ซึ่งเป็นการส่งออกโดยตรง 15% และส่งออกโดยอ้อม 40% ที่เหลือผลิตเป็น OEM ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าที่เป็นค่ายรถยนต์ ปีที่ผ่านมาเริ่มได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกำไรเงินลงทุนบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นมา 25 ล้านบาท

การปรับทิศทางธุรกิจเรื่องเปลี่ยนจากการผลิตหลอดฮาโลเจนมาเป็นหลอด LED ซึ่งทำให้ได้มาร์จิ้นที่ดีขึ้น และชิ้นส่วนโคมไฟต่างๆ เรื่องมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีจำนวนโคมเพิ่มขึ้นทำให้มีออเดอร์และมาร์จิ้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการนำแผนควบคุมต้นทุนการผลิตและลดของเสีย โครงการ SNAP มาใช้ (Stanley New Approach for Higher Productivities) ที่ลดต้นทุนการผลิตลดได้ราว 1%

ประเด็นที่เป็นนตัวเร่งการเติบโตของธุรกิจคือ การมีรายได้ที่โตเพิ่ม 14.7%  YoY โดยคาดว่าปีหน้าจะ growth ที่ราวๆ 10% และ 12% ในปี 63 จากการได้รับงาน Global Model ล้อตใหญ่จากทางฮอนด้าที่กำลังจะออกรถรุ่นใหม่ และจากการได้ลูกค้าค่ายรถจักรยานยนต์ใหม่อีก 2 บริษัท คือ Isuzu กับ Yamaha ประกอบกับ GPM ที่จะปรับเพิ่มจาก 18.5 เป็น 19.2% ในปีหน้า ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ได้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่ SG&A/Sale ลดลงเพิ่มอีกเล็กน้อยจากแผนงานที่เริ่มเข้าที่มากขึ้น

การได้ออเดอร์ใหม่มารอยาวถึงปี 2564 ทำให้มีการลงทุนขยายเป็น Plant 7.5 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 20% โดยจะขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิม 6 พัน ตร.ม. เป็น 1.5 หมื่น ตร.ม.คาดว่าจะเปิดได้กลางปี 2562 ซึ่งจะทยอยบุคค่าเสื่อมที่ระยะเวลา 7-10 ปี จึงไม่น่าจะกระทบ OPEX ปี 62 ที่จะเปิดใช้โรงงานมากนัก โดยใช้เงินลงทุนไม่รวมค่าเครื่องจักร 400 ล้านบาท และโรงงานแม่พิมพ์อีก 500 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องเงินลงทุนมีศักยภาพพร้อมอยู่แล้วเพราะมี Net Cash ที่แข็งแกร่ง มีเงินสดหรือเทียบเท่า 6.2 พันล้านบาท และ DE ต่ำเว่อร์แค่ 0.06 เพอร์เฟคอย่างแท้ทรูบริษัทนี้

เขียนต้นฉบับค้างไว้ยังไม่จบดี วันนี้กราฟกระชากราคาขึ้นทำเบรค 52 Week High สำเร็จ เพราะอะไร ถ้าให้เดาก็เพราะพรุ่งนี้ (01/06/2561 เป็นกำหนด XM ประจำปี 2561 แล้วไง รอบงบของบริษัทนี้ปิดรอบบัญชี 31 มีนาคมของทุกปี ตามธรรมเนียมบริษัทที่ญี่ปุ่นถือหุ้นใหญ่ ซึ่งก็ควรจะเก็บหุ้นลอตสุดท้ายในโควต้าแบบเป็นทางการเสียให้เสร็จภายในวันนี้ ก็เลยเป็นที่มาของการยอมขวาที่ราคา Offer เสียที หลังจากที่ออล้อต่อราคา Bid มาตลอดทางแบบที่ผ่านมา

ส่วนตอนนี้ก็ฝากจับตาการเคล่ื่อนไหวในช้อตต่อไปที่คาดว่าจะเปลี่ยนสนามไปก่อการที่ NVDR แทน  ซึ่งข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ 2.22% ทำไมต้องโยกสนามไปที่ NVDR ก็เพราะโควต้าการถือครองต่างชาติเต็มแล้วส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็คาดว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สัญชาติไทยท่านอื่นๆ ก็จะทยอยสะสมหุ้นได้สะดวกใจกว่าการเก็บแบบเป็นทางการในกระดานหลัก ที่ต้องวุ่นวายรายงานการซื้อขายนั่นไง และตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นนอกจากการราคาที่ควรเดินหน้าขึ้นไป กับรอการอัพเดทรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ มารอลุ้นกันว่า STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD จะปรากฎตัวเลขตามที่เราคาดจริงไหม ว่าแต่ไปดูมุมมอง IAA ของนักวิเคราะห์กันหน่อยดีกว่า ใครมอง ใครเมิน กันบ้างถ้าจาก Target Price 12 months ณ ตอนนี้ ยังไม่มีสักโบรกที่กล้าให้ตัวเลขในใจที่เราแอบลุ้นอยู่เลย แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะรอนายนะ สแตนลี่ย์ รอวันที่นายมาถึงเป้าในใจเรา  STANLY  … Status วันนี้บอกเลยลูกรักคนล่าสุดมั่นใจหนักมาก หน้าแหกเหรอ ไม่มีกลัวอยู่แล้ว STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง  นี่หุ้นเราจริงๆฤา

แอบดูเฮดจ์ฟันด์เมืองไทย

ปกติตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน Emerging Market ต้องถือว่าคลายมนต์เสน่ห์ไปมากแล้ว แม้กระทั่งตอนบูมมากๆ ก็ยังต้องถือว่ายังเรียกแขกหัวทองหัวดำให้มาตั้งหลักปักฐานเทรดหุ้นไทยได้ไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงปักหลักกันที่สิงคโปร์ แล้วให้สำนักงานที่นั่นดูแลคัดเลือกหุ้นไทยมาเทรดซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเราพบเห็น Hedge Fund สักกองมาลงหลักปักฐานแล้วบริหาร Portforlio ด้วยหุ้นไทยทั้งพอร์ต เราจะรู้สึกยังไง ตื่นเต้นกระตู้วู้ ? ก็ต้องมีบ้างนิดนึงเนาะ แต่หลายคนอาจจะบอกก็เฉยๆ นะ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยแค่มี based on Thailand ทำไมต้องตื่นเต้น แต่…ถ้าบอกว่า กองทุนนี้คือเจ้าของตำแหน่งกองทุนที่บริหารผลตอบแทนได้สูงสุดในประเภท Emerging Market ประจำปี 2016 จากการจัดอันดับของ Barclay Headge ล่ะ น่าตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ !!!

quest.PNG

Thai Focused Equity Fund A คือ เจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดนั่นเอง อยากให้ทำความรู้จักกับกองทุนนี้สักหน่อย ข้อมูลที่เสิร์ชได้มาน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนเฉพาะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น เฮ้ยยยยย…นี่คุณภาพผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดไทยมันดีขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมเจ้ากองทุนแห่งนี้ถึงชนะกองทุนอื่นที่ลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Markets ได้ !!!!!  น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ ไปตามดูกันดีกว่า พี่เค้าไปมาอะไรยังไง ถึงได้มาวินเข้าที่หนึ่งไปได้

กองทุนแห่งนี้เค้าออกตัวไว้ว่า เค้าเป็นกองทุนเดียวที่มีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ นามว่า Doug  B..rn..tt (ตำแหน่งที่จุดๆ ไว้ ให้คีย์ตัวอักษร a ที่ตำแหน่งแรก และคีย์ตัวอักษร e ที่ตำแหน่งที่สอง เหตุผลที่พิมพ์แบบนี้ เพราะบางทีก็ไม่อยากให้ระบบ search engine ที่ฉลาดเป็นกรด จะนำการค้นหาจากชื่อดังกล่าวโยงมาถึงเพจนี้ เดี๋ยวพี่ผู้จัดการกองทุนจะงงเอาว่า เธอมาวุ่นวายอะไรกับชีวิตฉัน อิอิ) สำนักงานอยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะในหุ้นไทยเพียวๆ เพียงแค่ 8-14 หลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถโฟกัสข้อมูลในการติดตามกิจการได้แบบทั่วถึง โดยจะปรับพอร์ตเป็นรายเดือน (ไม่เล่นสั้น เน้นการลงทุนเป็นสำคัญ) อันนี้คือนโยบายที่พี่เค้าแถลงไว้หน้าเว็บ ส่วนกลยุทธ์การเทรดอีกมุมหนึ่ง เค้าได้ให้ความเห็นว่า ถ้าตลาดกำลังไปได้ด้วยดี ไม่ควรมีสถานะ Short เกิน 2% ของพอร์ต และยังแนะนำอีกด้วยว่า ห้าม Short หุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นในช่วงหุ้นตัวนั้นเคยเกิดสภาวะที่มีสภาพคล่องผิดปกติโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะต้องลำบากในการ cover short กลับ

แต่…สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียการลงทุนคัดเลือกหุ้นตังหาก เลือกยังไงให้เป็น The Winner ซึ่งอันนี้จากคำสัมภาษณ์พี่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเค้าให้สัมภาษณ์ไว้นานมากแล้ว เค้าอธิบายว่า สำหรับการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดี โดยหุ้นที่กองทุนของเขาสนใจจะเข้าลงทุนคือ หุ้นที่ราคาถูก PE ต่ำ มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ ของกองทุน เพียงแต่ให้น้ำหนักไปที่ “การบริหารความเสี่ยงแทน” โดยเค้าอธิบายว่า สำหรับการลงทุนของเค้า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดคือ ความผิดปกติของสภาพคล่อง (illiquidity) สังเกตนะคะ เค้าบอกว่า ความผิดปกติของสภาพคล่อง ไม่ใช่ สภาพคล่องต่ำ แบบที่เม่าชอบกังวลกัน ตรงนี้เค้าให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว จะเริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อค้นหาเดือนที่เป็นช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องผิดปกติแบบสุดๆ (ง่ายๆ ก็คือ HOT เวอร์แบบที่เม่าทั้งตลาดมาแย่งกันซื้อพร้อมกันนั่นเอง) เพื่อใช้ข้อมูลตรงนี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนจำนวนหุ้นที่จะเข้าลงทุน โดยลงทุนเก็บหุ้นเพียง 1/3 ของจำนวนหุ้นในช่วงที่มีสภาพคล่องผิดปกติสุดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 40- 50% ของขนาดพอร์ตการลงทุนด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เค้าได้กล่าวถึงการควบคุมความเสี่ยงของ drawdown ไว้ 2 ระดับ คือ หากหุ้นตัวที่เข้าลงทุนมีการปรับลดลงของราคาหุ้นราว 20% ของราคาสูงที่ได้เข้าซื้อไว้จะต้องมีการพิจารณาทบทวนว่าจะซื้อถัวเฉลี่ยเพิ่มหรือ cut loss หุ้นตัวดังกล่าว (แน่นอนว่า based on fundamental ไม่ใช่ข่าวลือ ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นการควบคุม drawdown ของ Current Gross NAV รวมทั้งพอร์ตห้ามต่ำเกินกว่าเงินลงทุนเกินกว่า 10 % ซึ่งถ้าการลงทุนเดินมาถึงจุดนั้น เค้าจะพิจารณาเติมวงเงินเข้ามาเพิ่มอีก 15% หรือถ้าลดต่ำถึง 15% จะเติมเงินเข้ามา 30% หรือถ้าลดต่ำกว่า 20% จะเติมเพิ่มเข้าไปเพิ่มถึง 40-60% เพราะเค้าประเมินว่า จุดเข้าซื้อที่ดีกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  !!!

ฟังนโยบายกลยุทธ์ของพี่เค้าไปแล้ว ไปดูผลงานของพี่เค้ากันหน่อยคะ เค้าเลือกหุ้นตัวไหนในตลาดหุ้นไทยกันหน๊อออออ แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ อ้าววววววววววว หมายถึงโดยทั่วไป แต่เราสามารถพบร่องรอยในรายการสำคัญที่ถือว่าเป็น Big Position ใน Portfolio ของเค้าได้ในบางเคสเท่านั้น ซึ่ง SETSMART จะให้คำตอบนี้กับเรา ซึ่งตัวที่น่าประทับใจมากๆ ในผลงานการลงทุนล่าสุดของเค้าก็มีหลายตัวอยู่ แต่ตัวหลักๆ ที่ชื่นชอบก็ยกให้ 2 ตัวนี้ หุ้นตัวนั้นคือ GL และ TPAC (ตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีมากตัวนึงที่เคยแอบตามมา เคยเล่นอยู่พักนึงเลยพอจำข้อมูลได้บ้าง ซึ่ง TPAC มีสภาวะที่แตกต่างจาก GL ชัดเจน เพราะ TPAC เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย และราคาไม่หวือหวา แต่การที่กองทุนเค้าเลือกเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้กังวลในสองปัญหาที่ว่าเลย สะท้อนให้เห็นว่า เค้าให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องกังวลเรื่องการเข้า-ออกมากจนไม่สามารถถือสถานะใหญ่ๆ ได้

ขอเริ่มต้นตามรอยกองทุนด้วย หุ้น GL นี่มันหุ้นในตำนานเลยนะ มหากาพย์มิตสึจึลิสซิ่งนี่ มีระยะการเริ่มต้นลากราคาตั้งแต่ 5 บาท ถึงไปค้างฟ้าที่ 62 บาท คำถามคือ Thai Focused Equity Fund A ข้าลงทุนใน GL ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้สำคัญมาก ไปดูคำตอบกันคะ ปี 2014 (ดูตำแหน่งวงกลมสีเหลืองในภาพ) โดยเพิ่ม Position ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง และปรับลด Position ครั้งแรกปี 2017 (สี่เหลี่ยมสีขาว) อืมมมมมมม จ้ะ โหดอะไรเบอร์นั้น ถ้าดูจากภาพที่เห็น ถ้าจะมีใครสักคนรักมิตสึจิมากๆ อีกสักคนที่ไม่ใช่ เม่าที่ชื่อน้องมี่ (Mii) ก็น่าจะเป็นพี่ Doug นี่ล่ะจ้า  ผลตอบแทนซะขนาดนี้มันก็น่าให้รักอยู่หรอกนะ

GL.PNG

จากตำนานความสำเร็จของ Thai Focused Equity Fund A  กับ GL หลายคนอาจมองว่า กองทุนนี้อาจจะแค่ฟลุค เพราะงั้นไปดูผลงานตัวอื่นของเค้ากัน มีตัวไหนอีก (ตามรอยการถือครองหุ้นของกองทุนนี้ได้จาก SETSMART จะมีแจ้งจุดเข้าถือครองตามรอบการปิดสมุดไว้ เราใช้ตรงนี้เป็นตัวทดสอบผลงานของเค้าว่า ดีสมราคาเจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดในตลาด Emerging Market จริงๆ ด้วย) ตรงนี้จะตามรอยผลงานพี่เค้าผ่านชาร์ทราคาเลยนะคะ คำอธิบายจะสรุปชมเชยไว้สั้นๆ ในภาพเลย ตามมาดูกันค่ะ

WORK 

WORK.PNG

BFIT

BFIT.PNG

TPAC

TPAC.PNG

CBG

CBG.PNG

แต่เราก็จะมองด้านเดียวก็คงไม่ดี เพราะก็มีหุ้นหลายตัวที่กองทุนเข้าลงทุนผิดพลาด ผิดทาง ผิดจังหวะไปบางเหมือนกัน เช่น SAWAD  JMART แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะไปดิสเครดิตเค้า เพราะหลักการลงทุนยึดความสำคัญของจำนวนครั้งที่ชนะต้องมากกว่าแพ้ อัตราผลตอบแทนต้องมากกว่าอัตราความเสียหายของพอร์ต เพราะพอร์ตการลงทุนไม่ว่าจะของใครย่อมมีโอกาสผิดทางได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเชื่อว่า จากหลักการบริหารพอร์ตที่เค้าให้สัมภาษณ์ไว้ข้างบน น่าจะต้องมีจุด Stop loss ที่เหมาะสม ในการ Balance พอร์ตไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงไว้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ภาพรวมการลงทุนของพี่เค้าทำได้ดี ผลงานน่าประทับใจ และที่สำคัญคือ เป็น Big Shot ชัดเจนหลายตัว พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราอยากไหมว่า Position ปัจจุบันของพี่เค้าลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่บ้างจากรอบการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปี 2018 มาดูกันคะ

TFE Lastest.PNG

ถ้าเราตัด GL ออก เพราะพี่เค้าลด Position ลงไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่รอบปิดสมุดปี 2017 กับ TPAC ที่ลดไปล่าสุดแล้วจากรายงาน 246-2 ล่าสุด จะเห็นว่าเหลือหุ้นอยู่แค่ 3 ตัว คือ LIT  SVI  TPCH  ซึ่งสองตัวหลังนี่ต่ำเตี้ยติดดินมายาวนาน อาจได้เวลาพ้นน้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ?!?!  และ LIT ซึ่งเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มลิสซิ่ง ที่ต้องยอมรับว่ายืนได้แกร่งกว่าลิสซิ่งตัวอื่นๆ ที่โดนตลาดเชือดตายเรียบ Relative Strength Index  อ่อนกว่าตลาดก็จริง แต่ถ้าพิจาณาให้ดีจะเห็นว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มลิสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น SAWAD  BFIT  ACAP  GL  TK

คำถามที่ตามมาคือ LIT มีอะไรดี ???   ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่งเข้าลงทุนเสียด้วย คำตอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร ระหว่างคนเขียนบล็อกกับคนตามอ่าน ถ้าเราอยากรู้ แต่ไม่ลงมือหาคำตอบ เราจะได้รู้คำตอบนั้นได้อย่างไร

LIT

คำถามเดียวกัน SVI หุ้นดีของสายวีไอจะกลับมาได้แล้วหรือยัง ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน แต่ตัวนี้ไม่ใช่กองทุนเพิ่งเข้าลงทุนในปีนี้ แต่เป็นการถือครองมา 2 ปีแล้ว ราคาหุ้นไม่เคยขึ้น แต่ทำไมเค้ายังตัดสินใจ Hold หุ้นเอาไว้ ??? อันนี้น่าคิดตาม คำตอบที่ได้อาจทำให้เราเห็นอะไรดีๆ ก็เป็นได้

SVI

คำถามสุดท้าย TPCH จะกลับมาสร้างตำนานราคาได้อีกครั้งหรือไหม ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน คำว่าพลังงานทดแทนยังมีมนต์เสน่ห์หลงเหลืออยู่ไหมในตลาดหุ้นไทย รายได้ที่มีอยู่จะเติบโตได้ถึงไหน มีการขยายโรงไฟฟ้าสำหรับอนาคตอีกเท่าไหร่ Earning Growth จะกลับมาน่าสนใจได้จริงไหม

ด้วยกราฟเทียบกัน 3 ตัว ส่วนตัวชอบ TPCH มากสุด แต่คำว่าชอบมากสุดไม่ได้แปลว่า TPCH ดีสุด แต่กราฟตอนนี้ TPCH ดูแล้วสบายใจที่สุดแค่นั้นเอง ในบรรดาหุ้น 3 ตัวนี้ หุ้นตัวไหนจะดีที่สุด ถ้าไม่ลงมืออ่าน ใครเลยจะรู้ ? 

TPCH

 

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: