สังฆกรรมมาฆบูชา

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

ทฤษฎีวันมาฆบูชา กับ Nominee ผู้สาบสูญ

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us
+

VNT # กำไรทุบสถิติ New High เหตุไฉนราคาดันจะ New Low

งบ Q1/61 VNT

ตรรกะมันดูไม่สอดคล้องกัน ถ้างบสักกิจการทำสถิติกำไรทุบ New High แต่ราคาดันจะ New Low จริงไหมล่ะ ?  แต่…อะไรไม่แย่เท่า งบตัวนั้นดันเป็น VNT !!!!!!!!!!!  หรือวลี “งบดีให้ขายออก งบกระจอกให้ซื้อเข้า” คือเรื่องจริง ? ไม่เอาอ่ะ อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าเราเห็นว่าตรรกะมันควรต้องสอดคล้องกันเราก็ควรต้องตามหาเหตุผลว่า อะไรทำให้คนไม่โหมเข้าซื้อ ทั้งที่กิจการทำสถิติกำไรนิวไฮ มันมีอะไรที่ทำให้ตัวเลขกำไร 900 ล้านมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อกำไรไตรมาสเดียวเทียบเท่ากับกำไรของปีที่แล้วครึ่งปี หรือในคำว่า “กำไรนิวไฮ” มีอะไรลวงตาเราอยู่ ทำไมคำว่า “กำไรนิวไฮ” ถึงทรงพลังไม่พอที่จะดึงดูดให้เม่ากระโจนเข้าไล่ราคา

การดรอปลงของกำไรครั้งแรกของ VNT เกิดขึ้นเมื่อ Q4/60 แต่เป็นการดรอปลงที่ข้อเท็จจริงมันยังคงให้ภาพที่โอเค คือ รายได้เติบโตแต่มีรายจ่ายแบบ one time loss พวกตั้งสำรองด้อยค่าบริษัทย่อย แบบนี้ถึงกำไรดรอปยังไม่หนักใจ แต่รอบนี้กำไรทุบสถิตินิวไฮแต่กลับมีตัวเลขการเติบโตที่ไม่น่าพอใจ (อย่างน้อยในสายตาของผึ้ง) เพราะในความนิวไฮของกำไรที่ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้น รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 แต่ต้นทุนขายมันโตตามเร็วมากโดยต้นทุนขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 เป็น 13.2  ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เป็น 15.7 อันเนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่…ก็มีตัวเลขที่สะดุดตาอีกจุดนึงคือ รายได้อื่นๆ ในส่วนของบริษัทย่อยที่มีความบวมของตัวเลขเกิดขึ้นแบบมีนัย แม้จะยังไม่มาก แต่ในช่วงเวลาที่มีการเริ่ม diversify โครงสร้างรายได้ ถือว่าเป็นเรืื่องที่ต้องเริ่มโฟกัสและจับตาดูว่า อะไรยังไงได้แล้ว ทว่า…ก็ไม่ได้มีการลงรายละเอียดแจกแจงว่าคือรายได้จากส่วนไหน แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเกาะติดกันต่อไป กับมีจุดที่น่าพอใจอีกจุดตรงที่ตัวเลขของต้นทุนการเงินที่ลดลงจากหนี้ที่ลดไปเยอะมากแล้วในปี 2017 ซึ่งตรงนี้ก็เบาตัวไปได้เยอะ

นอกจากตัวเลขรายได้กับต้นทุนขายแล้ว มีอะไรที่ต้องเอ๊ะอีกบ้าง ใน AGM 1/61 บอกเราว่า Capacity เริ่มตึงมีแนวโน้มจะขยายโรงงานเพิ่มในปี 2019 ซึ่งจะหาข้อสรุปการขยายการลงทุนให้เสร็จกลางปีนี้่ว่าจะทำอะไรยังไงบ้าง แต่ที่น่าจะลงทุนอยู่อีกจุดหนึ่งคือ การวางท่อส่งวัตถุดิบที่รับจาก PTTGC มายังโรงงานเลย ใน AGM ไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ แต่ในงบ Q1/61 มีตัวเลขตรงนี้เป็นนัยๆ ซึ่งตรงนี้ในหมายเหตุมีอธิบายแค่ว่า มีการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินก้อนหนึ่งมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนการลงทุนและค่าวางท่อ โดยระบุว่า มีการจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัทแม่อาซาฮี ซึ่งตรงนี้ก็คือ การ Diversify โครงสร้างรายได้ตามที่เคยบอกไปแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องมีการค้าขายกับต่างชาติ ต่อไปเรื่องค่าเงินจะกระทบกับ VNT มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเงินยูเอสและเงินเยน ซึ่งมีแจกแจงไว้ในเรื่องต้นทุนการนำเข้าส่งออก

คำถามคือ รายจ่ายด้านการวางท่อส่งมีนัยมากไหม เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลใดยืนยัน ก็ได้แต่มโนไปก่อน ถ้าวางตามแนวถนน คาดว่าจะอยู่ในช่วง 5-8 กม. แต่เชื่อว่าน่าจะวางตามแนวคลอง ซึ่งระยะจะสั้นกว่าคือ ราวๆ 2-3 กม. ตัวเลขค่าก่อสร้างท่อส่งยังหาตัวเลขของต้นทุนการวางท่อส่งสารเคมีโดยตรงไม่ได้ ขออนุมานจากต้นทุนตัวเลขท่อส่งน้ำมันมาใช้แก้ขัดไปก่อน ตรงนี้ใครมีตัวเลขก็แจ้งเข้ามาเป็นข้อมูลหน่อยนะคะ ต้นทุนต่อกม.คือ 35 ล้านบาท ก็บวกลบ 5 ล้าน ตามสภาพพื้นที่ คาดการณ์ (เอาเอง) ว่า น่าจะมีรายจ่ายตรงส่วนนี้ราวๆ 100 ล้านบาท เคสวางตามแนวคลอง หรือ 300 ล้านบาท เคสวางตามแนวถนน แต่ตัวเลขในงบตอนนี้เห็น 117 ล้านบาท ก็ดูเข้าเค้าพอประมาณ ส่วนจะถูกต้องแค่ไหนตรงนี้ไม่ขอรับรองนะจ้ะ

เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่เห็นชัดในงบแล้วทำให้รู้สึกสบายใจจริงจังคือ การเติบโตของ ECH ที่พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรได้อย่างแท้จริงเสียที แต่ก็เหมือนยังมีวิบากกรรมบดบังไว้ เพราะสเปรด ECH ที่โตแบบเวอร์วังก็ยังไม่สามารถฉายแววเจิดจรัสได้สุดตัว ด้วยเหตุว่ายังโดนปัญหาค่าเงินกดหัวอยู่พอสมควร แต่ต้องถือว่า การฟื้นของสเปรด ECH มาต่อยอดการเติบโตของ VNT ได้ทันเวลา (อย่าลืมส้งเกตว่า กำไรของส่วนงานไวนิลเริ่มดรอปลงแบบแผ่วๆ แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องหนักใจเพราะอ่อนตัวลงตามสเปรดที่พักตัว)

Untitled33.png

จากสถานการณ์งบที่เห็น ประเด็นที่จะเป็นแรงผลักดัน VNT ให้ไปต่อจึงน่าหนีไม่พ้น 3 เรื่อง คืือ ปัจจัยการเติบโตของสเปรด Caustic Soda กับ ECH เป็นสองตัวหลัก (ส่วนตัวมองว่า สเปรด PVC จะหยุดการโตแรงแต่จะทรงๆ ตัวและขึ้นแบบเนิบๆ ) อะไรทำให้มองว่า สเปรด Caustic Soda และ ECH จะยังเดินหน้าปรับตัวขึ้น ก็เพราะโซดาไฟและกลีเซอรีนเป็นผลพลอยได้จากการผลิต PVC ถ้าการควบคุมการเปิดดำเนินการของโรงงาน PVC ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง โซดาไฟกับกลีเซอรีนก็จะคงสภาพมี surplus ต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ PVC ยังถูกทดแทนได้จากการผลิต PVC จาก Feedstock สายน้ำมัน ซึ่งภาวะ surplus ของ PVC จะไม่ชัดเท่ากับสองตัวแรก กับ ปัจจัย การเคลื่อนไหวของทิศทางค่าเงินบาท เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า การ Diversify ออกไปทำเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์ที่ต่างประเทศจึงต้องผูกพันกับค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งล่าสุดในกราฟวีคก็เหมือนเงินบาทจะเบรค downtrend line ขึ้นมาได้แล้ว และปัจจัยสุดท้ายที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตทิศทางของสเปรดผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นนโยบายการสั่งปิดโรงงานของพี่จีน ซึ่งตรงนี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมได้ แต่ถือเป็น risk factor ที่น่ากลัวที่สุด ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเกาะติดสถานการณ์ข่าวอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้วส่วนตัวมองว่า VNT ในปีนี้จะให้อารมณ์แบบที่บทวิเคราะห์ Phatra กล่าวไว้ คือ Down but not out อารมณ์ดรอปแต่ยังไม่เลิก ถามว่ายังกล้าหวังถึง 50 ไหม ก็อยากบอกว่า กล้านะ แต่ความมั่นใจอาจไม่เต็มร้อยเท่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถามว่า 42 ลำบากไหม คิดว่า ศักยภาพของ VNT  42 ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อเกินฝัน ที่สำคัญเราจะหาหุ้นดีๆ งบคลีนๆ รายได้ก็โต หนี้ก็แทบไม่มีได้จากที่ไหน ในยุคที่ตลาดมีแต่กิจการงบยัดไส้สร้างภาพให้ดูหรูหราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผ่านไปอีก 2 ไตรมาสงบพลิกหัวทิ่มกลับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือไม่ก็ผู้บริหารสร้างภาพร่วมมือกับขาใหญ่กับกองทุนลากกันเองไม่ต้องสนงบไม่ต้องแคร์พื้นฐานกิจการ สรุปลองหลับตาถือไปทั้งน้ำตาในบางช่วงบางครา แล้วค่อยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่ฝันเป็นจริงเลยก็แล้วกัน ในเมื่อสถานการณ์งบล่าสุดแม้ตัวเลขนิวไฮอาจไม่ได้ให้ภาพที่ดีสมราคาตัวเลข แต่งบของ VNT รอบนี้แม้ไส้ข้างในมันสะท้อนการดรอปตัวลงนิดๆ ไม่ถึงกับดิบดีแต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรจริงไหม

อ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์ VNT ล่าสุดจากสองค่ายที่เกาะติด VNT ได้ที่นี่ Phatra VNT_20180510_PHATRA   UOB VNT_20180510_UOB

 

 

 

Reblog 3 # Elon Musk เมื่อเด็กเกเรอยากลองขายลูกกวาด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช เมื่อคืนนี้ ตามที่ผมได้นั่งฟังการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ และแปลลงเพจ Club VI กันสดๆ ไปแล้วนั้น หนึ่งในประเด็นที่มองว่าน่าสนใจและอยากเอามาถ่ายทอดต่อ คือคำถามเกี่ยวกับ moat หรือ “คูเมือง” สืบเนื่องจากคำกล่าวของ อีลอน มัสก์ เรื่องของเรื่องก็คือ ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มัสก์ บอกกับนักวิเคราะห์ใน conference call แถลงผลประกอบการของเทสล่าว่า “ผมคิดว่า คูเมือง (moat) เป็นเรื่องไม่เข้าท่า” ก่อนจะบอกต่อว่า “มันฟังดูดีแบบโบราณๆ ออกจะเก่าคร่ำครึนะ” “ถ้าคุณเอาแต่ตั้งรับข้าศึกที่รุกรานเข้ามาอยู่หลังคูเมือง คุณอยู่ได้ไม่นานหรอก สิ่งสำคัญคือความรวดเร็วของนวัตกรรม นั่นแหละคือตัวตัดสินความสามารถในการแข่งขัน” ถามว่าคำพูดกว้างๆ แบบนี้เป็นเรื่องขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มัสก์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อบัฟเฟตต์หรือชื่อใครสักหน่อย? คำตอบคือ เพราะผู้ที่ยกเอาคำว่า moat หรือ “คูเมือง” มาเปรียบเทียบกับความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ competitive advantage ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง และมันก็ได้กลายเป็นการอุปมาอุปไมย […]

via ช็อตต่อช็อต วิวาทะสุดคลาสสิก “มัสก์ – บัฟเฟตต์” — Club VI คลับ วีไอ

การเป็นคนเก่ง บางครั้งทำให้ได้รับอภิสิทธิในการได้รับการให้อภัยเมื่อบางทีอาจดูโอหัง หรือผยองไปบ้าง แต่การเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ แม้ว่าการเป็นคนเก่งแบบจีเนียสอย่าง Elon Musk จะไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีให้เห็นบ่อยๆ ก็ตาม ถึงกระนั้นการเป็นคนดีนั้นยากกว่า เพราะความดีมันลึกซึ้งเกินกว่าแค่การฝึกฝนที่จะประพฤติดี พูดดี คิดดี วางตัวดี แต่มันต้องบ่มเพาะต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นควรต้องใช้คำว่า “สั่งสมความดี” ปู่บัฟเฟต์ จึงดูจะเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้ชีวิต คือ เป็นคนเก่งที่ทุกคนรักและศรัทธา แต่ Elon Musk ยังมีทั้งฝ่ายรักและแกมระอา แต่ก็ไม่แน่เผื่อว่าการริอยากทำลูกกวาดของ Musk อาจเป็นลูกกวาดที่อมแล้วพยายามไปโผล่ที่ดาวอังคารก็เป็นได้ ต้องรอติดตามกันต่อไป

+ VNT กับโอกาสในการ diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว

VNTกับโอกาสการ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

อยากบอกว่า ระแวง VNT จังเลย แต่เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ อ่านให้จบก่อน ไม่ได้ระวังว่า หุ้นไม่ดี ยังยืนยันคำเดิมว่า VNT เป็นหุ้นดีที่ควรค่าแก่การถือหุ้นไว้ แล้วระแวงอะไรล่ะ ? ระแวงว่า VNT กำลังก้าวเข้าสู่การ Diversify ครั้งสำคัญ แต่การ Diversify ครั้งนี้ของ VNT ไม่ได้ออกเกิดขึ้นในระดับการปรับ Business Model หากแต่เป็นเพียงการ Diversify โครงสร้างรายได้ของกิจการเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา VNT รายได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาจากยอดขาย PVC ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกิจการ ซึ่งภาวะเช่นนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของกิจการ ดังนั้นการ Diversify ไปยังภาคส่วนอื่นน่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับกิจการเอง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เอื้อให้แนวทางการ Diversify โครงสร้างรายได้เห็นผลจริงจังได้ชัดเจนขึ้น เมื่อกระแสสังคมอยู่ในระยะถามหา และส่งเสริมธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว ที่พลาสติกรักษ์โลกอย่าง ECH กำลังได้เวลาออกโรงเป็นพระเอกเสียทีหลังจากที่ VNT ลงทุนลงแรงพยายามฟูมฟักผลิตภัณฑ์นี้มานานหลายปี

ในระหว่างที่ชาวเม่ากำลังใจสั่นกับการทุบเขย่าขวัญของหุ้น VNT ไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และกำลังกลัวๆ กล้าๆ ในการจะถือรันเทรนด์หุ้น VNT ต่อไปดีหรือไม่ เพราะแม้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาหุ้น VNT จะทะยานกลับมาเกือบ 10% แต่ด้วยเทรนด์ของ   สเปรด PVC ที่่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสเปรดของปี 2017 และยังเหลือสงครามประสาทกำหนดขึ้น XD ในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่อาจทำให้เม่าระแวงว่า เป็นการไล่ขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อลุ้นรับปันผลหรือเปล่า นั่นปล่อยให้ชาวเม่าเค้ากังวลกันไป ไอ้ชาวถือแล้วทำใจขายไม่เป็นแล้วอย่างเราไประแวงอย่างอื่นกันดีกว่า ตอนนี้ควรต้องระแวงอะไรล่ะ ??? ข่าวที่แจ้งตลาดทำให้ระแวงเรื่อง Diversify นี่ล่ะ !!!

VNT ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

 

ถ้าเราติดตาม VNT อย่างจริงจัง เราต้องทราบว่า ส่วนหนึ่งของโซดาไฟที่ VNT จำหน่ายเราไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด หากนำเข้ามาบางส่วน เดิมธุรกิจของ VNT ผลิตโซดาไฟ 2 เกรด (จำแนกตามความเข้มข้น) แต่ในรายงานปี 2017 บริษัทมีโซดาไฟ 3 เกรดแล้ว ซึ่งผู้บริหารเคยใน AGM 2017 ว่า บริษัทได้ริเริ่มนำเข้าโซดาไฟบางส่วนเนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีต้นทุนหลังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่ำกว่าลงมือผลิตเอง ซึ่งหลังจากการดำเนินการนำเข้าโซดาไฟมาได้สักระยะหนึ่ง ทางผู้บริหารน่าจะเล็งเห็นถึงโอกาสในทางธุรกิจที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว จึงได้ยื่นเสนอต่อที่ประชุม AGM ปี 2018 ในวาระขอปรับแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทในหนังสือบริคณฑ์สนธิของบริษัท ใน 3 ข้อ คือ ขอประกอบการค้าเคมี ทุกชนิด โดยขยายขอบเขตวัตถุประสงค์เพื่อ นำเข้าส่งออก เคมีทุกชนิด ให้สามารถรับเป็น นายหน้าตัวแทนตัวแทนค้าต่าง ในกิจการเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ตรงนี้สะท้อนอะไร มันบอกเรากลายๆ ว่า ต่อไปนี้VNT จะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์หากแต่พร้อมจะดำเนินการเป็นตัวแทนนำเข้าส่งออกเคมีทุกชนิดไม่จำกัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้อีกต่อไป  !!! 

สรุป VNT จะไม่นั่งผลิตแค่ PVC  Caustic Soda  VCM  และ ECH อย่างเดียวอีกต่อไป แต่…นับจากนี้ต่อไป VNT จะลงสู่สนามของการเป็นผู้จำหน่ายเคมีภัณฑ์ทุกชนิดเลย ถ้าเคมีภัณฑ์ตัวไหนผลิตเองไม่ได้ก็ซื้อมาขาย หรือถ้าผลิตเองได้แต่หาที่ทุนต่ำกว่าได้ก็จะไปซื้อมาขาย แบบว่า อะไรที่ได้เงิน พี่จะทำให้หมด !!! ซึ่งอันนี้ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะอย่าลืมว่า VNT มีแบ๊กใหญ่แบบอาซาฮี (AGC) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีรายการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้เลือกสรรมาจำหน่ายได้หลากหลายจุใจแน่นอน ซึ่งตรงนี้เองมีส่วนสำคัญให้ Net Profit ของ Caustic Soda ฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

vnt gpm npm  Gross Profit และ Net Profit ของผลการดำเนินงานของ VNT ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อนำไปพิจารณา Gross Profit เทียบกับ Net Profit จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2017 มีการเติบโตของ Net profit ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งก็เป็นผลหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของสเปรดผลิตภัณฑ์ ECH ที่ปัญหามลภาวะในจีนและปัญหาสภาวะโลกร้อนได้กดดันให้เกิดการรณรงค์หันมาสนับสนุนและเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นชนวนสำคัญของการปรับตัวขึ้นของสเปรด ECH จาก 1,200$ ในปี 2017 เป็น 1,500$ ในปี 2018 ที่มีการคาดการณ์กันว่า ECH น่าจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ VNT ได้อานิสงฆ์อย่างมากในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรักษ์โลก ภายใต้นวัตกรรม Epicerol ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมที่มีการนำเอากลีเซอรีนมาใช้แทนโพรพิลีน ซึ่งสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตลงได้ถึง 61% ซึ่ง VNT เคลมว่า การใช้อีพิเซอรอล 1 ตันในผลิตภัณฑ์ใดสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นลงได้ถึง 2.56 ตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลกของ ECH คงเหมือนผู้พิทักษ์โลกร้อนตัวจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัญหามลภาวะที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งมีการระบุสถิติว่า มีคนต้องเสียชีวิตจากปัญหาคุณภาพอากาศมากถึง 5 แสนคนต่อปี ย่อมส่งผลทางอ้อมให้เกิดการรณรงค์ให้มีการหันมาใช้พลาสติกรักษ์โลกอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้อย่าลืมว่า สภาวะอากาศที่เลวร้ายอย่างมากในประเทศจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโอกาสทางธุรกิจของ VNT จึงถือเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การตั้งลำของธุรกิจ ECH น่าจะเกิดเสถียรภาพอย่างจริงจังได้เสียที ทั้งนี้สภาพอากาศในจีนเลวร้ายขนาดไหน อยากให้ลองชมภาพยนตร์โฆษณา Breathe Again เจ้าของรางวัลภาพยนตร์โฆษณายอดเยี่ยมของจีนหลังสะท้อนปัญหาสภาพอากาศที่เลวร้ายรุนแรงของประเทศจีนได้อย่างถึงแสบสันต์ ทว่าโทนของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มันชวนให้เศร้าหมองยิ่งนัก click here

การได้เห็นถึงสภาพปัญหาของมลภาวะในอากาศของจีน ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดทั่วโลก ทำให้เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า โอกาสการ Diversify โครงสร้างรายได้ของ VNT ไปสู่ภาคส่วนผลิตภัณฑ์อื่นน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการลดภาวะการพึ่งพิงรายได้หลักจาก PVC อันจะส่งผลให้กิจการมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงสะท้อนการเติบโตเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากการดำเนินการ อันเป็นผลมาจากทั้งประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนของ Caustic Soda และโอกาสของมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของสเปรด ECH เม่าก็ได้แต่เอาใจช่วยให้การ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวในครั้งนี้เกิดผลที่แข็งแกร่งและนำพากิจการให้เติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ว่าแต่วันจันทร์นี้รบกวนปันผลฟรีด้วยแล้วกัน ไม่ได้ขออะไรมากมายเลยนะ กลับไปยืน 35 กันดีกว่า กิจการออกดี อนาคตก็มากมี ผู้บริหารก็แสนดี  VNT Go Go

%d bloggers like this: