กลิ่นเสือดำเริ่มจางหายไป…แต่กลิ่นเจ้า “หมดรัก” หุ้นตัวเองเริ่มโชยมา

วันนี้ BDRM Blog ขอเปิดพื้นที่ให้ Tony น้องเม่าฝึกดม มาลองตามกลิ่นเจ้ามือ Special Author ของเราในวันนี้เริ่มจากการเป็นน้องเม่าสายเทคนิคอลที่นั่งเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของรายงาน 59-2  246-2  Biglot มาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากฝึกตามดมมาระยะนึง น้องเม่าก็เริ่มฉายแววความจมูกดี หูตาว่องไวขึ้นมา และนี่ไม่ใช่เคสแรกของการบ้านของเม่าคนนี้ แต่เป็นเคสที่สองซึ่งทำให้ BDRM เห็นว่า การบ้านตลอด 2 ปี ที่สั่งสมมา มันได้ออกดอกผลผลิบานในที่สุด ขอพื้นที่วันนี้ให้โอกาสน้องเม่าเล่าให้เราฟังว่า เค้าเจอใครและร่องรอยอะไรกันบ้าง ส่งเวทีให้น้องตรงนี้นะคะ ใครอ่านแล้วแวะมาทิ้งคอมเมนท์ให้กำลังใจ Special Author คนแรกของ BDRM Blog กันด้วยนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


 

panther
ข่าวเสือดำที่ถูกยิงตาย…เริ่มเลือนหายไปจากการรายงานข่าวของทุกสำนัก ไม่มีการพาดหัวมาหลายเดือนแล้ว เรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำขวด…เอ๊ยตำรวจเค้าสืบสาวราวเรื่องกันไป

ปกติผมเดินมาชะโงกดู 59-2 ที่เป็นข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ดูมันอยู่ทุกวันแหละ..ตามดูมันไปงั้นๆ เหรอ…เปล่าๆ (เสียงสูง) ดูจนเป็นกิจวัตรประจำวัน….จนกลิ่นตัวใครบางคนเริ่มมาแตะจมูกเม่าอย่างผม

ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. – ส.ค. 2561 ผมเห็นความ(ผิด)ปกติ ของการแจ้งขายหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บมจ. (ITD) …..เห็นแรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร ดูไปแบบผ่านๆ แต่พอเห็นแจ้งขาย 3 วันติดเริ่มเอ๊ะใจว่ามันแจ้งผิดหรือเปล่า (นี่ยังจะคิดในแง่ดีอยู่นะ) แต่เอ๊ะที่ 2 มันไม่ใช่นี่หว่า เริ่มถี่

เริ่มมีกลิ่นที่ดูแปลกๆ ก็เพราะคนที่ขายออกมาเรื่อยๆ นั้นคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 1 นายเปรมชัย กรรณสูต และ ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 นางนิจพร จรณะจิตต์ ของ ITD  (พี่สาวนายเปรมชัย) ที่ขายออกมาเหมือนกับการสาดกระสุนที่ยิงเสือดำ

รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ จากหน้า Web ของ SET
https://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=ITD&ssoPageId=6&language=th&country=TH

itd-1

ที่นี้ก็เริ่มย้อนรอย…ตามกลิ่นกันสิ เริ่มที่จำนวนหุ้นทั้งหมดของ ITD มีอยู่คือ 5,279,840,848 (ห้าพันสองร้อยล้านหุ้นโดยประมาณ)

กลิ่นการขาย…!!!

ขอเริ่มย้อนรอยการขายหุ้น ITD ของ คุณเปรมชัย และคุณนิจพร ตั้งแต่ปี 2559
ข้อมูลการขายหุ้นของทั้ง 2 คนนี้ ตั้งแต่ปี 2559-ปัจจุบัน (14/05/2561) ซึ่งผมรวบรวมมาจากข้อมูล 59-2 ย้อนหลัง (ซึ่งย้อนหลังได้แค่ 3 ปี)
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/find59.php

เข้…..รายงานการขายหุ้นยาวเป็นหางเสือเลยยยย

itd-2มีแปลกตาหน่อยตรงที่รายการที่ 4-5 ที่เป็นการแจ้งขาย หลังการขายเกิดขึ้นไปแล้วเป็นปี อันนี้คาดว่า น่าจะถูก กลต. ให้แจ้งย้อนหลังเข้ามา

itd-3

จับข้อมูลมายำใส่ Excel แล้วรวมเป็นแต่ละปีได้ตัวเลขมาตามตารางนี้

itd-4

รวมแล้ว 2 คนนี้ขายไปแล้วประมาณ 187 ล้านหุ้น ก็ถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับระยะเวลา 3 ปี และจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด…..แต่การที่ไม่เคยซื้อหุ้นกลับเลยตลอดช่วงเวลา 3 ปี เช่นกันนี่สิ มันทำให้เม่าอย่างเราระแวงเหมือนกันนะ

กลิ่นจากปิดสมุดผู้ถือหุ้น…!!!

ขอย้อนรอยกลับไปดูผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 25/03/2559
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 826,956,226 = 15.66%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 377,703,340 = 7.15%

itd-5

ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 31/03/2560
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 785,494,526= 14.88%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 371,698,140 = 7.04%

itd-6

ปิดสมุดผู้ถือหุ้น วันที่ 30/03/2561
คุณเปรมชัย ถือหุ้นอยู่ 714,479,026= 13.53%  และคุณนิจพร ถือหุ้นอยู่ 367,913,140 = 6.97%
เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

itd-7

สรุปมาเป็นตารางให้แบบนี้ก็แล้วกัน…..มีแต่ลดไม่มีเพิ่มสินะ มันจะเป็นไปได้อย่างไงถ้ากิจการดี ใครเค้าจะขายหุ้นออกมาล่ะ ของดีเค้าก็ต้องซื้อเพิ่มเซ่ลวกเพ่….

itd-8

แต่เท่าที่ไล่ดูมาคุณเปรมชัย...น่าจะมีการขายหุ้นก่อนปิดสมุดปี 2560 อีก 10,010,000 หุ้น  แต่ไม่ได้แจ้ง ก็ไม่แปลกใจเพราะขายเยอะหลายไม้ก็อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง (ลองเอาข้อมูลการขายหุ้นไปหักลบจากจำนวนหุ้นที่ปิดสมุดดูก็จะเห็นตัวเลข 10 ล้านหุ้นนั้น)

เดี๋ยวๆ แบบฟอร์ม 246-2 ล่ะคุณผู้ชมมมมมมมมมม

คุณเปรมชัยเป็นคนทำตามกฎกติกามารยาทมาก…ขายปุ๊บแจ้ง กลต. ปั๊บ ไม่เกิน 3 วันเงินโอนเข้าบัญชี…สบายไป !!!  แต่เฮ๊ย…59-2 จบ แต่ 246-2 ยังไม่จบนะคุณเปรมมมมมมมชายยยยยยยย (ลากเสียงหน่อย)

แบบฟอร์ม 246-2 เค้ามีไว้ให้ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่แจ้งกับ กลต. เมื่อถือหุ้นมากหรือน้อยกว่า 5% 10% 15% 20% ไม่ว่าจะตรง Ticker point ที่กี่เปอร์เซนต์ก็แล้วแต่

แล้วปี 2560 คุณเปรมชัยถือหุ้นเหลือแค่ 14.88% ไม่แจ้งคิดจะแจ้ง 246-2 เลยรึ….ฮึฮึ
เราดูย้อนหลังก็ไม่เห็นมีนะจ๊ะ กลิ่นเริ่มแรงอ่ะ

itd-9

ตามมาด้วยเรื่องธรรมาภิบาล….บานเลย

ถือว่าสั่นคลอนในเรื่องจริยธรรมของผู้นำองค์กร เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ปกติแล้วบริษัทเค้าต้องออกประกาศ Blackout Period เพื่อห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทก่อนงบออก 2 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อย จริงอยู่ว่า ITD อาจไม่ได้กำหนดระยะเวลา Blackout Period ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในนโยบายการกำกับดูแลกิจการ แต่ในสาระสำคัญว่าด้วยการดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายในก็มีระบุไว้ว่า อะไรที่ผู้บริหารและพนักงานไม่พึงกระทำ …..แต่รอบนี้ Q2/2561 งบออกวันที่ 14/ส.ค./2561 คุณเปรมชัย และคุณนิจพร ขายตั้งแต่ 19/07/2561 มาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 09/ส.ค./2561 … อะไรคือ “จริยธรรมและธรรมาภิบาล” ….เข้เอ๊ย  ซึ่งหากงบออกมาดี แล้วขายก่อนงบออกมันก็ไม่ติดใจอะไรหรอกนะ แต่การชิงขายออกก่อนงบออกมาไม่ดี นี่…เม่าจะรู้สึกกันเช่นไร จริงไหม ???

itd-10

นี่ไงล่ะ งบ Q2/2561
ขอบคุณภาพงบ ITD จาก Line ID : @NewsBlock

itd-11

ทิ้งท้ายด้วยข่าวแจ้งตลาด

 ITD แจ้งข่าวกับ กลต. เรื่อง ความคืบหน้าในการเรียกชำระคืนลูกหนี้การค้า สำหรับงวดสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

ใครที่มี ITD ก็ตามอ่านหน่อยล่ะกัน….6 หน้า แต่ชัดเจน (มันอาจจะเป็นเรื่องสยองหน่อยนะ)

https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=15304879103141&language=th&country=TH

สุดท้ายนี้ จริงๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไรถ้าเค้าจะขายหุ้น ผมไม่ได้มีหุ้น ITD ในมือ ก็แค่เดินผ่านมาแล้วผมก็จะเดินผ่านมันไป แต่…แค่คิดว่าเค้าจะขายไปเรื่อยๆ แบบนี้จนจะหมดสิทธิ์ในการบริหารงานหรือขายจนสูญเสียความเป็นเจ้าของเลยรึ มันคงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่า บริษัทนี้เป็นกิจการของครอบครัวที่คุณพ่อของคุณเปรมชัยก่อร่างสร้างตัวมา … เพียงแต่พฤติการณ์ตลอดช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาที่ทั้งสองผู้บริหารเทขายหุ้นมาตลอดทาง มันสะท้อนหรือกำลังจะบอกใบ้อะไรกลายๆ กับเม่าหรือเปล่าว่า กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรภายในบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของประเทศที่มีประวัติอันยาวนาน 60 กว่าปี ถ้ากลิ่น (หรือข้อมูล) มันไปแตะจมูกใคร ก็ขออภัยด้วย มันแค่เตะจมูก ไม่ได้ไปเหยียบหน้าใครนะ 5555+

กลิ่นซากเสือดำเริ่มจางหายไป…แต่กลิ่นใครสักคนเริ่มโชยออกมาชัดมาก แถมกลิ่นที่ชัดมากนี้แล้วมันก็ชวนให้หนักใจ เพราะกลิ่นมันฟ้องว่า เจ้ากำลัง “หมดรักหุ้นตัวเอง” ชอบกล !!!

Biglot แบบที่มีนัย ดูยังไง ?

วันนี้เป็นวันที่กระดาน Biglot ยาวเป็นวา จากที่ปกติจะยาวแค่คืบเดียว เจอยาวเป็นวาแบบนี้ น้องเม่ามักงงว่า ละลานตาไปหมดเลยดูยังว่า Biglot ตัวไหนที่มีนัย ตัวไหนไม่มีอะไร ???? เออนั่นสิ คำถามนี้จริงๆ ถือเป็นคำถามคลาสสิคนิดๆ เลยนะ เจอคนถามแบบนี้บ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ว่างอธิบายอะไรยืดยาวสักที พอวันนี้เจอคำถามนี้อีกในห้อง ก็เลยคิดว่า เวลาเจอสถานการณ์ที่กระดาน Biglot ยาวเเฟื้อยแบบวันนี้แถมแต่ละตัวก็ดูมีวอลุ่มพอสมควรในระดับกระแทกตาแทบทั้งนั้น แล้วแบบนี้ตัวไหนล่ะที่เรียกว่า มีนัย ??? ต้องบอกว่ามันยากหน่อยๆ สำหรับเม่าน้องใหม่ที่เพิ่งฝึกดมกลิ่นรายใหญ่เลยจริงๆ

Untitled.png

ภาพจะบูดๆ เบี้ยวๆ หน่อยนะคะ วันนี้กระดานยาวมากจนต้องตัดภาพมาต่อกัน แต่เอาเป็นว่า เรากลับมาสนใจวิธีเลือก วิธีคิด วิธีมอง วิธีสังเกตกันดีกว่า สำหรับตัวเองแล้วถ้าวันนี้กระดาน Biglot หน้าตาประมาณนี้ ขอสนใจใครบ้าง ไม่สนใจไม่ได้เลย TRUE 30 ล้านหุ้น ยังไงก็ต้องสนใจวอลุ่มเยอะขนาดเน้แล้ว แต่เวลาเจอตัวที่เยอะจัดแบบนี้มันง่ายไง เพราะงั้นตัวนี้ข้ามไปไม่ขออธิบาย เพราะวอลุ่มเตะตาชัดเจนอยู่แล้ว แถมไม้เดียว (1 transaction) ด้วยคนซื้อ-คนขายย่อมไม่ใช่ตาสีตาสา แต่เป็นคนของเจ้าแน่นอน อ้อ…เคสที่จะพูดถึงวันนี้ขอตัด DW ออกจากการศึกษาวันนี้นะคะ เพราะ DW Biglot เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปกติของขาใหญ่ที่เข้าเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน DW ไปล่ะ

DOD 10 ล้านหุ้น แต่ความที่พี่เจ้าของรีบออกมาแจ้งตลาดว่า ตัวเรานั้นขายหุ้น Biglot ให้พันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจของเราเองนะ ที่สำคัญซื้อขายกันในราคากระดาน แบบนี้โดยส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่ต้องติดตามดมกลิ่นอะไร เพราะเค้าเปิดเผยชัดเจนราคาก็ยุติธรรม ซื้อขายกันตามราคากระดานวันนี้ แต่มีหุ้นอีก 3 ตัว ที่โดยส่วนตัวมองว่า นี่ล่ะที่เค้าเรียกกันว่า มีนัย ก็พี่ TU 8.5 ล้านหุ้น (2 transactions) ตามด้วยพี่ ERW 8.25 ล้านหุ้น (1 transaction) กับ พี่ BTS 5 ล้านหุ้น (1 transaction) นี่ละ ที่เซนส์มันบอกว่าไม่ธรรมดาจ้า……

ขอเริ่มต้นด้วยเคส TU ซื้อ-ขายแบบมีจำนวน ในราคาใกล้เคียงกับราคากระดานวันนี้ เมื่อดูยอดซื้อขายทั้งวันนี่ cover จำนวนหุ้นที่คนซื้ออยากซื้อเลย เพราะวอลุ่มเทรดทั้งวัน 11 ล้าน เยอะกว่าจำนวนที่มีการ Biglot กันที่ 8 ล้าน แต่ปัญหาคือ ถ้าไล่รวบในกระดาน เม่าจะแตกตื่นกันไหม ยกหายยกหายแบบเน้ ที่สำคัญคนซื้อได้ราคาแพง เพราะต้องไล่ในกระดาน แถมเสี่ยงโดนเม่าตาดีมาแย่งของไประหว่างรวบของ เพราะฉะนั้นไปดีลกันหลังบ้านง่ายกว่า

Capture.PNG

เช่นเดีียวกันกับพี่ BTS ซื้อขายแบบมีจำนวน ในราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด  แต่…………ช้าก่อน เคสนี้ไม่เหมือนพี่ TU นะ ไม่เหมือนตรงไหน ในเมื่อวอลุ่มเทรดทั้งวันก็ Cover จำนวนหุ้นที่คนซื้ออยากซื้อเลย แต่มันต่างกันจริงๆ นะ ลองดู Offer ของพี่เค้าก่อน ถ้าคนซื้อจะซื้อจริงๆ เค้ายกแค่ 2 ช่องก็ได้ของครบแล้วนะ เม่ายังไม่ทันได้เห็น ได้ตกใจ ได้ไล่ตามเลย แต่ทำไม…พี่เค้าไม่เคาะในกระดานล่ะ นั่นสิๆๆๆ คิดสิคิด คิดๆๆๆ ทำไมอยู่ๆ ต้องไปดีลกันหลังบ้าน แล้วแบบนี้แปลแบบนี้ได้ไหมว่า พี่เค้ารุจักกับคุณขุนเขาแห่งรถไฟ ต้องสิ ไม่รุจักจะติดต่อซื้อขายกันยังไงล่ะจ้ะเธอจ๋า เคสอย่าง BTS คือมีดีลที่คนซื้อกับคนขายตกลงที่จะทำอะไรสักอย่างร่วมกันนั่นไง Biglot แบบนี้ล่ะ ที่บอกว่ามีนัย ต้องสนใจ ต้องคิดตาม พี่เจ้าเค้านัดจะทำอะไรกันหน๊อออ

Capture.PNG

จากไอเดียที่ให้ไป 2 เคสข้างบน ตอนนี้พอเดาได้หรือยังว่า ทำไมเคส ERW ต้องทำ Biglot แพงกว่าราคา High ของวันในกระดานไปถึง 80 ตังค์ ทำมายยยยยยยยยยยยยยยยยย ถามว่าทำไมพี่เค้าต้องทำแบบนี้ เจ้าหรือรายใหญ่เค้าไม่ได้โง่และก็ไม่ได้บ้าด้วยนะ แต่สิ่งที่เราต้องคิดตามก็คือ วอลุ่มเทรดทั้งวันเท่าไหร่ 5 ล้านกว่าเอง ถ้าต้องรวบเองในกระดานต้องยกขึ้นไปกี่ช่อง แล้วได้หุ้นครบไหม เคสนี้ไม่ครบนะถึงจะไล่รวบไปทั้งหมดชนราคาที่ 8.00 ก็ยังได้หุ้นไม่ครบ 8.25 ล้านนะ เพราะ Offer มันบางมาก นี่ละเหตุผลของการซื้อแพงกว่ากระดานมากๆ รายใหญ่เค้าไม่ได้โง่นะจ้ะ

Capture.PNG

พอเก็ทขึ้นบ้างหรือยัง แยกยังไง อะไรต้องเอ๊ะ อะไรต้องสนใจ อะไรที่ผิดกลิ่น อะไรที่ไม่สะดวกทำในกระดานหลัก มันมีเหตุผลของมันเสมอ เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเราต้องหาให้เจอ เวลาสงสัยหรือได้กลิ่นอะไรแล้ว อย่าลืมไปเช็คกราฟและวางแผนก่อนเทรดนะจ้ะ

ปล. หลังโพสต์นี้อาจหายไปแวบนึงนะคะ มีภารกิจเพื่อชาติต้องไปจัดการนิดหน่อยค่ะ

 

 

 

 

เมื่อเจ้ามือแปลงร่าง…ร่ายมนต์อำพรางตัว มาในรูปแบบของบัญชีนอมินีผ่านโบรกเกอร์

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

TFEX SSF BT กับโฉมหน้าตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไป

โพสต์นี้ไม่ได้เขียนเองนะคะ แต่เป็นกระทู้ดีๆ จากสินทร (นานมากแล้วที่สินทรไม่มีกระทู้การลงทุนดีๆ ให้เราได้อ่านกัน) กระทู้นี้มันทำให้เราเห็นว่า TFEX  SSF BT ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดหุ้นมากมายขนาดไหน ใครว่าพี่หรั่งโง่ขายหมดเดี๋ยวต้องมาไล่ซื้อของแพง หรือใครบอกหุ้นลงได้อีกไม่เยอะแล้วเพราะพี่หรั่งขายหมดแล้ว คงต้องคิดใหม่ ตลาดหุ้นมันได้เปลี่ยนสเต็ปไปอีกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกฎเกณฑ์ในตลาดมันถูกดีไซน์ออกมาเพื่อดึงดูดคนเข้าสู่ตลาด Leverage จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เม่าตกลงเหวได้มากขึ้น และรายใหญ่รวยขึ้น ซึ่งผึ้งเองก็เคยบอกไปแล้วว่า ถึงเราไม่เล่น TFEX แต่เราปฎิเสธการเรียนรู้ TFEX ไม่ได้เลย เพราะเกมหุ้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว และ BT กำลังทำให้ตลาดผันผวนขึ้น-ลงแบบจรวด

สรุปต้องอ่านจริงๆ คะ

ตอนที่ 1 ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว Click ที่นี่

ตอนที่ 2 ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว (ตอนจบ) Click ที่นี่

ตอนที่ 3 ภาพลวงตาและความผิดเพี้ยนของปริมาณการซื้อขายสิ้นวัน Click ที่นี่

ตอนที่ 4 นักลงทุนรายย่อยกำลังฆ่าฟันกันเอง และตลาดหุ้นห้ามลงต่อ !  Click ที่นี่

ปล. เดือนนี้แทบไม่ได้เขียน Blog เลย มีเสียงทักเบาๆ เข้ามา ต้องขออภัยด้วยจริงๆ เดือนนี้พอดีเริ่มทำระบบนิดหน่อย อยู่ช่วงลงข้อมูลเลยวุ่นๆ อยู่ทางโน้น และกำลังเร่งทำสไลด์สำหรับมีทติ้ง เดี๋ยวเดือนหน้ากลับมาเขียน Blog ต่อแล้วกันนะคะ

STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง

STANLY chart

หุ้นบางตัวราคามันก็เกินจะเอื้อมจริงๆ ติดสแกนมาอ่อยก็ตามไปมองแล้วได้แต่ชอบ เพราะคิดว่ามัน ไม่น่าใช่หุ้นเรา ใครๆ ก็ใจร้อนอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เร็วๆ กันทั้งนั้น เห็นราคาระดับนี้กับสภาพคล่องของหุ้นแบบนี้แล้วด้วย มันไม่น่าใช่เราๆๆๆ ก็วนเวียนบอกตัวเองแบบนี้อยู่หลายรอบ เพราะมันติดแสกนมาหลายหนจริงๆ จนในที่สุด มันก็ติดมาอีก มันอะไรกันหนักหนา คิ้วขมวดผูกโบด้วยสงสัย นอกจากกราฟสวยแล้ว ไหนขอชะโงกไปดูรายละเอียดสักหน่อยสิ อะไรยังไงทำไมเพราะอะไรถึงได้วนเวียนมาเซ้าซี้กันขนาดนี้ ดูเสร็จก็บอกตัวเองหาไม่เจอ สวยจริงแต่ยังไม่ผิดกลิ่นมากพอ ยังไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่สายตาผ่านตาตัวเลขนึงไว้ ผ่านมาอีก 2 วัน มีฟอร์ม 246-2 แจ้งตลาดมีการเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนี้ขยับถึงเกณฑ์ ticker point !!!! รอบนี้รีบกลับไปเปิดดูตัวเลขที่ผ่านตาไว้วันก่อนอีกที  Bingo เจอแล้วววววววว กลิ่นหอมได้ที เจ้าประทับหุ้นแล้ว

stanly 246-2.PNG

แต่เดิมเจ้าถือร่วมกันแบบ Concert Party ในนามของ STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE, LTD 33.88% (จากรอบการปิดสมุด 18/05/2560) โดยได้แจ้งซื้อเพิ่มเป็น 35.01%  ซึ่งถ้ารวมแล้วก็ควรจะมีส่วนที่เป็นการถือครองโดยต่างชาติที่ 46.73% แต่ด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่เดินหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับภาพที่เห็นสรุปสัดส่วนการถือครองหุ้นต่างชาติคือ เต็มเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 49% แล้ว นั่นแสดงว่า หลังจากน็อค ticker point 35% มีนักลงทุนต่างชาติเก็บหุ้น STANLY ไปอีก 2.27% ซึ่งถ้าให้เดาก็น่าจะเป็น STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD เก็บไปเองนี่ล่ะไม่ใช่ใคร เดี๋ยวอีก 2 วันก็ถึงกำหนดปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 แล้ว (ปีนี้กำหนด XM ตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งก็หมายความว่า วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เราจะได้ว่า พี่เบอร์ 1 น่าจะหุ้นเพิ่มเป็นราวๆ 37.30% โดยประมาณ เดาล้วนๆ แต่คิดว่าชัวร์

STANLY F.png

ระหว่างรอก็อ่านข้อมูลไปพลางๆ ก่อน บริษัท STANLY เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บ. สิทธิผล 1919 (กิจการของครอบครัวลี้อิสระนุกูลชื่อเดิมคือห้างเซ่งง่วงฮงที่คุณกนกและคุณโสภาลี้อิสระนุกูลบุกเบิกมา) กับบริษัท STANLEY ELECTRIC HOLDING  ของประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโคมไฟที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 3 ของญี่ปุ่น) เพื่อทำกิจการด้านหลอดไฟ โคมไฟรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกิจการแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อปี 2523 ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2534

วัตถุดิบหลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกจำพวก Poly Cabonated (PC) Bulk Molding Compound (BMC) Poly Propylene (PP) และ Acrylonitrile Butadine Styryne (ABS) โดยซื้อวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ร้อยละ 70 และนำเข้าเพียงร้อยละ 30 จากญี่ปุ่น กำลังการผลิต ตอนนี้ Utilization 80%) โดยแบ่งเป็น การผลิตหลอดไฟ 113 ล้านชิ้น/ปี โคมไฟ 40 ล้านดวง/ปี และแม่พิมพ์ 400 ชุด/ปี โดยมีสัดส่วนรายได้หลักจากโคมไฟ 90% หลอดไฟ 8% และแม่พิมพ์ 2% ซึ่งเป็นการส่งออกโดยตรง 15% และส่งออกโดยอ้อม 40% ที่เหลือผลิตเป็น OEM ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าที่เป็นค่ายรถยนต์ ปีที่ผ่านมาเริ่มได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกำไรเงินลงทุนบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นมา 25 ล้านบาท

การปรับทิศทางธุรกิจเรื่องเปลี่ยนจากการผลิตหลอดฮาโลเจนมาเป็นหลอด LED ซึ่งทำให้ได้มาร์จิ้นที่ดีขึ้น และชิ้นส่วนโคมไฟต่างๆ เรื่องมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีจำนวนโคมเพิ่มขึ้นทำให้มีออเดอร์และมาร์จิ้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการนำแผนควบคุมต้นทุนการผลิตและลดของเสีย โครงการ SNAP มาใช้ (Stanley New Approach for Higher Productivities) ที่ลดต้นทุนการผลิตลดได้ราว 1%

ประเด็นที่เป็นนตัวเร่งการเติบโตของธุรกิจคือ การมีรายได้ที่โตเพิ่ม 14.7%  YoY โดยคาดว่าปีหน้าจะ growth ที่ราวๆ 10% และ 12% ในปี 63 จากการได้รับงาน Global Model ล้อตใหญ่จากทางฮอนด้าที่กำลังจะออกรถรุ่นใหม่ และจากการได้ลูกค้าค่ายรถจักรยานยนต์ใหม่อีก 2 บริษัท คือ Isuzu กับ Yamaha ประกอบกับ GPM ที่จะปรับเพิ่มจาก 18.5 เป็น 19.2% ในปีหน้า ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ได้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่ SG&A/Sale ลดลงเพิ่มอีกเล็กน้อยจากแผนงานที่เริ่มเข้าที่มากขึ้น

การได้ออเดอร์ใหม่มารอยาวถึงปี 2564 ทำให้มีการลงทุนขยายเป็น Plant 7.5 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 20% โดยจะขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิม 6 พัน ตร.ม. เป็น 1.5 หมื่น ตร.ม.คาดว่าจะเปิดได้กลางปี 2562 ซึ่งจะทยอยบุคค่าเสื่อมที่ระยะเวลา 7-10 ปี จึงไม่น่าจะกระทบ OPEX ปี 62 ที่จะเปิดใช้โรงงานมากนัก โดยใช้เงินลงทุนไม่รวมค่าเครื่องจักร 400 ล้านบาท และโรงงานแม่พิมพ์อีก 500 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องเงินลงทุนมีศักยภาพพร้อมอยู่แล้วเพราะมี Net Cash ที่แข็งแกร่ง มีเงินสดหรือเทียบเท่า 6.2 พันล้านบาท และ DE ต่ำเว่อร์แค่ 0.06 เพอร์เฟคอย่างแท้ทรูบริษัทนี้

เขียนต้นฉบับค้างไว้ยังไม่จบดี วันนี้กราฟกระชากราคาขึ้นทำเบรค 52 Week High สำเร็จ เพราะอะไร ถ้าให้เดาก็เพราะพรุ่งนี้ (01/06/2561 เป็นกำหนด XM ประจำปี 2561 แล้วไง รอบงบของบริษัทนี้ปิดรอบบัญชี 31 มีนาคมของทุกปี ตามธรรมเนียมบริษัทที่ญี่ปุ่นถือหุ้นใหญ่ ซึ่งก็ควรจะเก็บหุ้นลอตสุดท้ายในโควต้าแบบเป็นทางการเสียให้เสร็จภายในวันนี้ ก็เลยเป็นที่มาของการยอมขวาที่ราคา Offer เสียที หลังจากที่ออล้อต่อราคา Bid มาตลอดทางแบบที่ผ่านมา

ส่วนตอนนี้ก็ฝากจับตาการเคล่ื่อนไหวในช้อตต่อไปที่คาดว่าจะเปลี่ยนสนามไปก่อการที่ NVDR แทน  ซึ่งข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ 2.22% ทำไมต้องโยกสนามไปที่ NVDR ก็เพราะโควต้าการถือครองต่างชาติเต็มแล้วส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็คาดว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สัญชาติไทยท่านอื่นๆ ก็จะทยอยสะสมหุ้นได้สะดวกใจกว่าการเก็บแบบเป็นทางการในกระดานหลัก ที่ต้องวุ่นวายรายงานการซื้อขายนั่นไง และตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นนอกจากการราคาที่ควรเดินหน้าขึ้นไป กับรอการอัพเดทรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ มารอลุ้นกันว่า STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD จะปรากฎตัวเลขตามที่เราคาดจริงไหม ว่าแต่ไปดูมุมมอง IAA ของนักวิเคราะห์กันหน่อยดีกว่า ใครมอง ใครเมิน กันบ้างถ้าจาก Target Price 12 months ณ ตอนนี้ ยังไม่มีสักโบรกที่กล้าให้ตัวเลขในใจที่เราแอบลุ้นอยู่เลย แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะรอนายนะ สแตนลี่ย์ รอวันที่นายมาถึงเป้าในใจเรา  STANLY  … Status วันนี้บอกเลยลูกรักคนล่าสุดมั่นใจหนักมาก หน้าแหกเหรอ ไม่มีกลัวอยู่แล้ว STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง  นี่หุ้นเราจริงๆฤา

แอบดูเฮดจ์ฟันด์เมืองไทย

ปกติตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน Emerging Market ต้องถือว่าคลายมนต์เสน่ห์ไปมากแล้ว แม้กระทั่งตอนบูมมากๆ ก็ยังต้องถือว่ายังเรียกแขกหัวทองหัวดำให้มาตั้งหลักปักฐานเทรดหุ้นไทยได้ไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงปักหลักกันที่สิงคโปร์ แล้วให้สำนักงานที่นั่นดูแลคัดเลือกหุ้นไทยมาเทรดซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเราพบเห็น Hedge Fund สักกองมาลงหลักปักฐานแล้วบริหาร Portforlio ด้วยหุ้นไทยทั้งพอร์ต เราจะรู้สึกยังไง ตื่นเต้นกระตู้วู้ ? ก็ต้องมีบ้างนิดนึงเนาะ แต่หลายคนอาจจะบอกก็เฉยๆ นะ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยแค่มี based on Thailand ทำไมต้องตื่นเต้น แต่…ถ้าบอกว่า กองทุนนี้คือเจ้าของตำแหน่งกองทุนที่บริหารผลตอบแทนได้สูงสุดในประเภท Emerging Market ประจำปี 2016 จากการจัดอันดับของ Barclay Headge ล่ะ น่าตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ !!!

quest.PNG

Thai Focused Equity Fund A คือ เจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดนั่นเอง อยากให้ทำความรู้จักกับกองทุนนี้สักหน่อย ข้อมูลที่เสิร์ชได้มาน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนเฉพาะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น เฮ้ยยยยย…นี่คุณภาพผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดไทยมันดีขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมเจ้ากองทุนแห่งนี้ถึงชนะกองทุนอื่นที่ลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Markets ได้ !!!!!  น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ ไปตามดูกันดีกว่า พี่เค้าไปมาอะไรยังไง ถึงได้มาวินเข้าที่หนึ่งไปได้

กองทุนแห่งนี้เค้าออกตัวไว้ว่า เค้าเป็นกองทุนเดียวที่มีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ นามว่า Doug  B..rn..tt (ตำแหน่งที่จุดๆ ไว้ ให้คีย์ตัวอักษร a ที่ตำแหน่งแรก และคีย์ตัวอักษร e ที่ตำแหน่งที่สอง เหตุผลที่พิมพ์แบบนี้ เพราะบางทีก็ไม่อยากให้ระบบ search engine ที่ฉลาดเป็นกรด จะนำการค้นหาจากชื่อดังกล่าวโยงมาถึงเพจนี้ เดี๋ยวพี่ผู้จัดการกองทุนจะงงเอาว่า เธอมาวุ่นวายอะไรกับชีวิตฉัน อิอิ) สำนักงานอยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะในหุ้นไทยเพียวๆ เพียงแค่ 8-14 หลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถโฟกัสข้อมูลในการติดตามกิจการได้แบบทั่วถึง โดยจะปรับพอร์ตเป็นรายเดือน (ไม่เล่นสั้น เน้นการลงทุนเป็นสำคัญ) อันนี้คือนโยบายที่พี่เค้าแถลงไว้หน้าเว็บ ส่วนกลยุทธ์การเทรดอีกมุมหนึ่ง เค้าได้ให้ความเห็นว่า ถ้าตลาดกำลังไปได้ด้วยดี ไม่ควรมีสถานะ Short เกิน 2% ของพอร์ต และยังแนะนำอีกด้วยว่า ห้าม Short หุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นในช่วงหุ้นตัวนั้นเคยเกิดสภาวะที่มีสภาพคล่องผิดปกติโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะต้องลำบากในการ cover short กลับ

แต่…สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียการลงทุนคัดเลือกหุ้นตังหาก เลือกยังไงให้เป็น The Winner ซึ่งอันนี้จากคำสัมภาษณ์พี่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเค้าให้สัมภาษณ์ไว้นานมากแล้ว เค้าอธิบายว่า สำหรับการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดี โดยหุ้นที่กองทุนของเขาสนใจจะเข้าลงทุนคือ หุ้นที่ราคาถูก PE ต่ำ มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ ของกองทุน เพียงแต่ให้น้ำหนักไปที่ “การบริหารความเสี่ยงแทน” โดยเค้าอธิบายว่า สำหรับการลงทุนของเค้า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดคือ ความผิดปกติของสภาพคล่อง (illiquidity) สังเกตนะคะ เค้าบอกว่า ความผิดปกติของสภาพคล่อง ไม่ใช่ สภาพคล่องต่ำ แบบที่เม่าชอบกังวลกัน ตรงนี้เค้าให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว จะเริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อค้นหาเดือนที่เป็นช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องผิดปกติแบบสุดๆ (ง่ายๆ ก็คือ HOT เวอร์แบบที่เม่าทั้งตลาดมาแย่งกันซื้อพร้อมกันนั่นเอง) เพื่อใช้ข้อมูลตรงนี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนจำนวนหุ้นที่จะเข้าลงทุน โดยลงทุนเก็บหุ้นเพียง 1/3 ของจำนวนหุ้นในช่วงที่มีสภาพคล่องผิดปกติสุดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 40- 50% ของขนาดพอร์ตการลงทุนด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เค้าได้กล่าวถึงการควบคุมความเสี่ยงของ drawdown ไว้ 2 ระดับ คือ หากหุ้นตัวที่เข้าลงทุนมีการปรับลดลงของราคาหุ้นราว 20% ของราคาสูงที่ได้เข้าซื้อไว้จะต้องมีการพิจารณาทบทวนว่าจะซื้อถัวเฉลี่ยเพิ่มหรือ cut loss หุ้นตัวดังกล่าว (แน่นอนว่า based on fundamental ไม่ใช่ข่าวลือ ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นการควบคุม drawdown ของ Current Gross NAV รวมทั้งพอร์ตห้ามต่ำเกินกว่าเงินลงทุนเกินกว่า 10 % ซึ่งถ้าการลงทุนเดินมาถึงจุดนั้น เค้าจะพิจารณาเติมวงเงินเข้ามาเพิ่มอีก 15% หรือถ้าลดต่ำถึง 15% จะเติมเงินเข้ามา 30% หรือถ้าลดต่ำกว่า 20% จะเติมเพิ่มเข้าไปเพิ่มถึง 40-60% เพราะเค้าประเมินว่า จุดเข้าซื้อที่ดีกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  !!!

ฟังนโยบายกลยุทธ์ของพี่เค้าไปแล้ว ไปดูผลงานของพี่เค้ากันหน่อยคะ เค้าเลือกหุ้นตัวไหนในตลาดหุ้นไทยกันหน๊อออออ แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ อ้าววววววววววว หมายถึงโดยทั่วไป แต่เราสามารถพบร่องรอยในรายการสำคัญที่ถือว่าเป็น Big Position ใน Portfolio ของเค้าได้ในบางเคสเท่านั้น ซึ่ง SETSMART จะให้คำตอบนี้กับเรา ซึ่งตัวที่น่าประทับใจมากๆ ในผลงานการลงทุนล่าสุดของเค้าก็มีหลายตัวอยู่ แต่ตัวหลักๆ ที่ชื่นชอบก็ยกให้ 2 ตัวนี้ หุ้นตัวนั้นคือ GL และ TPAC (ตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีมากตัวนึงที่เคยแอบตามมา เคยเล่นอยู่พักนึงเลยพอจำข้อมูลได้บ้าง ซึ่ง TPAC มีสภาวะที่แตกต่างจาก GL ชัดเจน เพราะ TPAC เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย และราคาไม่หวือหวา แต่การที่กองทุนเค้าเลือกเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้กังวลในสองปัญหาที่ว่าเลย สะท้อนให้เห็นว่า เค้าให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องกังวลเรื่องการเข้า-ออกมากจนไม่สามารถถือสถานะใหญ่ๆ ได้

ขอเริ่มต้นตามรอยกองทุนด้วย หุ้น GL นี่มันหุ้นในตำนานเลยนะ มหากาพย์มิตสึจึลิสซิ่งนี่ มีระยะการเริ่มต้นลากราคาตั้งแต่ 5 บาท ถึงไปค้างฟ้าที่ 62 บาท คำถามคือ Thai Focused Equity Fund A ข้าลงทุนใน GL ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้สำคัญมาก ไปดูคำตอบกันคะ ปี 2014 (ดูตำแหน่งวงกลมสีเหลืองในภาพ) โดยเพิ่ม Position ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง และปรับลด Position ครั้งแรกปี 2017 (สี่เหลี่ยมสีขาว) อืมมมมมมม จ้ะ โหดอะไรเบอร์นั้น ถ้าดูจากภาพที่เห็น ถ้าจะมีใครสักคนรักมิตสึจิมากๆ อีกสักคนที่ไม่ใช่ เม่าที่ชื่อน้องมี่ (Mii) ก็น่าจะเป็นพี่ Doug นี่ล่ะจ้า  ผลตอบแทนซะขนาดนี้มันก็น่าให้รักอยู่หรอกนะ

GL.PNG

จากตำนานความสำเร็จของ Thai Focused Equity Fund A  กับ GL หลายคนอาจมองว่า กองทุนนี้อาจจะแค่ฟลุค เพราะงั้นไปดูผลงานตัวอื่นของเค้ากัน มีตัวไหนอีก (ตามรอยการถือครองหุ้นของกองทุนนี้ได้จาก SETSMART จะมีแจ้งจุดเข้าถือครองตามรอบการปิดสมุดไว้ เราใช้ตรงนี้เป็นตัวทดสอบผลงานของเค้าว่า ดีสมราคาเจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดในตลาด Emerging Market จริงๆ ด้วย) ตรงนี้จะตามรอยผลงานพี่เค้าผ่านชาร์ทราคาเลยนะคะ คำอธิบายจะสรุปชมเชยไว้สั้นๆ ในภาพเลย ตามมาดูกันค่ะ

WORK 

WORK.PNG

BFIT

BFIT.PNG

TPAC

TPAC.PNG

CBG

CBG.PNG

แต่เราก็จะมองด้านเดียวก็คงไม่ดี เพราะก็มีหุ้นหลายตัวที่กองทุนเข้าลงทุนผิดพลาด ผิดทาง ผิดจังหวะไปบางเหมือนกัน เช่น SAWAD  JMART แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะไปดิสเครดิตเค้า เพราะหลักการลงทุนยึดความสำคัญของจำนวนครั้งที่ชนะต้องมากกว่าแพ้ อัตราผลตอบแทนต้องมากกว่าอัตราความเสียหายของพอร์ต เพราะพอร์ตการลงทุนไม่ว่าจะของใครย่อมมีโอกาสผิดทางได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเชื่อว่า จากหลักการบริหารพอร์ตที่เค้าให้สัมภาษณ์ไว้ข้างบน น่าจะต้องมีจุด Stop loss ที่เหมาะสม ในการ Balance พอร์ตไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงไว้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ภาพรวมการลงทุนของพี่เค้าทำได้ดี ผลงานน่าประทับใจ และที่สำคัญคือ เป็น Big Shot ชัดเจนหลายตัว พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราอยากไหมว่า Position ปัจจุบันของพี่เค้าลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่บ้างจากรอบการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปี 2018 มาดูกันคะ

TFE Lastest.PNG

ถ้าเราตัด GL ออก เพราะพี่เค้าลด Position ลงไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่รอบปิดสมุดปี 2017 กับ TPAC ที่ลดไปล่าสุดแล้วจากรายงาน 246-2 ล่าสุด จะเห็นว่าเหลือหุ้นอยู่แค่ 3 ตัว คือ LIT  SVI  TPCH  ซึ่งสองตัวหลังนี่ต่ำเตี้ยติดดินมายาวนาน อาจได้เวลาพ้นน้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ?!?!  และ LIT ซึ่งเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มลิสซิ่ง ที่ต้องยอมรับว่ายืนได้แกร่งกว่าลิสซิ่งตัวอื่นๆ ที่โดนตลาดเชือดตายเรียบ Relative Strength Index  อ่อนกว่าตลาดก็จริง แต่ถ้าพิจาณาให้ดีจะเห็นว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มลิสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น SAWAD  BFIT  ACAP  GL  TK

คำถามที่ตามมาคือ LIT มีอะไรดี ???   ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่งเข้าลงทุนเสียด้วย คำตอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร ระหว่างคนเขียนบล็อกกับคนตามอ่าน ถ้าเราอยากรู้ แต่ไม่ลงมือหาคำตอบ เราจะได้รู้คำตอบนั้นได้อย่างไร

LIT

คำถามเดียวกัน SVI หุ้นดีของสายวีไอจะกลับมาได้แล้วหรือยัง ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน แต่ตัวนี้ไม่ใช่กองทุนเพิ่งเข้าลงทุนในปีนี้ แต่เป็นการถือครองมา 2 ปีแล้ว ราคาหุ้นไม่เคยขึ้น แต่ทำไมเค้ายังตัดสินใจ Hold หุ้นเอาไว้ ??? อันนี้น่าคิดตาม คำตอบที่ได้อาจทำให้เราเห็นอะไรดีๆ ก็เป็นได้

SVI

คำถามสุดท้าย TPCH จะกลับมาสร้างตำนานราคาได้อีกครั้งหรือไหม ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน คำว่าพลังงานทดแทนยังมีมนต์เสน่ห์หลงเหลืออยู่ไหมในตลาดหุ้นไทย รายได้ที่มีอยู่จะเติบโตได้ถึงไหน มีการขยายโรงไฟฟ้าสำหรับอนาคตอีกเท่าไหร่ Earning Growth จะกลับมาน่าสนใจได้จริงไหม

ด้วยกราฟเทียบกัน 3 ตัว ส่วนตัวชอบ TPCH มากสุด แต่คำว่าชอบมากสุดไม่ได้แปลว่า TPCH ดีสุด แต่กราฟตอนนี้ TPCH ดูแล้วสบายใจที่สุดแค่นั้นเอง ในบรรดาหุ้น 3 ตัวนี้ หุ้นตัวไหนจะดีที่สุด ถ้าไม่ลงมืออ่าน ใครเลยจะรู้ ? 

TPCH

 

สังฆกรรมมาฆบูชา

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

ทฤษฎีวันมาฆบูชา กับ Nominee ผู้สาบสูญ

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us
+

VNT # กำไรทุบสถิติ New High เหตุไฉนราคาดันจะ New Low

งบ Q1/61 VNT

ตรรกะมันดูไม่สอดคล้องกัน ถ้างบสักกิจการทำสถิติกำไรทุบ New High แต่ราคาดันจะ New Low จริงไหมล่ะ ?  แต่…อะไรไม่แย่เท่า งบตัวนั้นดันเป็น VNT !!!!!!!!!!!  หรือวลี “งบดีให้ขายออก งบกระจอกให้ซื้อเข้า” คือเรื่องจริง ? ไม่เอาอ่ะ อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าเราเห็นว่าตรรกะมันควรต้องสอดคล้องกันเราก็ควรต้องตามหาเหตุผลว่า อะไรทำให้คนไม่โหมเข้าซื้อ ทั้งที่กิจการทำสถิติกำไรนิวไฮ มันมีอะไรที่ทำให้ตัวเลขกำไร 900 ล้านมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อกำไรไตรมาสเดียวเทียบเท่ากับกำไรของปีที่แล้วครึ่งปี หรือในคำว่า “กำไรนิวไฮ” มีอะไรลวงตาเราอยู่ ทำไมคำว่า “กำไรนิวไฮ” ถึงทรงพลังไม่พอที่จะดึงดูดให้เม่ากระโจนเข้าไล่ราคา

การดรอปลงของกำไรครั้งแรกของ VNT เกิดขึ้นเมื่อ Q4/60 แต่เป็นการดรอปลงที่ข้อเท็จจริงมันยังคงให้ภาพที่โอเค คือ รายได้เติบโตแต่มีรายจ่ายแบบ one time loss พวกตั้งสำรองด้อยค่าบริษัทย่อย แบบนี้ถึงกำไรดรอปยังไม่หนักใจ แต่รอบนี้กำไรทุบสถิตินิวไฮแต่กลับมีตัวเลขการเติบโตที่ไม่น่าพอใจ (อย่างน้อยในสายตาของผึ้ง) เพราะในความนิวไฮของกำไรที่ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้น รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 แต่ต้นทุนขายมันโตตามเร็วมากโดยต้นทุนขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 เป็น 13.2  ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เป็น 15.7 อันเนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่…ก็มีตัวเลขที่สะดุดตาอีกจุดนึงคือ รายได้อื่นๆ ในส่วนของบริษัทย่อยที่มีความบวมของตัวเลขเกิดขึ้นแบบมีนัย แม้จะยังไม่มาก แต่ในช่วงเวลาที่มีการเริ่ม diversify โครงสร้างรายได้ ถือว่าเป็นเรืื่องที่ต้องเริ่มโฟกัสและจับตาดูว่า อะไรยังไงได้แล้ว ทว่า…ก็ไม่ได้มีการลงรายละเอียดแจกแจงว่าคือรายได้จากส่วนไหน แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเกาะติดกันต่อไป กับมีจุดที่น่าพอใจอีกจุดตรงที่ตัวเลขของต้นทุนการเงินที่ลดลงจากหนี้ที่ลดไปเยอะมากแล้วในปี 2017 ซึ่งตรงนี้ก็เบาตัวไปได้เยอะ

นอกจากตัวเลขรายได้กับต้นทุนขายแล้ว มีอะไรที่ต้องเอ๊ะอีกบ้าง ใน AGM 1/61 บอกเราว่า Capacity เริ่มตึงมีแนวโน้มจะขยายโรงงานเพิ่มในปี 2019 ซึ่งจะหาข้อสรุปการขยายการลงทุนให้เสร็จกลางปีนี้่ว่าจะทำอะไรยังไงบ้าง แต่ที่น่าจะลงทุนอยู่อีกจุดหนึ่งคือ การวางท่อส่งวัตถุดิบที่รับจาก PTTGC มายังโรงงานเลย ใน AGM ไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ แต่ในงบ Q1/61 มีตัวเลขตรงนี้เป็นนัยๆ ซึ่งตรงนี้ในหมายเหตุมีอธิบายแค่ว่า มีการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินก้อนหนึ่งมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนการลงทุนและค่าวางท่อ โดยระบุว่า มีการจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัทแม่อาซาฮี ซึ่งตรงนี้ก็คือ การ Diversify โครงสร้างรายได้ตามที่เคยบอกไปแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องมีการค้าขายกับต่างชาติ ต่อไปเรื่องค่าเงินจะกระทบกับ VNT มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเงินยูเอสและเงินเยน ซึ่งมีแจกแจงไว้ในเรื่องต้นทุนการนำเข้าส่งออก

คำถามคือ รายจ่ายด้านการวางท่อส่งมีนัยมากไหม เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลใดยืนยัน ก็ได้แต่มโนไปก่อน ถ้าวางตามแนวถนน คาดว่าจะอยู่ในช่วง 5-8 กม. แต่เชื่อว่าน่าจะวางตามแนวคลอง ซึ่งระยะจะสั้นกว่าคือ ราวๆ 2-3 กม. ตัวเลขค่าก่อสร้างท่อส่งยังหาตัวเลขของต้นทุนการวางท่อส่งสารเคมีโดยตรงไม่ได้ ขออนุมานจากต้นทุนตัวเลขท่อส่งน้ำมันมาใช้แก้ขัดไปก่อน ตรงนี้ใครมีตัวเลขก็แจ้งเข้ามาเป็นข้อมูลหน่อยนะคะ ต้นทุนต่อกม.คือ 35 ล้านบาท ก็บวกลบ 5 ล้าน ตามสภาพพื้นที่ คาดการณ์ (เอาเอง) ว่า น่าจะมีรายจ่ายตรงส่วนนี้ราวๆ 100 ล้านบาท เคสวางตามแนวคลอง หรือ 300 ล้านบาท เคสวางตามแนวถนน แต่ตัวเลขในงบตอนนี้เห็น 117 ล้านบาท ก็ดูเข้าเค้าพอประมาณ ส่วนจะถูกต้องแค่ไหนตรงนี้ไม่ขอรับรองนะจ้ะ

เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่เห็นชัดในงบแล้วทำให้รู้สึกสบายใจจริงจังคือ การเติบโตของ ECH ที่พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรได้อย่างแท้จริงเสียที แต่ก็เหมือนยังมีวิบากกรรมบดบังไว้ เพราะสเปรด ECH ที่โตแบบเวอร์วังก็ยังไม่สามารถฉายแววเจิดจรัสได้สุดตัว ด้วยเหตุว่ายังโดนปัญหาค่าเงินกดหัวอยู่พอสมควร แต่ต้องถือว่า การฟื้นของสเปรด ECH มาต่อยอดการเติบโตของ VNT ได้ทันเวลา (อย่าลืมส้งเกตว่า กำไรของส่วนงานไวนิลเริ่มดรอปลงแบบแผ่วๆ แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องหนักใจเพราะอ่อนตัวลงตามสเปรดที่พักตัว)

Untitled33.png

จากสถานการณ์งบที่เห็น ประเด็นที่จะเป็นแรงผลักดัน VNT ให้ไปต่อจึงน่าหนีไม่พ้น 3 เรื่อง คืือ ปัจจัยการเติบโตของสเปรด Caustic Soda กับ ECH เป็นสองตัวหลัก (ส่วนตัวมองว่า สเปรด PVC จะหยุดการโตแรงแต่จะทรงๆ ตัวและขึ้นแบบเนิบๆ ) อะไรทำให้มองว่า สเปรด Caustic Soda และ ECH จะยังเดินหน้าปรับตัวขึ้น ก็เพราะโซดาไฟและกลีเซอรีนเป็นผลพลอยได้จากการผลิต PVC ถ้าการควบคุมการเปิดดำเนินการของโรงงาน PVC ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง โซดาไฟกับกลีเซอรีนก็จะคงสภาพมี surplus ต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ PVC ยังถูกทดแทนได้จากการผลิต PVC จาก Feedstock สายน้ำมัน ซึ่งภาวะ surplus ของ PVC จะไม่ชัดเท่ากับสองตัวแรก กับ ปัจจัย การเคลื่อนไหวของทิศทางค่าเงินบาท เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า การ Diversify ออกไปทำเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์ที่ต่างประเทศจึงต้องผูกพันกับค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งล่าสุดในกราฟวีคก็เหมือนเงินบาทจะเบรค downtrend line ขึ้นมาได้แล้ว และปัจจัยสุดท้ายที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตทิศทางของสเปรดผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นนโยบายการสั่งปิดโรงงานของพี่จีน ซึ่งตรงนี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมได้ แต่ถือเป็น risk factor ที่น่ากลัวที่สุด ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเกาะติดสถานการณ์ข่าวอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้วส่วนตัวมองว่า VNT ในปีนี้จะให้อารมณ์แบบที่บทวิเคราะห์ Phatra กล่าวไว้ คือ Down but not out อารมณ์ดรอปแต่ยังไม่เลิก ถามว่ายังกล้าหวังถึง 50 ไหม ก็อยากบอกว่า กล้านะ แต่ความมั่นใจอาจไม่เต็มร้อยเท่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถามว่า 42 ลำบากไหม คิดว่า ศักยภาพของ VNT  42 ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อเกินฝัน ที่สำคัญเราจะหาหุ้นดีๆ งบคลีนๆ รายได้ก็โต หนี้ก็แทบไม่มีได้จากที่ไหน ในยุคที่ตลาดมีแต่กิจการงบยัดไส้สร้างภาพให้ดูหรูหราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผ่านไปอีก 2 ไตรมาสงบพลิกหัวทิ่มกลับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือไม่ก็ผู้บริหารสร้างภาพร่วมมือกับขาใหญ่กับกองทุนลากกันเองไม่ต้องสนงบไม่ต้องแคร์พื้นฐานกิจการ สรุปลองหลับตาถือไปทั้งน้ำตาในบางช่วงบางครา แล้วค่อยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่ฝันเป็นจริงเลยก็แล้วกัน ในเมื่อสถานการณ์งบล่าสุดแม้ตัวเลขนิวไฮอาจไม่ได้ให้ภาพที่ดีสมราคาตัวเลข แต่งบของ VNT รอบนี้แม้ไส้ข้างในมันสะท้อนการดรอปตัวลงนิดๆ ไม่ถึงกับดิบดีแต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรจริงไหม

อ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์ VNT ล่าสุดจากสองค่ายที่เกาะติด VNT ได้ที่นี่ Phatra VNT_20180510_PHATRA   UOB VNT_20180510_UOB

 

 

 

Reblog 3 # Elon Musk เมื่อเด็กเกเรอยากลองขายลูกกวาด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช เมื่อคืนนี้ ตามที่ผมได้นั่งฟังการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ และแปลลงเพจ Club VI กันสดๆ ไปแล้วนั้น หนึ่งในประเด็นที่มองว่าน่าสนใจและอยากเอามาถ่ายทอดต่อ คือคำถามเกี่ยวกับ moat หรือ “คูเมือง” สืบเนื่องจากคำกล่าวของ อีลอน มัสก์ เรื่องของเรื่องก็คือ ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มัสก์ บอกกับนักวิเคราะห์ใน conference call แถลงผลประกอบการของเทสล่าว่า “ผมคิดว่า คูเมือง (moat) เป็นเรื่องไม่เข้าท่า” ก่อนจะบอกต่อว่า “มันฟังดูดีแบบโบราณๆ ออกจะเก่าคร่ำครึนะ” “ถ้าคุณเอาแต่ตั้งรับข้าศึกที่รุกรานเข้ามาอยู่หลังคูเมือง คุณอยู่ได้ไม่นานหรอก สิ่งสำคัญคือความรวดเร็วของนวัตกรรม นั่นแหละคือตัวตัดสินความสามารถในการแข่งขัน” ถามว่าคำพูดกว้างๆ แบบนี้เป็นเรื่องขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มัสก์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อบัฟเฟตต์หรือชื่อใครสักหน่อย? คำตอบคือ เพราะผู้ที่ยกเอาคำว่า moat หรือ “คูเมือง” มาเปรียบเทียบกับความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ competitive advantage ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง และมันก็ได้กลายเป็นการอุปมาอุปไมย […]

via ช็อตต่อช็อต วิวาทะสุดคลาสสิก “มัสก์ – บัฟเฟตต์” — Club VI คลับ วีไอ

การเป็นคนเก่ง บางครั้งทำให้ได้รับอภิสิทธิในการได้รับการให้อภัยเมื่อบางทีอาจดูโอหัง หรือผยองไปบ้าง แต่การเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ แม้ว่าการเป็นคนเก่งแบบจีเนียสอย่าง Elon Musk จะไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีให้เห็นบ่อยๆ ก็ตาม ถึงกระนั้นการเป็นคนดีนั้นยากกว่า เพราะความดีมันลึกซึ้งเกินกว่าแค่การฝึกฝนที่จะประพฤติดี พูดดี คิดดี วางตัวดี แต่มันต้องบ่มเพาะต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นควรต้องใช้คำว่า “สั่งสมความดี” ปู่บัฟเฟต์ จึงดูจะเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้ชีวิต คือ เป็นคนเก่งที่ทุกคนรักและศรัทธา แต่ Elon Musk ยังมีทั้งฝ่ายรักและแกมระอา แต่ก็ไม่แน่เผื่อว่าการริอยากทำลูกกวาดของ Musk อาจเป็นลูกกวาดที่อมแล้วพยายามไปโผล่ที่ดาวอังคารก็เป็นได้ ต้องรอติดตามกันต่อไป

+ VNT กับโอกาสในการ diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว

VNTกับโอกาสการ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

อยากบอกว่า ระแวง VNT จังเลย แต่เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ อ่านให้จบก่อน ไม่ได้ระวังว่า หุ้นไม่ดี ยังยืนยันคำเดิมว่า VNT เป็นหุ้นดีที่ควรค่าแก่การถือหุ้นไว้ แล้วระแวงอะไรล่ะ ? ระแวงว่า VNT กำลังก้าวเข้าสู่การ Diversify ครั้งสำคัญ แต่การ Diversify ครั้งนี้ของ VNT ไม่ได้ออกเกิดขึ้นในระดับการปรับ Business Model หากแต่เป็นเพียงการ Diversify โครงสร้างรายได้ของกิจการเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา VNT รายได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาจากยอดขาย PVC ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกิจการ ซึ่งภาวะเช่นนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของกิจการ ดังนั้นการ Diversify ไปยังภาคส่วนอื่นน่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับกิจการเอง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เอื้อให้แนวทางการ Diversify โครงสร้างรายได้เห็นผลจริงจังได้ชัดเจนขึ้น เมื่อกระแสสังคมอยู่ในระยะถามหา และส่งเสริมธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว ที่พลาสติกรักษ์โลกอย่าง ECH กำลังได้เวลาออกโรงเป็นพระเอกเสียทีหลังจากที่ VNT ลงทุนลงแรงพยายามฟูมฟักผลิตภัณฑ์นี้มานานหลายปี

ในระหว่างที่ชาวเม่ากำลังใจสั่นกับการทุบเขย่าขวัญของหุ้น VNT ไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และกำลังกลัวๆ กล้าๆ ในการจะถือรันเทรนด์หุ้น VNT ต่อไปดีหรือไม่ เพราะแม้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาหุ้น VNT จะทะยานกลับมาเกือบ 10% แต่ด้วยเทรนด์ของ   สเปรด PVC ที่่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสเปรดของปี 2017 และยังเหลือสงครามประสาทกำหนดขึ้น XD ในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่อาจทำให้เม่าระแวงว่า เป็นการไล่ขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อลุ้นรับปันผลหรือเปล่า นั่นปล่อยให้ชาวเม่าเค้ากังวลกันไป ไอ้ชาวถือแล้วทำใจขายไม่เป็นแล้วอย่างเราไประแวงอย่างอื่นกันดีกว่า ตอนนี้ควรต้องระแวงอะไรล่ะ ??? ข่าวที่แจ้งตลาดทำให้ระแวงเรื่อง Diversify นี่ล่ะ !!!

VNT ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

 

ถ้าเราติดตาม VNT อย่างจริงจัง เราต้องทราบว่า ส่วนหนึ่งของโซดาไฟที่ VNT จำหน่ายเราไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด หากนำเข้ามาบางส่วน เดิมธุรกิจของ VNT ผลิตโซดาไฟ 2 เกรด (จำแนกตามความเข้มข้น) แต่ในรายงานปี 2017 บริษัทมีโซดาไฟ 3 เกรดแล้ว ซึ่งผู้บริหารเคยใน AGM 2017 ว่า บริษัทได้ริเริ่มนำเข้าโซดาไฟบางส่วนเนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีต้นทุนหลังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่ำกว่าลงมือผลิตเอง ซึ่งหลังจากการดำเนินการนำเข้าโซดาไฟมาได้สักระยะหนึ่ง ทางผู้บริหารน่าจะเล็งเห็นถึงโอกาสในทางธุรกิจที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว จึงได้ยื่นเสนอต่อที่ประชุม AGM ปี 2018 ในวาระขอปรับแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทในหนังสือบริคณฑ์สนธิของบริษัท ใน 3 ข้อ คือ ขอประกอบการค้าเคมี ทุกชนิด โดยขยายขอบเขตวัตถุประสงค์เพื่อ นำเข้าส่งออก เคมีทุกชนิด ให้สามารถรับเป็น นายหน้าตัวแทนตัวแทนค้าต่าง ในกิจการเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ตรงนี้สะท้อนอะไร มันบอกเรากลายๆ ว่า ต่อไปนี้VNT จะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์หากแต่พร้อมจะดำเนินการเป็นตัวแทนนำเข้าส่งออกเคมีทุกชนิดไม่จำกัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้อีกต่อไป  !!! 

สรุป VNT จะไม่นั่งผลิตแค่ PVC  Caustic Soda  VCM  และ ECH อย่างเดียวอีกต่อไป แต่…นับจากนี้ต่อไป VNT จะลงสู่สนามของการเป็นผู้จำหน่ายเคมีภัณฑ์ทุกชนิดเลย ถ้าเคมีภัณฑ์ตัวไหนผลิตเองไม่ได้ก็ซื้อมาขาย หรือถ้าผลิตเองได้แต่หาที่ทุนต่ำกว่าได้ก็จะไปซื้อมาขาย แบบว่า อะไรที่ได้เงิน พี่จะทำให้หมด !!! ซึ่งอันนี้ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะอย่าลืมว่า VNT มีแบ๊กใหญ่แบบอาซาฮี (AGC) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีรายการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้เลือกสรรมาจำหน่ายได้หลากหลายจุใจแน่นอน ซึ่งตรงนี้เองมีส่วนสำคัญให้ Net Profit ของ Caustic Soda ฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

vnt gpm npm  Gross Profit และ Net Profit ของผลการดำเนินงานของ VNT ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อนำไปพิจารณา Gross Profit เทียบกับ Net Profit จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2017 มีการเติบโตของ Net profit ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งก็เป็นผลหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของสเปรดผลิตภัณฑ์ ECH ที่ปัญหามลภาวะในจีนและปัญหาสภาวะโลกร้อนได้กดดันให้เกิดการรณรงค์หันมาสนับสนุนและเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นชนวนสำคัญของการปรับตัวขึ้นของสเปรด ECH จาก 1,200$ ในปี 2017 เป็น 1,500$ ในปี 2018 ที่มีการคาดการณ์กันว่า ECH น่าจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ VNT ได้อานิสงฆ์อย่างมากในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรักษ์โลก ภายใต้นวัตกรรม Epicerol ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมที่มีการนำเอากลีเซอรีนมาใช้แทนโพรพิลีน ซึ่งสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตลงได้ถึง 61% ซึ่ง VNT เคลมว่า การใช้อีพิเซอรอล 1 ตันในผลิตภัณฑ์ใดสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นลงได้ถึง 2.56 ตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลกของ ECH คงเหมือนผู้พิทักษ์โลกร้อนตัวจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัญหามลภาวะที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งมีการระบุสถิติว่า มีคนต้องเสียชีวิตจากปัญหาคุณภาพอากาศมากถึง 5 แสนคนต่อปี ย่อมส่งผลทางอ้อมให้เกิดการรณรงค์ให้มีการหันมาใช้พลาสติกรักษ์โลกอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้อย่าลืมว่า สภาวะอากาศที่เลวร้ายอย่างมากในประเทศจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโอกาสทางธุรกิจของ VNT จึงถือเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การตั้งลำของธุรกิจ ECH น่าจะเกิดเสถียรภาพอย่างจริงจังได้เสียที ทั้งนี้สภาพอากาศในจีนเลวร้ายขนาดไหน อยากให้ลองชมภาพยนตร์โฆษณา Breathe Again เจ้าของรางวัลภาพยนตร์โฆษณายอดเยี่ยมของจีนหลังสะท้อนปัญหาสภาพอากาศที่เลวร้ายรุนแรงของประเทศจีนได้อย่างถึงแสบสันต์ ทว่าโทนของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มันชวนให้เศร้าหมองยิ่งนัก click here

การได้เห็นถึงสภาพปัญหาของมลภาวะในอากาศของจีน ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดทั่วโลก ทำให้เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า โอกาสการ Diversify โครงสร้างรายได้ของ VNT ไปสู่ภาคส่วนผลิตภัณฑ์อื่นน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการลดภาวะการพึ่งพิงรายได้หลักจาก PVC อันจะส่งผลให้กิจการมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงสะท้อนการเติบโตเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากการดำเนินการ อันเป็นผลมาจากทั้งประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนของ Caustic Soda และโอกาสของมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของสเปรด ECH เม่าก็ได้แต่เอาใจช่วยให้การ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวในครั้งนี้เกิดผลที่แข็งแกร่งและนำพากิจการให้เติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ว่าแต่วันจันทร์นี้รบกวนปันผลฟรีด้วยแล้วกัน ไม่ได้ขออะไรมากมายเลยนะ กลับไปยืน 35 กันดีกว่า กิจการออกดี อนาคตก็มากมี ผู้บริหารก็แสนดี  VNT Go Go

+ BTS Total Shareholder

BTS กับวงวานวังน้ำวน

ช่วงต้นเดือนนี้ คำถามหนึ่งที่ปรากฎแทบจะทุกห้องไลน์การลงทุนคือ BTS ของคีรี กาญจนพาสน์ มาได้ยังไง ?  BTS แรงไปไหน !!! BTS โด๊ปอะไรมา ทำไมขึ้นแรง ? BTS จะ 10 ไหมรอบนี้ ?  BTS เอาจริงหรือยัง ?  ใครมี BTS บ้างอิจฉาจังเลย ? BTS มีข่าวอะไร ? แล้วทำไมดูเหมือนหุ้นในเครือของตระกูลกาญจนพาสน์ถึงได้สามัคคีวิ่งพร้อมกันหมดในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น BTS  BEM  BLAND นัดกันมาหรืออย่างไร?  ต่อให้เราปิดจอไม่เทรดเลย แต่อ่านห้องไลน์เราคงต้องรู้โดยสัญชาตญาณว่า กราฟราคาหุ้น BTS น่าจะพุ่งทะยานขึ้นแน่นอนจริงไหม แต่…คำถามไหนน่าสนใจที่สุดในบรรดาคำถามข้างต้นทั้งหมด สำหรับคนอื่นคงนานาจิตตัง ตอบกันไปคนละทาง ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรสุดแต่ใจสงสัยใคร่รู้ แต่ถ้าถามผึ้ง คำถามเดียวที่ผึ้งอยากรู้ไม่ได้อยู่ในคำถามที่เอ่ยมาเลย แต่สิ่งเดียวที่ผึ้งอยากรู้คือ สัดส่วนการถือครองหุ้น BTS ของตระกูลกาญจนพาสน์ โดยเฉพาะในส่วนของคุณคีรี กาญจนพาสน์ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรอบการปิดสมุดปีก่อนกับปีนี้ !!! ไปดูกันคะ

bts 2017

รายชื่อปิดสมุด BTS ปี 2017

bts 2018

รายชื่อปิดสมุด BTS ปี 2018

แค่หุ้นตระกูลกาญจนพาสน์สามัคคีพาเหรดออกตัววิ่งพร้อมกัน แค่นี้เราก็ต้องสนใจด้วยหรือ ? หลายคนอาจคิดแบบนั้น ก็ถ้าไม่มีหุ้นจะไม่สนใจก็ไม่มีใครว่าอะไรแน่ แต่…การเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือมีปัจจัยอะไรบ้างในกระบวนการทำราคาหุ้น เป็นเรื่องที่เม่าทุกคนควรสนใจไม่ใช่หรือ ???

ถ้าจะว่ากันจริงๆ พอมาเทียบกัน จะเห็นว่า ภาพรวมการถือครองของตระกูลกาญจนพาสน์ใน BTS ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบมีนัยในรายของเจ้าของหุ้น เบอร์ 1 และ เบอร์ 3 มีแค่กองทุนกสิกรที่แอบลี้จากไป แต่มีนักลงทุนหน้าใหม่โผล่เข้ามาแทน แถมน่าสนใจตรงที่เป็นคนสนิทกับเบอร์ 1 โผล่เข้ามาถือแทน โปรดสังเกตสัดส่วนดูใกล้เคียงกันกับที่กองทุนหายไป ที่เหลือก็คงเดิมๆ ลดทอนสัดส่วนการถือครองลงไปเล้กน้อย บ้างก็เพิ่มการถือครองขึ้นเล็กน้อย แต่หลักๆ ยังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ อ้าวแล้วไงล่ะ จะบอกไปต่อไม่ถูกเลยคงไม่ได้ เพราะเรายังมีอีกสองที่พึ่งช่วยไขปัญหาให้กระจ่าง ว่าแล้วไปดูกันเลย

สมมติฐานแรกเกิดขึ้นบนความคิดง่ายๆ แต่เป็นตรรกะที่แท้ทรูอย่างปฎิเสธไม่ได้ ถ้าคิดจะลากทำราคา ไม่มีเจ้ามือคนไหนใจดีลากให้เม่ารวย เค้าต้องทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะลากทำราคา ต้องเก็บของเข้าพกเข้าห่อให้มากเข้าไว้ งั้นไปดูกันสิ มีปรากฎการณ์แอบดูดสูบหุ้น BTS ออกไปหรือไหม ? เฉลยแรกคือ NVDR มีสัดส่วนหุ้น BTS เพิ่มขึ้นหลัก 30 ล้านหุ้น (ส่วนตัวมองว่า ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่) แต่จุดที่ผึ้งให้ความสำคัญและมองว่าน่าสนใจมากกว่าคือ สัดส่วนจำนวน Total Shareholder ลดลงเรื่อยๆ ในทุกรอบการปิดสมุดในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มี 8.4 หมื่นคน เหลือเพียง 7.9 หมื่นคน มันได้มีการละลายเม่าหายไปร่วม 5 พันคนได้ ว้าวววว …. ตรงนี้สิที่น่าสนใจ

bts total shareholder

จำนวนผู้ถือหุ้น BTS ในการปิดสมุดในแต่ละรอบ ช่วงปี 2017-2018

จากนั้นตามไปดูพี่ใหญ่เบอร์ 1 กันด้วย มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือเปล่าในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา กระดาน 59-2 จะเป็นคนไขปริศนานี้ให้เราเพราะพี่เค้าเป็นกรรมการบริษัทด้วย ว่าแล้วก็ชะโงกไปดู 59-2 ย้อนหลังกันหน่อย (สนใจค้นหาแบบฟอร์ม 59-2 ย้อนหลัง click here) ผลปรากฎว่า พี่เค้าดอดเก็บหุ้นมาเรื่อยๆ ตลอดทาง ทำไมเป็นคนเปิดเผยแบบนี้ จะดีใจก็ระแวงเวลาเจอเจ้าเปิดเผยมากไป เค้าว่ากันว่า เจ้ามักเขี้ยว (เหมือนใครคนใดคนหนึ่งที่เรารักมาก เวลาซื้อก็โชว์หล่อให้ดูประจำ แหมมม ระแวงกันเลยทีเดียว) ยังๆๆๆ พี่เค้ามีโอนออกด้วยนะเอ้อ  เค้าระบุไว้ว่าเป็นการโอนออกไปเพื่อฝากเข้าบัญชีกองทุนต่างชาติ 2 กองทุน ซึ่งก็บังเอิญอีกว่าเป็นกองทุนที่มีรายชื่อติดอันดับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BTS เสียด้วยสิ แบบนี้แสดงว่า กองทุนทั้งสองแห่งนี้ก็น่าจะเป็นนอมินี่ถือหุ้นแทนพี่เบอร์ 1 ป่าวน๊าาาา เพราะถ้าไม่ใช่พี่เค้าจะโอนออกไปฝากทำไมจริงไหม

Capture.PNG

รายงานการซื้อขายหุ้น BTS (แบบฟอร์ม 59-2 ย้อนหลัง) ของคีรี กาญจนพาสน์

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วคุณคีรี กาญจนพาสน์ จะต้องโอนออกไปทำไมให้ยุ่งยาก วุ่นวาย เก็บไว้ในชื่อตัวเองไม่ดีกว่าหรือ ? คำตอบก็คือ ถ้าคุณคีรีซื้อเก็บไว้ในชื่อตัวเองเยอะ ๆ เดี๋ยวจำนวนหุ้นรวมทั้งหมดก็จะคร่อม Ticker point ต้องแจ้งซื้อในแบบฟอร์ม 246-2 อีกไงล่ะ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ เวลาขายออกไม่ต้องแจ้งไง เพราะถ้าโอนไปฝากไว้ที่กองทุนนอมินีแทนแล้ว ก็หมดปัญหาตรงนี้ไป เพราะกองทุนนอมินีทั้งหมดไม่มีกองทุนไหนถือครองถึง 5% ก็ไม่เข้าข่ายต้องแจ้งเมื่อทำการซื้อหรือขายไงล่ะ เก็ทแล้วน๊าาาา

bts update.PNG

รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ BTS รอบการปิดสมุดทะเบียน 22 มกราคม 2561 (โฟกัสไปที่การถือครองของตระกูลกาญจนพาสน์)

ที่นี่มาดูรายชื่อแบบเพ่งๆ อีกที ปรากฎว่า บ้านพี่นี่มันวังน้ำวนของแท้เลยอ่ะ อะไรๆ มันก็คือของพี่หมดเลย แต่ถือในชื่อของนิติบุคคลแทนเพื่อไม่ให้ดูเอิกเกริก เฉพาะชื่อแดงๆ นี่บวกๆ เข้าไปสิได้กี่เปอร์เซนต์ มีหุ้นในบังคับบัญชาสั่งการกำหนดทิศทางได้แค่ไหน แล้วทำไมคาดสีแดงที่บริษัท เคทูเจ โฮลดิ้ง เข้าไปด้วย ก็เพราะบริษัท เคทูเจ โฮลดิ้ง จำกัด มีความเป็นมาเสมือนหน้าฉากให้ตระกูลกาญจนพาสน์  เพราะถือกำเนิดในปี 2549 แบบปุ๊บปั๊บฉับไวเฉพาะกิจมากๆ เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อเข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ BTS โดยเฉพาะ อารมณ์เดียวกับ หุ้นเพิ่มทุนของ NPP ที่เสกบริษัทขึ้นมารับงานประมาณนั้นเลย ว่าแต่ เคทูเจ คือนินจาไร้ตัวตนจริงหรือ ก็ต้องตอบไม่เชิง หากแต่บริษัทนี้ตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาให้เป็น Holding Company ให้กับตระกูลรถไฟฟ้ามหานคร ที่ถือหุ้นผ่านทางบริษัท เอ็กเซล แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด (ประเทศฮ่องกง) กับบุคคลที่สองคน ที่ถูกระบุให้เป็นกรรมการออกหน้าแทน ซึ่งตามหลักฐานการจดทะเบียน ระบุชื่อกรรมการเป็นนายพงษ์ศักดิ์ ชมสุวรรณ และ นางสาวเพ็ชรรัตน์ ดลเฉลิมพรรค ในครั้งนั้นเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเฉพาะกิจไปกับกลุ่มกองทุนต่างชาติเฉพาะกิจที่รับดำเนินการแทนนักลงทุนต่างชาติอีก 5 ราย หากไม่มีการเปิดเผยว่าเป็น  ผู้ใด (แหมมมมมมม) และแล้วแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทธนายง (TYONG ชื่อเดิมของ BTS) ก็ราบรื่น ฉลุยกุ๋ยด้วยดี โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำ Tender Offer ด้วย (แหมมมมม ว่าแต่มันจะแหมอะไรบ่อยๆ ขยันหมั่นไส้เค้าเนอะเรานิ) ซึ่งจวบจนถึงวันนี้ เคทูเจก็ยังคงถือหุ้น BTS มาจนถึงทุกวันนี้ สรุปแล้วหุ้นบ้านเน้ แหลกเงินเค้ายากหน่อยนะ เล่นได้แต่อย่าโลภเพราะถ้าเจ้าไม่เขี้ยว เค้าไม่พา TYONG ผ่านร้อนผ่านหนาวอุ้มเข้าแผนฟื้นฟูกิจการแบบล้มบนฟูก เจ็บไม่มาก หุ้นไม่หาย แล้วพากลับเข้าเทรดในนาม BTS แบบชนิดที่กลายเป็นหุ้นพื้นฐานดี กิจการมั่นคง ได้แบบทุกวันนี้หรอกจริงไหม

ปล. ราคาหุ้นโปรดใช้วิจารณญาณ ส่วนตัวมองว่าใกล้พัก แต่ยังห่างไกลคำว่าจบรอบอีกมาก

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: