STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง

STANLY chart

หุ้นบางตัวราคามันก็เกินจะเอื้อมจริงๆ ติดสแกนมาอ่อยก็ตามไปมองแล้วได้แต่ชอบ เพราะคิดว่ามัน “ไม่น่าใช่หุ้นเรา” ใครๆ ก็ใจร้อนอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เร็วๆ กันทั้งนั้น เห็นราคาระดับนี้กับสภาพคล่องของหุ้นแบบนี้แล้วด้วย มันไม่น่าใช่เราๆๆๆ  ก็วนเวียนบอกตัวเองแบบนี้อยู่หลายรอบ เพราะมันติดแสกนมาหลายหนจริงๆ จนในที่สุด มันก็ติดมาอีก มันอะไรกันหนักหนา คิ้วขมวดผูกโบด้วยสงสัย นอกจากกราฟสวยแล้ว ไหนขอชะโงกไปดูรายละเอียดสักหน่อยสิ อะไรยังไงทำไมเพราะอะไรถึงได้วนเวียนมาเซ้าซี้กันขนาดนี้ ดูเสร็จก็บอกตัวเองหาไม่เจอ สวยจริงแต่ยังไม่ผิดกลิ่นมากพอ ยังไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่สายตาผ่านตาตัวเลขนึงไว้ ผ่านมาอีก 2 วัน มีฟอร์ม 246-2 แจ้งตลาดมีการเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนี้ขยับถึงเกณฑ์ ticker point !!!! รอบนี้รีบกลับไปเปิดดูตัวเลขที่ผ่านตาไว้วันก่อนอีกที  Bingo เจอแล้วววววววว กลิ่นหอมได้ที เจ้าประทับหุ้นแล้ว

stanly 246-2.PNG

แต่เดิมเจ้าถือร่วมกันแบบ Concert Party ในนามของ STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE, LTD 33.88% (จากรอบการปิดสมุด 18/05/2560) โดยได้แจ้งซื้อเพิ่มเป็น 35.01%  ซึ่งถ้ารวมแล้วก็ควรจะมีส่วนที่เป็นการถือครองโดยต่างชาติที่ 46.73% แต่ด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่เดินหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับภาพที่เห็นสรุปสัดส่วนการถือครองหุ้นต่างชาติคือ เต็มเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 49% แล้ว นั่นแสดงว่า หลังจากน็อค ticker point 35% มีนักลงทุนต่างชาติเก็บหุ้น STANLY ไปอีก 2.27% ซึ่งถ้าให้เดาก็น่าจะเป็น STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD เก็บไปเองนี่ล่ะไม่ใช่ใคร เดี๋ยวอีก 2 วันก็ถึงกำหนดปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 แล้ว (ปีนี้กำหนด XM ตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งก็หมายความว่า วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เราจะได้ว่า พี่เบอร์ 1 น่าจะหุ้นเพิ่มเป็นราวๆ 37.30% โดยประมาณ เดาล้วนๆ แต่คิดว่าชัวร์

STANLY F.png

ระหว่างรอก็อ่านข้อมูลไปพลางๆ ก่อน บริษัท STANLY เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บ. สิทธิผล 1919 (กิจการของครอบครัวลี้อิสระนุกูล ชื่อเดิมคือ ห้างเซ่งง่วงฮง ที่คุณกนกและคุณโสภา ลี้อิสระนุกูลบุกเบิกมา) กับบริษัท STANLEY ELECTRIC HOLDING  ของประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตโคมไฟที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 3 ของญี่ปุ่น) เพื่อทำกิจการด้านหลอดไฟ โคมไฟรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกิจการแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อปี 2523 ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2534

วัตถุดิบหลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกจำพวก Poly Cabonated (PC) Bulk Molding Compound (BMC) Poly Propylene (PP) และ Acrylonitrile Butadine Styryne (ABS) โดยซื้อวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ร้อยละ 70 และนำเข้าเพียงร้อยละ 30 จากญี่ปุ่น กำลังการผลิต ตอนนี้ Utilization 80%) โดยแบ่งเป็น การผลิตหลอดไฟ 113 ล้านชิ้น/ปี โคมไฟ 40 ล้านดวง/ปี และแม่พิมพ์ 400 ชุด/ปี โดยมีสัดส่วนรายได้หลักจากโคมไฟ 90% หลอดไฟ 8% และแม่พิมพ์ 2% ซึ่งเป็นการส่งออกโดยตรง 15% และส่งออกโดยอ้อม 40% ที่เหลือผลิตเป็น OEM ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าที่เป็นค่ายรถยนต์ ปีที่ผ่านมาเริ่มได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกำไรเงินลงทุนบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นมา 25 ล้านบาท

การปรับทิศทางธุรกิจเรื่องเปลี่ยนจากการผลิตหลอดฮาโลเจนมาเป็นหลอด LED ซึ่งทำให้ได้มาร์จิ้นที่ดีขึ้น และชิ้นส่วนโคมไฟต่างๆ เรื่องมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีจำนวนโคมเพิ่มขึ้นทำให้มีออเดอร์และมาร์จิ้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการนำแผนควบคุมต้นทุนการผลิตและลดของเสีย โครงการ SNAP มาใช้ (Stanley New Approach for Higher Productivities) ที่ลดต้นทุนการผลิตลดได้ราว 1%

ประเด็นที่เป็นนตัวเร่งการเติบโตของธุรกิจคือ การมีรายได้ที่โตเพิ่ม 14.7%  YoY โดยคาดว่าปีหน้าจะ growth ที่ราวๆ 10% และ 12% ในปี 63 จากการได้รับงาน Global Model ล้อตใหญ่จากทางฮอนด้าที่กำลังจะออกรถรุ่นใหม่ และจากการได้ลูกค้าค่ายรถจักรยานยนต์ใหม่อีก 2 บริษัท คือ Isuzu กับ Yamaha ประกอบกับ GPM ที่จะปรับเพิ่มจาก 18.5 เป็น 19.2% ในปีหน้า ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ได้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่ SG&A/Sale ลดลงเพิ่มอีกเล็กน้อยจากแผนงานที่เริ่มเข้าที่มากขึ้น

การได้ออเดอร์ใหม่มารอยาวถึงปี 2564 ทำให้มีการลงทุนขยายเป็น Plant 7.5 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 20% โดยจะขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิม 6 พัน ตร.ม. เป็น 1.5 หมื่น ตร.ม.คาดว่าจะเปิดได้กลางปี 2562 ซึ่งจะทยอยบุคค่าเสื่อมที่ระยะเวลา 7-10 ปี จึงไม่น่าจะกระทบ OPEX ปี 62 ที่จะเปิดใช้โรงงานมากนัก โดยใช้เงินลงทุนไม่รวมค่าเครื่องจักร 400 ล้านบาท และโรงงานแม่พิมพ์อีก 500 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องเงินลงทุนมีศักยภาพพร้อมอยู่แล้วเพราะมี Net Cash ที่แข็งแกร่ง มีเงินสดหรือเทียบเท่า 6.2 พันล้านบาท และ DE ต่ำเว่อร์แค่ 0.06 เพอร์เฟคอย่างแท้ทรูบริษัทนี้

เขียนต้นฉบับค้างไว้ยังไม่จบดี วันนี้กราฟกระชากราคาขึ้นทำเบรค 52 Week High สำเร็จ เพราะอะไร ถ้าให้เดาก็เพราะพรุ่งนี้ (01/06/2561 เป็นกำหนด XM ประจำปี 2561 แล้วไง รอบงบของบริษัทนี้ปิดรอบบัญชี 31 มีนาคมของทุกปี ตามธรรมเนียมบริษัทที่ญี่ปุ่นถือหุ้นใหญ่ ซึ่งก็ควรจะเก็บหุ้นลอตสุดท้ายในโควต้าแบบเป็นทางการเสียให้เสร็จภายในวันนี้ ก็เลยเป็นที่มาของการยอมขวาที่ราคา Offer เสียที หลังจากที่ออล้อต่อราคา Bid มาตลอดทางแบบที่ผ่านมา

ส่วนตอนนี้ก็ฝากจับตา การเคล่ื่อนไหวในช้อตต่อไปที่คาดว่า จะเปลี่ยนสนามไปก่อการที่ NVDR แทน  ซึ่งข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ 2.22% ทำไมต้องโยกสนามไปที่ NVDR ก็เพราะโควต้าการถือครองต่างชาติเต็มแล้วส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็คาดว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สัญชาติไทยท่านอื่นๆ ก็จะทยอยสะสมหุ้นได้สะดวกใจกว่าการเก็บแบบเป็นทางการในกระดานหลัก ที่ต้องวุ่นวายรายงานการซื้อขายนั่นไง และตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นนอกจากการราคาที่ควรเดินหน้าขึ้นไป กับรอการอัพเดทรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ มารอลุ้นกันว่า STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD จะปรากฎตัวเลขตามที่เราคาดจริงไหม ว่าแต่ไปดูมุมมอง IAA ของนักวิเคราะห์กันหน่อยดีกว่า ใครมอง ใครเมิน กันบ้าง

ถ้าจาก Target Price 12 months ณ ตอนนี้ ยังไม่มีสักโบรกที่กล้าให้ตัวเลขในใจที่เราแอบลุ้นอยู่เลย แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะรอนายนะ สแตนลี่ย์ รอวันที่นายมาถึงเป้าในใจเรา  STANLY  … Status วันนี้บอกเลย “ลูกรักคนล่าสุด” มั่นใจหนักมาก หน้าแหกเหรอ ไม่มีกลัวอยู่แล้ว STANLY กับรักครั้งใหม่ที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง  นี่หุ้นเราจริงๆ ฤา

แอบดูเฮดจ์ฟันด์เมืองไทย

ปกติตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน Emerging Market ต้องถือว่าคลายมนต์เสน่ห์ไปมากแล้ว แม้กระทั่งตอนบูมมากๆ ก็ยังต้องถือว่ายังเรียกแขกหัวทองหัวดำให้มาตั้งหลักปักฐานเทรดหุ้นไทยได้ไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงปักหลักกันที่สิงคโปร์ แล้วให้สำนักงานที่นั่นดูแลคัดเลือกหุ้นไทยมาเทรดซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเราพบเห็น Hedge Fund สักกองมาลงหลักปักฐานแล้วบริหาร Portforlio ด้วยหุ้นไทยทั้งพอร์ต เราจะรู้สึกยังไง ตื่นเต้นกระตู้วู้ ? ก็ต้องมีบ้างนิดนึงเนาะ แต่หลายคนอาจจะบอกก็เฉยๆ นะ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยแค่มี based on Thailand ทำไมต้องตื่นเต้น แต่…ถ้าบอกว่า กองทุนนี้คือเจ้าของตำแหน่งกองทุนที่บริหารผลตอบแทนได้สูงสุดในประเภท Emerging Market ประจำปี 2016 จากการจัดอันดับของ Barclay Headge ล่ะ น่าตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ !!!

quest.PNG

Thai Focused Equity Fund A คือ เจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดนั่นเอง อยากให้ทำความรู้จักกับกองทุนนี้สักหน่อย ข้อมูลที่เสิร์ชได้มาน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนเฉพาะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น เฮ้ยยยยย…นี่คุณภาพผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดไทยมันดีขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมเจ้ากองทุนแห่งนี้ถึงชนะกองทุนอื่นที่ลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Markets ได้ !!!!!  น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ ไปตามดูกันดีกว่า พี่เค้าไปมาอะไรยังไง ถึงได้มาวินเข้าที่หนึ่งไปได้

กองทุนแห่งนี้เค้าออกตัวไว้ว่า เค้าเป็นกองทุนเดียวที่มีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ นามว่า Doug  B..rn..tt (ตำแหน่งที่จุดๆ ไว้ ให้คีย์ตัวอักษร a ที่ตำแหน่งแรก และคีย์ตัวอักษร e ที่ตำแหน่งที่สอง เหตุผลที่พิมพ์แบบนี้ เพราะบางทีก็ไม่อยากให้ระบบ search engine ที่ฉลาดเป็นกรด จะนำการค้นหาจากชื่อดังกล่าวโยงมาถึงเพจนี้ เดี๋ยวพี่ผู้จัดการกองทุนจะงงเอาว่า เธอมาวุ่นวายอะไรกับชีวิตฉัน อิอิ) สำนักงานอยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะในหุ้นไทยเพียวๆ เพียงแค่ 8-14 หลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถโฟกัสข้อมูลในการติดตามกิจการได้แบบทั่วถึง โดยจะปรับพอร์ตเป็นรายเดือน (ไม่เล่นสั้น เน้นการลงทุนเป็นสำคัญ) อันนี้คือนโยบายที่พี่เค้าแถลงไว้หน้าเว็บ ส่วนกลยุทธ์การเทรดอีกมุมหนึ่ง เค้าได้ให้ความเห็นว่า ถ้าตลาดกำลังไปได้ด้วยดี ไม่ควรมีสถานะ Short เกิน 2% ของพอร์ต และยังแนะนำอีกด้วยว่า ห้าม Short หุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นในช่วงหุ้นตัวนั้นเคยเกิดสภาวะที่มีสภาพคล่องผิดปกติโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะต้องลำบากในการ cover short กลับ

แต่…สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียการลงทุนคัดเลือกหุ้นตังหาก เลือกยังไงให้เป็น The Winner ซึ่งอันนี้จากคำสัมภาษณ์พี่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเค้าให้สัมภาษณ์ไว้นานมากแล้ว เค้าอธิบายว่า สำหรับการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดี โดยหุ้นที่กองทุนของเขาสนใจจะเข้าลงทุนคือ หุ้นที่ราคาถูก PE ต่ำ มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ ของกองทุน เพียงแต่ให้น้ำหนักไปที่ “การบริหารความเสี่ยงแทน” โดยเค้าอธิบายว่า สำหรับการลงทุนของเค้า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดคือ ความผิดปกติของสภาพคล่อง (illiquidity) สังเกตนะคะ เค้าบอกว่า ความผิดปกติของสภาพคล่อง ไม่ใช่ สภาพคล่องต่ำ แบบที่เม่าชอบกังวลกัน ตรงนี้เค้าให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว จะเริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อค้นหาเดือนที่เป็นช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องผิดปกติแบบสุดๆ (ง่ายๆ ก็คือ HOT เวอร์แบบที่เม่าทั้งตลาดมาแย่งกันซื้อพร้อมกันนั่นเอง) เพื่อใช้ข้อมูลตรงนี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนจำนวนหุ้นที่จะเข้าลงทุน โดยลงทุนเก็บหุ้นเพียง 1/3 ของจำนวนหุ้นในช่วงที่มีสภาพคล่องผิดปกติสุดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 40- 50% ของขนาดพอร์ตการลงทุนด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เค้าได้กล่าวถึงการควบคุมความเสี่ยงของ drawdown ไว้ 2 ระดับ คือ หากหุ้นตัวที่เข้าลงทุนมีการปรับลดลงของราคาหุ้นราว 20% ของราคาสูงที่ได้เข้าซื้อไว้จะต้องมีการพิจารณาทบทวนว่าจะซื้อถัวเฉลี่ยเพิ่มหรือ cut loss หุ้นตัวดังกล่าว (แน่นอนว่า based on fundamental ไม่ใช่ข่าวลือ ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นการควบคุม drawdown ของ Current Gross NAV รวมทั้งพอร์ตห้ามต่ำเกินกว่าเงินลงทุนเกินกว่า 10 % ซึ่งถ้าการลงทุนเดินมาถึงจุดนั้น เค้าจะพิจารณาเติมวงเงินเข้ามาเพิ่มอีก 15% หรือถ้าลดต่ำถึง 15% จะเติมเงินเข้ามา 30% หรือถ้าลดต่ำกว่า 20% จะเติมเพิ่มเข้าไปเพิ่มถึง 40-60% เพราะเค้าประเมินว่า จุดเข้าซื้อที่ดีกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  !!!

ฟังนโยบายกลยุทธ์ของพี่เค้าไปแล้ว ไปดูผลงานของพี่เค้ากันหน่อยคะ เค้าเลือกหุ้นตัวไหนในตลาดหุ้นไทยกันหน๊อออออ แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ อ้าววววววววววว หมายถึงโดยทั่วไป แต่เราสามารถพบร่องรอยในรายการสำคัญที่ถือว่าเป็น Big Position ใน Portfolio ของเค้าได้ในบางเคสเท่านั้น ซึ่ง SETSMART จะให้คำตอบนี้กับเรา ซึ่งตัวที่น่าประทับใจมากๆ ในผลงานการลงทุนล่าสุดของเค้าก็มีหลายตัวอยู่ แต่ตัวหลักๆ ที่ชื่นชอบก็ยกให้ 2 ตัวนี้ หุ้นตัวนั้นคือ GL และ TPAC (ตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีมากตัวนึงที่เคยแอบตามมา เคยเล่นอยู่พักนึงเลยพอจำข้อมูลได้บ้าง ซึ่ง TPAC มีสภาวะที่แตกต่างจาก GL ชัดเจน เพราะ TPAC เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย และราคาไม่หวือหวา แต่การที่กองทุนเค้าเลือกเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้กังวลในสองปัญหาที่ว่าเลย สะท้อนให้เห็นว่า เค้าให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องกังวลเรื่องการเข้า-ออกมากจนไม่สามารถถือสถานะใหญ่ๆ ได้

ขอเริ่มต้นตามรอยกองทุนด้วย หุ้น GL นี่มันหุ้นในตำนานเลยนะ มหากาพย์มิตสึจึลิสซิ่งนี่ มีระยะการเริ่มต้นลากราคาตั้งแต่ 5 บาท ถึงไปค้างฟ้าที่ 62 บาท คำถามคือ Thai Focused Equity Fund A ข้าลงทุนใน GL ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้สำคัญมาก ไปดูคำตอบกันคะ ปี 2014 (ดูตำแหน่งวงกลมสีเหลืองในภาพ) โดยเพิ่ม Position ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง และปรับลด Position ครั้งแรกปี 2017 (สี่เหลี่ยมสีขาว) อืมมมมมมม จ้ะ โหดอะไรเบอร์นั้น ถ้าดูจากภาพที่เห็น ถ้าจะมีใครสักคนรักมิตสึจิมากๆ อีกสักคนที่ไม่ใช่ เม่าที่ชื่อน้องมี่ (Mii) ก็น่าจะเป็นพี่ Doug นี่ล่ะจ้า  ผลตอบแทนซะขนาดนี้มันก็น่าให้รักอยู่หรอกนะ

GL.PNG

จากตำนานความสำเร็จของ Thai Focused Equity Fund A  กับ GL หลายคนอาจมองว่า กองทุนนี้อาจจะแค่ฟลุค เพราะงั้นไปดูผลงานตัวอื่นของเค้ากัน มีตัวไหนอีก (ตามรอยการถือครองหุ้นของกองทุนนี้ได้จาก SETSMART จะมีแจ้งจุดเข้าถือครองตามรอบการปิดสมุดไว้ เราใช้ตรงนี้เป็นตัวทดสอบผลงานของเค้าว่า ดีสมราคาเจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดในตลาด Emerging Market จริงๆ ด้วย) ตรงนี้จะตามรอยผลงานพี่เค้าผ่านชาร์ทราคาเลยนะคะ คำอธิบายจะสรุปชมเชยไว้สั้นๆ ในภาพเลย ตามมาดูกันค่ะ

WORK 

WORK.PNG

BFIT

BFIT.PNG

TPAC

TPAC.PNG

CBG

CBG.PNG

แต่เราก็จะมองด้านเดียวก็คงไม่ดี เพราะก็มีหุ้นหลายตัวที่กองทุนเข้าลงทุนผิดพลาด ผิดทาง ผิดจังหวะไปบางเหมือนกัน เช่น SAWAD  JMART แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะไปดิสเครดิตเค้า เพราะหลักการลงทุนยึดความสำคัญของจำนวนครั้งที่ชนะต้องมากกว่าแพ้ อัตราผลตอบแทนต้องมากกว่าอัตราความเสียหายของพอร์ต เพราะพอร์ตการลงทุนไม่ว่าจะของใครย่อมมีโอกาสผิดทางได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเชื่อว่า จากหลักการบริหารพอร์ตที่เค้าให้สัมภาษณ์ไว้ข้างบน น่าจะต้องมีจุด Stop loss ที่เหมาะสม ในการ Balance พอร์ตไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงไว้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ภาพรวมการลงทุนของพี่เค้าทำได้ดี ผลงานน่าประทับใจ และที่สำคัญคือ เป็น Big Shot ชัดเจนหลายตัว พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราอยากไหมว่า Position ปัจจุบันของพี่เค้าลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่บ้างจากรอบการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปี 2018 มาดูกันคะ

TFE Lastest.PNG

ถ้าเราตัด GL ออก เพราะพี่เค้าลด Position ลงไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่รอบปิดสมุดปี 2017 กับ TPAC ที่ลดไปล่าสุดแล้วจากรายงาน 246-2 ล่าสุด จะเห็นว่าเหลือหุ้นอยู่แค่ 3 ตัว คือ LIT  SVI  TPCH  ซึ่งสองตัวหลังนี่ต่ำเตี้ยติดดินมายาวนาน อาจได้เวลาพ้นน้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ?!?!  และ LIT ซึ่งเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มลิสซิ่ง ที่ต้องยอมรับว่ายืนได้แกร่งกว่าลิสซิ่งตัวอื่นๆ ที่โดนตลาดเชือดตายเรียบ Relative Strength Index  อ่อนกว่าตลาดก็จริง แต่ถ้าพิจาณาให้ดีจะเห็นว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มลิสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น SAWAD  BFIT  ACAP  GL  TK

คำถามที่ตามมาคือ LIT มีอะไรดี ???   ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่งเข้าลงทุนเสียด้วย คำตอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร ระหว่างคนเขียนบล็อกกับคนตามอ่าน ถ้าเราอยากรู้ แต่ไม่ลงมือหาคำตอบ เราจะได้รู้คำตอบนั้นได้อย่างไร

LIT

คำถามเดียวกัน SVI หุ้นดีของสายวีไอจะกลับมาได้แล้วหรือยัง ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน แต่ตัวนี้ไม่ใช่กองทุนเพิ่งเข้าลงทุนในปีนี้ แต่เป็นการถือครองมา 2 ปีแล้ว ราคาหุ้นไม่เคยขึ้น แต่ทำไมเค้ายังตัดสินใจ Hold หุ้นเอาไว้ ??? อันนี้น่าคิดตาม คำตอบที่ได้อาจทำให้เราเห็นอะไรดีๆ ก็เป็นได้

SVI

คำถามสุดท้าย TPCH จะกลับมาสร้างตำนานราคาได้อีกครั้งหรือไหม ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน คำว่าพลังงานทดแทนยังมีมนต์เสน่ห์หลงเหลืออยู่ไหมในตลาดหุ้นไทย รายได้ที่มีอยู่จะเติบโตได้ถึงไหน มีการขยายโรงไฟฟ้าสำหรับอนาคตอีกเท่าไหร่ Earning Growth จะกลับมาน่าสนใจได้จริงไหม

ด้วยกราฟเทียบกัน 3 ตัว ส่วนตัวชอบ TPCH มากสุด แต่คำว่าชอบมากสุดไม่ได้แปลว่า TPCH ดีสุด แต่กราฟตอนนี้ TPCH ดูแล้วสบายใจที่สุดแค่นั้นเอง ในบรรดาหุ้น 3 ตัวนี้ หุ้นตัวไหนจะดีที่สุด ถ้าไม่ลงมืออ่าน ใครเลยจะรู้ ? 

TPCH

 

สังฆกรรมมาฆบูชา

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

ทฤษฎีวันมาฆบูชา กับ Nominee ผู้สาบสูญ

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us
+

VNT # กำไรทุบสถิติ New High เหตุไฉนราคาดันจะ New Low

งบ Q1/61 VNT

ตรรกะมันดูไม่สอดคล้องกัน ถ้างบสักกิจการทำสถิติกำไรทุบ New High แต่ราคาดันจะ New Low จริงไหมล่ะ ?  แต่…อะไรไม่แย่เท่า งบตัวนั้นดันเป็น VNT !!!!!!!!!!!  หรือวลี “งบดีให้ขายออก งบกระจอกให้ซื้อเข้า” คือเรื่องจริง ? ไม่เอาอ่ะ อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าเราเห็นว่าตรรกะมันควรต้องสอดคล้องกันเราก็ควรต้องตามหาเหตุผลว่า อะไรทำให้คนไม่โหมเข้าซื้อ ทั้งที่กิจการทำสถิติกำไรนิวไฮ มันมีอะไรที่ทำให้ตัวเลขกำไร 900 ล้านมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อกำไรไตรมาสเดียวเทียบเท่ากับกำไรของปีที่แล้วครึ่งปี หรือในคำว่า “กำไรนิวไฮ” มีอะไรลวงตาเราอยู่ ทำไมคำว่า “กำไรนิวไฮ” ถึงทรงพลังไม่พอที่จะดึงดูดให้เม่ากระโจนเข้าไล่ราคา

การดรอปลงของกำไรครั้งแรกของ VNT เกิดขึ้นเมื่อ Q4/60 แต่เป็นการดรอปลงที่ข้อเท็จจริงมันยังคงให้ภาพที่โอเค คือ รายได้เติบโตแต่มีรายจ่ายแบบ one time loss พวกตั้งสำรองด้อยค่าบริษัทย่อย แบบนี้ถึงกำไรดรอปยังไม่หนักใจ แต่รอบนี้กำไรทุบสถิตินิวไฮแต่กลับมีตัวเลขการเติบโตที่ไม่น่าพอใจ (อย่างน้อยในสายตาของผึ้ง) เพราะในความนิวไฮของกำไรที่ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้น รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 แต่ต้นทุนขายมันโตตามเร็วมากโดยต้นทุนขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 เป็น 13.2  ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เป็น 15.7 อันเนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่…ก็มีตัวเลขที่สะดุดตาอีกจุดนึงคือ รายได้อื่นๆ ในส่วนของบริษัทย่อยที่มีความบวมของตัวเลขเกิดขึ้นแบบมีนัย แม้จะยังไม่มาก แต่ในช่วงเวลาที่มีการเริ่ม diversify โครงสร้างรายได้ ถือว่าเป็นเรืื่องที่ต้องเริ่มโฟกัสและจับตาดูว่า อะไรยังไงได้แล้ว ทว่า…ก็ไม่ได้มีการลงรายละเอียดแจกแจงว่าคือรายได้จากส่วนไหน แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเกาะติดกันต่อไป กับมีจุดที่น่าพอใจอีกจุดตรงที่ตัวเลขของต้นทุนการเงินที่ลดลงจากหนี้ที่ลดไปเยอะมากแล้วในปี 2017 ซึ่งตรงนี้ก็เบาตัวไปได้เยอะ

นอกจากตัวเลขรายได้กับต้นทุนขายแล้ว มีอะไรที่ต้องเอ๊ะอีกบ้าง ใน AGM 1/61 บอกเราว่า Capacity เริ่มตึงมีแนวโน้มจะขยายโรงงานเพิ่มในปี 2019 ซึ่งจะหาข้อสรุปการขยายการลงทุนให้เสร็จกลางปีนี้่ว่าจะทำอะไรยังไงบ้าง แต่ที่น่าจะลงทุนอยู่อีกจุดหนึ่งคือ การวางท่อส่งวัตถุดิบที่รับจาก PTTGC มายังโรงงานเลย ใน AGM ไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ แต่ในงบ Q1/61 มีตัวเลขตรงนี้เป็นนัยๆ ซึ่งตรงนี้ในหมายเหตุมีอธิบายแค่ว่า มีการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินก้อนหนึ่งมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนการลงทุนและค่าวางท่อ โดยระบุว่า มีการจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัทแม่อาซาฮี ซึ่งตรงนี้ก็คือ การ Diversify โครงสร้างรายได้ตามที่เคยบอกไปแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องมีการค้าขายกับต่างชาติ ต่อไปเรื่องค่าเงินจะกระทบกับ VNT มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเงินยูเอสและเงินเยน ซึ่งมีแจกแจงไว้ในเรื่องต้นทุนการนำเข้าส่งออก

คำถามคือ รายจ่ายด้านการวางท่อส่งมีนัยมากไหม เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลใดยืนยัน ก็ได้แต่มโนไปก่อน ถ้าวางตามแนวถนน คาดว่าจะอยู่ในช่วง 5-8 กม. แต่เชื่อว่าน่าจะวางตามแนวคลอง ซึ่งระยะจะสั้นกว่าคือ ราวๆ 2-3 กม. ตัวเลขค่าก่อสร้างท่อส่งยังหาตัวเลขของต้นทุนการวางท่อส่งสารเคมีโดยตรงไม่ได้ ขออนุมานจากต้นทุนตัวเลขท่อส่งน้ำมันมาใช้แก้ขัดไปก่อน ตรงนี้ใครมีตัวเลขก็แจ้งเข้ามาเป็นข้อมูลหน่อยนะคะ ต้นทุนต่อกม.คือ 35 ล้านบาท ก็บวกลบ 5 ล้าน ตามสภาพพื้นที่ คาดการณ์ (เอาเอง) ว่า น่าจะมีรายจ่ายตรงส่วนนี้ราวๆ 100 ล้านบาท เคสวางตามแนวคลอง หรือ 300 ล้านบาท เคสวางตามแนวถนน แต่ตัวเลขในงบตอนนี้เห็น 117 ล้านบาท ก็ดูเข้าเค้าพอประมาณ ส่วนจะถูกต้องแค่ไหนตรงนี้ไม่ขอรับรองนะจ้ะ

เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่เห็นชัดในงบแล้วทำให้รู้สึกสบายใจจริงจังคือ การเติบโตของ ECH ที่พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรได้อย่างแท้จริงเสียที แต่ก็เหมือนยังมีวิบากกรรมบดบังไว้ เพราะสเปรด ECH ที่โตแบบเวอร์วังก็ยังไม่สามารถฉายแววเจิดจรัสได้สุดตัว ด้วยเหตุว่ายังโดนปัญหาค่าเงินกดหัวอยู่พอสมควร แต่ต้องถือว่า การฟื้นของสเปรด ECH มาต่อยอดการเติบโตของ VNT ได้ทันเวลา (อย่าลืมส้งเกตว่า กำไรของส่วนงานไวนิลเริ่มดรอปลงแบบแผ่วๆ แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องหนักใจเพราะอ่อนตัวลงตามสเปรดที่พักตัว)

Untitled33.png

จากสถานการณ์งบที่เห็น ประเด็นที่จะเป็นแรงผลักดัน VNT ให้ไปต่อจึงน่าหนีไม่พ้น 3 เรื่อง คืือ ปัจจัยการเติบโตของสเปรด Caustic Soda กับ ECH เป็นสองตัวหลัก (ส่วนตัวมองว่า สเปรด PVC จะหยุดการโตแรงแต่จะทรงๆ ตัวและขึ้นแบบเนิบๆ ) อะไรทำให้มองว่า สเปรด Caustic Soda และ ECH จะยังเดินหน้าปรับตัวขึ้น ก็เพราะโซดาไฟและกลีเซอรีนเป็นผลพลอยได้จากการผลิต PVC ถ้าการควบคุมการเปิดดำเนินการของโรงงาน PVC ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง โซดาไฟกับกลีเซอรีนก็จะคงสภาพมี surplus ต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ PVC ยังถูกทดแทนได้จากการผลิต PVC จาก Feedstock สายน้ำมัน ซึ่งภาวะ surplus ของ PVC จะไม่ชัดเท่ากับสองตัวแรก กับ ปัจจัย การเคลื่อนไหวของทิศทางค่าเงินบาท เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า การ Diversify ออกไปทำเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์ที่ต่างประเทศจึงต้องผูกพันกับค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งล่าสุดในกราฟวีคก็เหมือนเงินบาทจะเบรค downtrend line ขึ้นมาได้แล้ว และปัจจัยสุดท้ายที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตทิศทางของสเปรดผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นนโยบายการสั่งปิดโรงงานของพี่จีน ซึ่งตรงนี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมได้ แต่ถือเป็น risk factor ที่น่ากลัวที่สุด ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเกาะติดสถานการณ์ข่าวอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้วส่วนตัวมองว่า VNT ในปีนี้จะให้อารมณ์แบบที่บทวิเคราะห์ Phatra กล่าวไว้ คือ Down but not out อารมณ์ดรอปแต่ยังไม่เลิก ถามว่ายังกล้าหวังถึง 50 ไหม ก็อยากบอกว่า กล้านะ แต่ความมั่นใจอาจไม่เต็มร้อยเท่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถามว่า 42 ลำบากไหม คิดว่า ศักยภาพของ VNT  42 ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อเกินฝัน ที่สำคัญเราจะหาหุ้นดีๆ งบคลีนๆ รายได้ก็โต หนี้ก็แทบไม่มีได้จากที่ไหน ในยุคที่ตลาดมีแต่กิจการงบยัดไส้สร้างภาพให้ดูหรูหราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผ่านไปอีก 2 ไตรมาสงบพลิกหัวทิ่มกลับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือไม่ก็ผู้บริหารสร้างภาพร่วมมือกับขาใหญ่กับกองทุนลากกันเองไม่ต้องสนงบไม่ต้องแคร์พื้นฐานกิจการ สรุปลองหลับตาถือไปทั้งน้ำตาในบางช่วงบางครา แล้วค่อยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่ฝันเป็นจริงเลยก็แล้วกัน ในเมื่อสถานการณ์งบล่าสุดแม้ตัวเลขนิวไฮอาจไม่ได้ให้ภาพที่ดีสมราคาตัวเลข แต่งบของ VNT รอบนี้แม้ไส้ข้างในมันสะท้อนการดรอปตัวลงนิดๆ ไม่ถึงกับดิบดีแต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรจริงไหม

อ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์ VNT ล่าสุดจากสองค่ายที่เกาะติด VNT ได้ที่นี่ Phatra VNT_20180510_PHATRA   UOB VNT_20180510_UOB

 

 

 

%d bloggers like this: