cpi palm oil.JPG

สองวีคก่อนที่ปาล์มร้อนแรง UVAN  VPO ชน Ceiling

ตามด้วยวีคที่แล้ว LST ชน Ceiling

อ้าวแล้วกัน ไหงงั้น หุ้นเราเลือกมาเราว่าออกจาดี

อย่างน้อย งบ CPI ก็มีสกุลรุนชาติกว่า VPO อยู่หลายขุม

ด้วยทรงกราฟก็ควรต้องร้อนแรงกว่าปาล์มอีกหลายตัว

แต่ทำไมแม่สาวชุมพรถึงทำได้แค่ มี % Change เฉลี่ยในลำดับต้นๆ ทั้งสองวีค

หากไม่สามารถวิ่งไปแตะชิลลิ่งได้อย่างคนอื่นเค้า

cpi gain.JPG

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนในลำดับแรก CPI เน้นตลาดน้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดจำหน่ายในประเทศ

ภายใต้แบรนด์ “ลีลา” “รีโอ” “ปาริชาติ” และ OEM ผลิต House Brand “ARO” ให้กับแมคโคร

แต่ด้วยความที่น้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุม ที่เพดานราคาสูงสุดได้แค่ลิตรละ 42 บาท

ทำให้ทุกครั้งที่ราคาปาล์มโลก (Crude Palm Oil) ปรับตัวสูงขึ้น

CPI จะได้รับอานิสงฆ์ไม่มากเท่ากับบริษัทที่เน้นผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อส่งออก

ฉะนั้นทุกรอบ รวมถึงรอบนี้ UVAN  VPO  ซึ่งเน้นส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปยังต่างประเทศ

ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทวิ่งตามราคาตลาดโลกรับรู้รวดเร็วในฐานะสายตรง

ส่วน LST ตื่นจากหลับใหลด้วย Tarzan Effect

คุณซานออกตัวเชียร์ LST ในประเด็นการถือครอง UFC (อยู่นอกตลาด) ในสัดส่วนร้อยละ 96

ซึ่งเป็นการมอง Growth ในส่วนของธุรกิจน้ำมะพร้าว เป็นประเด็นหลัก

มากกว่าจะให้น้ำหนักกับธุรกิจปาล์มของ LST เอง หรือการเป็นบริษัทแม่ของ UPOIC

แน่นอนว่า การไม่เชียร์ LST โดยประเด็นปาล์มโดยตรงก็คงเพราะเหตุผลเดียวกับ CPI

คือ ตลาดหลักเน้นจำหน่ายน้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดในประเทศ ที่ได้รับอานิสงฆ์ไม่มากนักจากราคาตลาดโลก

cpo

ฟังดูแล้ว CPI นี่มันหุ้นปาล์มลูกเมียน้อยชัดๆ

อะไรก็ไม่ดิบดี โดดเด่น เราต้องย้ายตัวไหม ?

สิ่งที่ผึ้งมักพูดกับน้องๆ เสมอคือ “จงอยู่กับหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี”

อย่าไปกังวลว่า ทำไมหุ้นเราวิ่งไม่แรงเท่าหุ้นอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

หรือทำไมหุ้นคนอื่นถึงได้ออกตัวก่อนหุ้นเรา

ให้ท่องไว้แค่ว่า เรามีหน้าที่รอให้หุ้นเราวิ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่เรามองไว้เท่านั้นพอ

จะออกตัวเป็นคิวที่เท่าไหร่อย่าไปแคร์ จะไม่แรงเท่าเพื่อนเค้าก็อย่าไปกังวล

ขอแค่ในที่สุดแล้วมันวิ่งไปถึงเป้าหมายของราคาตามที่เราคำนวณไว้ ในกรอบเวลาอันสมเหตุสมผลเท่านั้นพอ

เพราะถ้าเราเร้าไปกับราคาของตัวอื่นที่พุ่งทะยานขึ้นไป

แล้วไปไล่ราคา เราจะหนีไม่พ้นวังวนของการดอยเพราะไล่หุ้น

และเสี่ยงตกรถขายหมูในหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี เพราะสวิทช์ตัวผิดเวลา

แต่อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ  ในส่วนเวลาที่หุ้นเรายังไม่วิ่ง หรือวิ่งแล้วแต่ยังไม่แรง

อัพเดทข้อมูลและพยายามที่จะทำความเข้าใจกิจการของหุ้นเราให้มากขึ้นตังหาก

เพราะฉะนั้นหมดเวลาอิจฉา UVAN  VPO  LST

ได้เวลาไปขุดข้อมูล CPI แม่สาวชุมพรของเราทำอะไรยังไงดีหรือด้อยกว่าตรงไหน

Capture.JPG

CPI มีบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ CPI Agrotech ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปาล์ม

โดยพัฒนาพันธุ์ปาล์มลูกผสม “เทอเนอรา” (นำเข้าจากคอสตราริก้า)

จนได้สายพันธุ์ที่ทั้งทนแล้ง และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

โดยสายพันธุ์นี้ ผลปาล์มสด 100 กก. จะสกัดน้ำมันปาล์มได้ถึง 17-19 กก. (เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำมันสูงที่่สุดตอนนี้)

และ CPP ผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากปาล์ม โดยเพิ่งลงทุนโรงงานใหม่ควบกัน

โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแห่งใหม่ มีกำลังการผลิต 45 ตัน/ชม.

และรฟฟ.โรงใหม่ กำลังการผลิต 6.2 MW โดยเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย (Biogas)

โดย 4 MW ขายไฟให้รัฐ และ 2 MW ไว้ในภายในโรงงาน

ซึ่งจะมีผลพลอยได้ในรูปของปุ๋ยเพื่อนำกลับมาใช้ในสวนปาล์มได้ด้วย

cpi-plant

ส่วนตัวผึ้งรุสึกดีกับ CPI ตรงที่ผู้บริหารเริ่มต้นธุรกิจขายไฟด้วยการจ่ายปันผลเป็นหุ้น !!!

จำไว้เลยนะ ถ้ากิจการมีกำไรและเลือกจ่ายปันผลเป็นหุ้นเพื่อเก็บรักษาเงินสดไว้กับบริษัท

เพื่อนำไปลงทุนต่อเป็นเรื่องที่ดี มีใครบางคนกรอกหูผึ้งมาแบบนี้

ท่องไว้เหมือน HMPRO ไง หุ้นอมีบ้าโตด้วยการปันผลเป็นหุ้น

สรุปปี 2556 CPI ปันผลเป็นหุ้นในอัตราส่วน 1 : 1 ทำให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 560 ล้านบาท

และออก CPI-W1 ในอัตราส่วน 3 : 1 เพื่อหวังใช้วอร์แรนต์นี้เป็นงบลงทุนรฟฟ. ภายในกำหนด 2 ปี (ตามอายุวอร์)

พร้อมกับออก ESOP#1 จำนวน 28 ล้านหุ้น อายุ 5 ปี

(แหม…จังหวะครบรอบแปลงน่าจะเป็นจุดพีคของแม่สาวชุมพรเลยนะ

ถ้าเชื่อว่าคอมโมปาล์มจะกลับมาร้อน 2ปี แบบรอบก่อน)

ธุรกิจหลักของ CPI มีสัดส่วนเน้นไปที่ น้ำมันปาล์มสกัด 75%

น้ำมันปาล์มดิบ 5% และผลพลอยได้อื่นๆ จากปาล์ม 20%

โดยมีกำลังการผลิต 600 ตันต่อวัน มีพื้นที่สวนปาล์ม 20,916 ไร่

(เน้นการตั้งโรงงานในส่วนปาล์มเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง)

ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ CPI คือ มี Asset ในส่วนที่เป็นที่ดินเยอะ

โดยที่ดินมีการปรับราคาประเมินในงบไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556

(ซึ่งก่อนหน้านั้นปรับครั้งสุดท้ายปี 2551 โดยในรอบปี 2556 นั้นปรับขึ้น 76 ล้านบาท)

ภาพรวมกิจการ เน้นจำหน่ายในประเทศ 91% ส่งออกเพียงแค่ 9%

ซึ่งในส่วนที่ส่งออกจะเน้นไปที่ PFAD  กับ RHST ส่งออกไปมาเลย์ เนเธอร์แลนด์ และเมียนมาร์

โดยในส่วนนี้ แม่สาวชุมพรจะมีบริการ Bulk Supply ในการส่งมอบสินค้าเอง

ไม่ได้จ้างบ.โลจิสติกส์อื่นขนส่งให้ (แบบที่ UVAN จ้าง AMA)

สำหรับการส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ เป็นอานิสงฆ์จากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรป

ที่กำหนดมาตรฐานการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืน (RSPO)

ที่ยุโรปห้ามนำเข้าปาล์มจากอินโดนีเซียทำให้ CPI ซึ่งผ่านมาตรฐาน RSPO ได้อานิสงฆ์ตรงนี้ไปแทน

palm-production

แล้วมีอะไรบ้างที่เป็น Sectoral Risk ของธุรกิจปาล์มในภาพรวม ?

แม้ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นผู้ส่งออกปาล์มอันดับสามของโลก

แต่ก็ต้องอึ้งๆ เหมือนกันเพราะเราทิ้งห่างสองรายใหญ่ของโลกอย่างอินโดกะมาเลย์อยู่โขทีเดียว

และด้วยความที่ปาล์มเป็นพืชที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ หากแห้งแล้งมากผลผลิตจะลดต่ำ

ทำให้ประเด็นสำคัญที่เป็นความเสี่ยงหลักของธุรกิจนี้คือ

ความไม่แน่นอนของ Demand และ Supply ในตลาดโลก

cpo-cycle

ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงมาถึงความไม่สมดุลของ Supply Chain ของอุตสาหกรรมปาล์มในประเทศไทย

ตรงจุดนี้เองทำให้รัฐกำหนดให้การส่งออกปาล์มทำได้โดยเสรี แต่การนำเข้าปาล์มต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ

ประเด็นนี้ทำให้ราคาปาล์มภายในประเทศไม่เคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลก

เพราะถ้าราคาตลาดโลกแพงผู้ประกอบการจะเน้นส่งออกแทน แต่ราคาตลาดโลกถูกจะเน้นจำหน่ายในประเทศ

ซึ่งนโยบายห้ามนำเข้าแต่เสรีส่งออกได้ส่งผลไปถึงการออกมาตรการควบคุมราคา

ในรูปแบบของการกำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าควบคุมจำหน่ายที่เพดานราคา 42 บาทต่อลิตร

และผลปาล์มมีราคา Price Floor muj 4-4.30 บาทตาม % การให้น้ำมัน

ที่กลายเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงราคาปาล์มผ่านนโยบายพลังงาน

หากสต๊อกปาล์มภายในประเทศล้นตลาด ภาครัฐจะปรับเพิ่ม % ปาล์มในไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น (จาก B3 เป็น B5)

และปรับลด % ปาล์มในไบโอดีเซลลดถ้าปาล์มขาดตลาด (จากB5 เหลือ B3)

ช่างน่ารักเสมอกับมาตรการเชิงตั้งรับในการ Problem Resolution ของภาครัฐ

B3.JPG

ส่วนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในส่วนของบริษัทเองเป็นการเฉพาะกิจการ

ก็มีปัญหาปริมาณปาล์มดิบที่ CPI เองยังต้องรับซื้อจากเกษตร

หากช่วงเวลาใดที่ปริมาณปาล์มสดมีน้อย จะส่งผลให้ราคาปาล์มแพง

และกระทบต่อ Utilization Rate ของกิจการในส่วนที่เป็นโรงสกัด (ไม่มีปาล์มให้สกัด เสียโอกาส)

ff cpi.JPG

รู้จักกิจการไปแล้ว ได้เวลามารุจักจ้าว CPI กันบ้าง

ผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง ได้แก่ บ.ชุมพรโฮลดิ้ง ถืออยุ่ 34%

แล้วชุมพรโฮลดิ้งใครเป็นใครกันบ้าง

ใหญ่สุดหนีไปพ้นตระกูลฉัตรเลขวนิช ถืออยู่ 10%

รองลงมาเป็นตระกูลปรัชญางค์ปรีชา ถือ 9%

ตามด้วยตระกูลถวิลเติมทรัพย์, นิรัติศัยวงศ์ และ ไพศาลศิริรัตน์ คนละ 7%

บอร์ดบริหารจึงเป็นตัวแทนของตระกูลเหล่านี้แทบทั้งสิ้น

มาดูจุดแข็งของบอร์ดบริหาร CPI กันว่าใครเด่นอะไร เกื้อหนุนบริษัทได้ดีแค่ไหน

บอร์ด CPI ส่วนใหญ่คร่ำหวอดในธุรกิจคอมโมดิตี้แทบทั้งนั้น

คนแรก คุณถกล ถวิลเติมทรัพย์ คนนี้เป็นลูกหม้อเก่าน้ำตาลครบุรี (KBS)

คุณนินนาท โอฬารวรวุฒิ อดีตผู้บริหารปิโตรเคมีสายพลาสติก (AJ)

คุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ คนนี้ตัวแม่สายตรงจากหลากหลายคอมโม

นั่งบริหารมาแล้วทั้งธุรกิจเหล็ก (SSI) ทองคำ (GBX) ยาง (BNC)

คุณสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ์ ในธุรกิจโรงกลั่น (BCP) น้ำตาล (KBS) และ EXIM Bank

นอกเหนือจากประสบการณ์ของบอร์ดบริหารอะไรเป็นจุดแข็งของ CPI อีก ?

CPI ลงทุนในโครงการล้มปาล์ม (Replant) เสร็จสิ้นแล้ว (โครงการเริ่มปี 52-58)

โดยจะล้มปาล์มที่อายุครบ 25 ปี ซึ่งความสูงของต้นเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยว

โดยลงทุนครบกำหนดแล้วใช้งบไปทั้งสิ้น 300 ล้าน

จากนี้จะไม่มีค่าใชัจ่ายในส่วนนี้อีก และปี 60 จะเป็นปีที่ปาล์มที่ปลูกใหม่เริ่มให้ผลเก็บเกี่ยวได้

มีรฟฟ.ใหม่ที่เพิ่งสร้าง โดยมีกำหนดที่จะเทสต์รันใน Q1/60

โดยในส่วนนี้เสร็จพร้อมกันทั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงผลิตไฟฟ้า

ใช้งบลงทุนไป 1,206 ล้านบาท (กู้แบงค์กรุงศรีไป 75% จ่ายดอกปีละ 40 ล้านบาท)

ที่เหลือใช้วอร์แรนต์แปลงสิทธิมาช่วยในส่วนของงบลงทุน

ซึ่งเมื่อจ่ายไฟได้ จะได้มีรายได้รับรู้ Feed in Tariff  4.24บาท บวกกับ FIT premium อีก 0.3 บาท

ทำให้ CPI จะมีรายได้เพิ่มปีละ 35 ล้านบาท โดยมีสัญญาขายไฟ ระยะเวลา 8 ปี

ซึ่งการปรับจากระบบ Adder มาเป้น FIT ทำให้ IRR เพิ่ม 2.35% ซึ่งจะช่วยให้อัตราคืนทุนเร็วขึ้นอีก 5 เดือน

แล้วอะไรบ้างที่เป็นข้อด้อยของธุรกิจที่ต้องกังวล

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม คือ ใช้งบลงทุนไม่สูง ราว 300-700 ล้านบาท

ทำให้มีโอกาสที่จะมีคู่แข่งเข้าสู่ตลาดได้ง่าย

แต่ก็มองว่า ตราบใดที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดยังคงเป็นสินค้าควบคุม

จะทำให้คนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจอาจมองข้ามธุรกิจนี้ไปก็ได้เหมือนกัน

สรุปได้อย่างเสียอย่าง อัสนีวสันต์กล่าวไว้

จากที่ทบทวนกิจการมา รวมกับสถานการณ์ราคา CPO ในตลาดโลก

เชื่อว่า CPI น่าจะเดินหน้าไปถึงราคาเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้แต่แรกได้ไม่ยาก

ในไทม์มิ่งที่อาจเร็วก่าที่คิดด้วยซ้ำ เพราะงั้นถือต่อไป

ถึงไม่ชิลลิ่งก็ไม่เสียใจ เพราะ “เราเชื่อในกราฟ ในหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี”

=หมายเหตุ= ปาล์มเอาไปทำอะไรได้บ้างนอกเหนือจากน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ?

เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเนยเทียม ไอศกรีม นมข้นหวาน สบู่ วิตามิน E ไบโอดีเซล อาหารสัตว์ (สำหรับสัตว์ใหญ๋)

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: