gc-f6

อย่างที่บอกไป F6 (20/01/2017) มันสุดแสนจะเตะตาต้องใจนัก

ไปไล่ดูกราฟ Petro Sector ถ้าด้วยกราฟแน่นอนว่า TCCC น่าจะได้ใจสายกราฟสุด

เพราะ ATH โชว์พาวกันไปแล้วชัดเจน

แต่…เมื่อกาลเวลาได้เปลี่ยนผึ้งน้อยไปแล้ว … หนูไม่เป็นสายเบรคเอาท์ล่ะน๊า….

เพราะงั้นผึ้งว่า GC หล่อกว่า เพราะยังค่อนข้างต้นทาง จ้าวยังไม่เปิดเผยความในใจว่า (เด๋วเกมนี้กรูเอาลิ่ง)

แต้มต่อที่เหนือกว่าคือ อัพไซด์ที่รออยู่เกือบ 1 เด้ง (เสียดายเห็นช้าไปหน่อย)

เมื่อกราฟจะมา งบล่ะพร้อมไป ได้เวลาตามไปดมทำจมูกหมาฟุดฟิดๆ

ดูกราฟเดย์ งงจ้ะ ตามประสาหุ้นสภาพคล่องน้อย

ขยับไปดูวีค แน่ละมีการฟอร์มตัวเป็นอัพเทรนด์ชัดเจน

แต่ยังตะหงิดๆ ว่า ถ้ามาทรงนี้ควรต้องเปรี้ยงปร้างสินะ

คงต้องให้เวลาด้วยเพราะดูทรงอั้นๆ อยู่แบบนี้ ไปดูกราฟเดือนเลย

OMG ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม ฉันเคลิ้มไปรึป่าว

GC month.JPG

RRR มันหอมหวลมากเลย บอกเลยเคลิ้มหนักมาก

ไปดูงบสิ บริษัทนี้ทำมาหากินอะไรเนี่ยยยยย

= = = = =

GC (Global Connections)

GC เป็นตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบและสารเติมแต่งที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปพลาสติกและปิโตรเคมี

จากผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Exxon (เจ้าตลาด เม็ดพลาสติก PP ผสมยาง) /

Eastman (เจ้าตลาดผลิตภัณฑ์ Specialty Product) /

DuPont (เจ้าตลาด POLYAMIDE 66 หรือ NYLON 66) /

Chi Mei (เจ้าตลาด ABS) และอื่นๆ อีกเพียบ

โดยบริษัทได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 2109/2557

ลงวันที่ 9 กันยายน 2557 โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการประเภท 7.12

กิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ (International Procurement Office – IPO)

ทั้งนี้ บริษัทมีฐานลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการหลายสาย ราว 2 พันราย (จาก 4 พันรายทั้งประเทศ)

= = = = =

ตามไปดู Core Business เค้ากัน มีอะไรบ้างละเนี่ย

core business.JPG

บริษัทแบ่งหน่วยธุรกิจออกเป็น 3 หน่วยธุรกิจหลัก คือ

1. Commodity Polymers ตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตพลาสติก

เป็นสินค้าในหมวด Polyethylene และ Polypropylene

(เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในหมวด PE, PP, EVA, PET

เช่น ถุงพลาสติก ขวด กล่องพลาสติก และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ โดยจะเป็นวัตถุดิบนำเข้า)

แต่ถ้าเป็น PU จะสั่งจากในประเทศ โดยรับจาก IRPC

(ผลิตภัณฑ์ PU จัดอยู่ในกลุ่ม Themosetting ที่ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้อีก

ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า ตู้เย็นตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ และงานก่อสร้าง)

ถ้าเป็นหมวด HDPE LLDPE LDPE จะสั่งจากผู้ผลิตภายในประเทศ เช่น IRPC  PTTPM

HDPE ใช้ในธุรกิจฝาขวดน้ำดื่ม,

LLDPE ใช้ในธุรกิจที่เป็นพลาสติกเนื้อหนาหรือเหนียว เช่น ถัง หรือฟิล์ม

LDPE ใช้ในธุรกิจสายไฟ

ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดขายสูงคิดเป็นร้อยละ 70 ของกลุ่ม Commodity Polymer

หากเทียบยอดขายรวมทุกธุรกิจ หมวดนี้มียอดจำหน่ายสูงถึงร้อยละ 49 ของยอดขายรวมทั้งหมดของบริษัท

(กลุ่มนี้จะให้เครดิตทางการค้าไม่เกิน 30 วัน)

 

2. Specialty & Engineering Polymers เป็นส่วนที่นำเข้า Engineering Product และ Styrenic Plastic

หมวดนี้เป็นสินค้าจำพวกเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะ

มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน ทนความร้อน และสารเคมี

จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

โดยในส่วนของ Engineeing Product บริษัทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายจาก DuPont

ซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเมอร์ภายใต้ชื่อการค้า Zytel. (Polyamide /Nylon) และ Delrin. (Polyacetal หรือ POM)

ซึ่งสองผลิตภัณฑ์นี้ DuPont เป็นเจ้าตลาดที่มียอดจำหน่ายสูงสุด

ขณะที่ Styrenic Plastic มียั้วเยี้ยยุบยับไปหมด อาทิ

GPPS, HIPS, SBC, ABS, SAN, ASA, SMMA, PMMA, PC, และ BR (ว่าแต่มันคืออิหยังละเนี่ย)

บริษัทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Exxon / Chi Mei / Denka / Styrolution

โดยผลิตภัณฑ์เด่นก็มีจำพวกยางสังเคราะห์ พลาสติกกึ่งยาง

ขณะที่กลุ่ม Copolyester และ Cellulose Polymer เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Eastman

ซึ่งหมวดนี้เป็นพสาสติกคุณภาพที่เน้นความปลอดภัยทางชีวอนามัย

นิยมนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง และพสาสติกที่ใช้ในเด็กเล็ก เช่น ขวดนม ถังบรรจุน้ำดื่ม

 

3. Specialty Chemical, Intermediate, and Additives เป็นสารเติมแต่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

อาทิ สารป้องกันการเกิดปฏิกิริยา Oxidation (Antioxidant) สารช่วยในการก่อผลึก (Nucleating agent)

สารป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย (Antimicrobial agent)

สารป้องกันรังสี UV (UV Stabilizer) สารป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต (Antistatic agent)

สารเพิ่มความใส (Clarifying agent) และสารเพิ่มความขาว (Optical Brightener)

โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายของกลุ่ม Akzo Nobel และ Milliken Chemical

= = = = =

ส่วนโครงสร้างรายได้ของบริษัทก็ตามภาพนี้เลย พึ่งพิง Commodity Polymer เป็นหลัก

ก่อนมาปรับตัวจริงจัง มาเน้น Speciaty Chemical เพิ่มขึ้นช่วง 5 ปีหลังนี้เอง

โครงสร้างรายได้.JPG

หากพิจารณาศักยภาพในการเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ขณะนี้มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น

ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายทั้ง Commodity Polymers และ Special Chemical

ได้แก่  GC กับ TPC (เจ้าตลาด PVC รายใหญ่ของอาเซียน)

ซึ่งขณะนี้ TPC อยู่ระหว่างดำเนินการเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ หลัง SCG เข้าซื้อกิจการ)

ถ้าเพิกถอนสำเร็จ GC ก็เป็นทางเลือกเดียวในตลาด หากสนใจลงทุนในธุรกิจเทรดดิ้งปิโตรเคมี

ส่วนตารางนี้เป็นรายชื่อบริษัทคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

คู่แข่ง GC.JPG

หากประเมินในแง่ของการเป็น Trading ธุรกิจปิโตรเคมีมีลักษณะเด่นจากเทรดดิ้งอื่นๆ

ตรงที่ความต้องการวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความหลากหลาย

ทำให้ผู้ใช้วัตถุดิบต้องสั่งซื้อวัตถุดิบหลากหลายชนิด การสั่งตรงอาจยุ่งยากล่าช้า

การรับบทบาทเทรดดิ้งในธุรกิจนี้จึงกลายเป็นจุดแข็งธุรกิจเทรดดิ้งของอุตสาหกรรมนี้ที่สามารถโตได้อย่างยั่งยืน

เนื่องจาก เทรดดิ้งตัวกลางทำหน้าที่นำความหลากหลายของสินค้า (Economy of Scope) มาให้ลูกค้า

ขณะเดียวกันเทรดดิ้งตัวกลางได้รวบรวมกำลังซื้อ (Economy of Scale) มาให้กับผู้ผลิต

official dealer.JPG

ซึ่งประเด็นนี้ส่งเสริมให้เกิดลักษณะกึ่งผูกขาดในรูปแบบของการเป็น Official Dealer

ที่ปิดโอกาสการเข้าสู่ธุรกิจของคู่แข่งรายใหม่

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มีความเสี่ยงจากการยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายได้เช่นกัน

(GC เคยยุติสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ TPC เมื่อช่วงปลายปี 2555

ก่อนย้ายมาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับบ.ในเครือของ PTT แทน

สังเกตว่า ยอดขายปี 2556 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ TPC เป็นผู้ผลิต PVC รายใหญ่สุดของอาเซียน)

= = = = =

ว่าแต่…ฐานลูกค้าของ GC เป็นใคร ?

กลุ่มแรก ผู้แปรรูป (converter) เป็นผู้ผลิตซึ่งนำเม็ดพลาสติกและวัตถุดิบที่ซื้อจาก GC มาแปรรูป อาทิ

ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ (SITHAI) / ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) / ยูเนี่ยนพลาสติก (UP) / ไทยซัมมิท (Thai Summit) / พลาสติกและหีบห่อไทย (TPAC) บมจ. อาปิโก้พลาสติก (บ.ย่อยของ AH)  และ ปัญจวัฒนาพลาสติก (PJW) เป็นต้น

กลุ่มที่สอง ผู้ค้าที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Trade partner) เป็นกลุ่มที่รับสินค้าของบริษัทไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง กลุ่มนี้มียอดขายประมาณร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

กลุ่มสุดท้าย บริษัทประเภท Compounder ซึ่งเป็นผู้ผสมสีผสมวัตถุดิบชนิดต่างๆ เข้าด้วยกัน

เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

บริษัทขายสินค้าให้บริษัทประเภท Compounder และยังเป็นพันธมิตรกับบริษัท

ยอดขายจากกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 7 ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

= = = = =

ที่น่าสนใจคือ บริษัทจะมีการจัดเรทติ้งกลุ่มลูกค้าเพื่อพิจารณาปล่อยเครดิตอย่างเหมาะสม

โดยกลุ่มลูกค้า C+ ในปี 2548 บริษัทได้ออกมาตรการทำประกันหนี้เสียของกลุ่มนี้สำรองไว้ด้วย

(ทำตั้งแต่เริ่มเอาบริษัทเอาตลาดหลักทรัพย์ฯ อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ตลาดฯ กำหนดให้ทำหรือเปล่า)

แต่แสดงว่า มีการบริหารความเสี่ยงหนี้เสียได้ดี น่าจะเติบโตแบบมั่นคง ฝากฝีฝากไข้ด้วยได้

= = = = =

มาดูจุดแข็งของบริษัทกันบ้าง

บริษัทมียุทธศาสตร์ที่โดดเด่นในเรื่องของที่ตั้งคลังสินค้า

ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนกิ่งแก้ว ใกล้กับฐานการผลิตของลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์

และไม่ห่างจากนิคมมาบตาพุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตในส่วนที่สั่งซื้อจากในประเทศ

ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าขนส่งได้ดี อีกทั้งเป็นโซนที่ไม่ถูกจำกัดเวลาในด้านการขนส่ง

= = = = =

ด้วยความที่เป็นธุรกิจเทรดดิ้ง ดูเหมือนสิ่งที่ GC เลือกทำ กลับตรงข้ามกันสิ่งที่เทรดดิ้งรายอื่นเค้าทำกันแฮะ

GC วางนโยบายสินค้าคงคลังแบบ FiFo (First in, First out) ในระยะสั้นทั้งหมด (อันนี้ปกติทำกันทุกบริษัท)

โดยกำหนดระยะเวลาเก็บสินค้าเฉลี่ย 19 วัน สำหรับสินค้าผลิตในประเทศ และ 60-180 วันสำหรับสินค้านำเข้า

แต่…ที่ผ่าเหล่าผ่ากอจากเทรดดิ้งอื่นๆ คือ GC ประกาศชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายสต๊อกสินค้าเพื่อเก็งกำไร!!!

อ้าวไหงงั้นล่ะพี่ ปกติเทรดดิ้งมักทำนะ สต๊อกกินส่วนต่างอ่ะ

แต่คงเพราะผู้บริหารเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจคอมโมดิตี้ล่ะมัง ว่าสวิงเปลี่ยนแปลงง่าย

หวังรวยจากการสต๊อก อาจกลายเป็นช้อคจากการขาดทุนสต๊อก (Stock loss) แทน

สรุปเลยกลายเป็นว่าผู้บริหารเลือกที่จะ Loss Prevention ด้วยการไม่สต๊อกเกินจำเป็น (ลดเสี่ยงได้นะ)

ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวมองว่าดี เพราะธุรกิจเทรดดิ้งกึ่งผูกขาดแบบนี้ไม่จำเป็นต้องสต๊อกของเยอะ

เพื่อมารับความเสี่ยงจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสเปรดราคาปิโตร ซึ่งสวิงค่อดๆ ให้เห็นบ่อยๆ

และอายุเฉลี่ยของสินค้าหมวดปิโตรที่สั้นเพียงแค่ 2 ปี

จึงน่าจะดีกับธุรกิจเทรดดิ้งกึ่งผูกขาดตลาดแบบนี้ด้วยซ้ำ

= = = = =

จากที่ช่วงนี้แอบมีใจมาเทรดหุ้นคอมโมมาหลายตัว อ่านข้อมูลแล้วก็รู้สึกสับสนมาก

ว่าตกลงธุรกิจเทรดดิ้งจะดีหรือจะซวยกันแน่เวลาราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ???

มาเก็ทเอาตอนที่อ่าน GC นี่ล่ะ !!!!!

เทรดดิ้งควรจะตีปีกดี๊ด๊าเวลาที่ราคาสินค้าในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

เพราะจะได้กำไรจากการสต๊อกสินค้า ถึงแม้ GC จะบอกว่าหนูไม่เน้นสต๊อกสินค้าเพื่อเก็งกำไรก็เหอะ

แต่จะดีเฉพาะช่วงที่เป็นจุดกลับตัวของราคาสินค้าจากขาลงเป็นขาขึ้นในช่วงระยะ 3-6 เดือนแรกเท่านั้น

เมื่อผ่านไประยะนี้ไป หากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้ายังคงดำเนินต่อไป

จะทำให้ต้นทุนสินค้าแพง และยอดขายหดตัวลงจากการพักการผลิต หรือจากการหันไปหาสินค้าทดแทนอื่น

แต่…ยังไงซะ เทรดดิ้งไม่ชอบเวลาสินค้าปรับตัวลดลง เพราะกลายเป็นซื้อมาแพงแต่ต้องมาขายขาดทุน

ดูเทียบชาร์ทนี้จะเห็นได้ชัดว่า เทรดดิ้งปิโตรราคาหุ้นจะดีถ้าสเปรดปิโตรปรับตัวสูงขึ้น

Capture.JPG

ซึ่งตรงนี้บริษัทบอกว่า จะพยายามเน้นการเพิ่มยอดขายหมวดอื่นให้เพิ่มขึ้น

ไม่พึ่งพายอดขาย commodity polymer แบบที่เป็นอยู่

เพราะในส่วนของ specialty ไม่เพียงแต่จะมีมาร์จิ้นที่ดีกว่า ยังต่อรองราคาขายได้ดี เพราะมีคู่แข่งน้อยราย

ทำให้ยังสามารถกำหนดราคาขายจากต้นทุน+กำไรได้เหมือนเดิม แทบไม่ค่อยกระทบจากราคาตลาดโลกเลย

สังเกตว่า ระยะหลังยอดขายค่อนข้างคงที่ แต่ eps ดีขึ้นจาก net profit margin ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

revenue-eps

นอกเหนือจากการเสี่ยงขาดทุนเรื่องต้นทุน ยังมีอีกเรื่องที่เห็นว่าเป็นความเสี่ยงของธุรกิจนำเข้า

เพราะยังไงเสียยังย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างเคสของ GC เน้นซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

ซึ่งบริษัทวางนโยบายป้องกันความเสี่ยงความผันผวนของค่าเงิน

ด้วยการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เมื่อเกิดรายการซื้อขายเท่านั้น

โดยมีนโยบายไม่เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน จะไม่มีการซื้อขายเงิน US ล่วงหน้าหากไม่มีภาระผูกพันทางการค้า

รวมถึงไม่มีการขายล่วงหน้าโดยไม่ตกลงอัตราแลกเปลี่ยนกับลูกค้าไว้ก่อน

ตรงนี้เลยดูค่อนข้างเซฟมากเลย โดยเฉพาะในภาวะที่ดอลลาร์ดูจะเป็นขาขึ้นแบบเน้

= = = = =

ฟังดูไม่ค่อยมีความเสี่ยงเลยแฮะธุรกิจเทรดดิ้งปิโตร

แต่เอาจริงๆ แล้วกลับมีความเสี่ยงในรูปแบบที่ธุรกิจอื่นเค้าไม่เจอกัน

เพราะการที่เทรดดิ้งแบบหนักไปที่การนำเข้า ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในเรื่องเงินทุนหมุนเวียน

ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาขายสินค้า + เครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า = 114 วัน

ซึ่งมากกว่าเครดิตเทอมที่บริษัทได้รับจากเจ้าหนี้การค้าที่ 28 วัน

ฉะนั้นการที่บริษัทมีวงจรเงินสดเท่ากับ 86 วัน (114-28=86)

ตรงนี้เลยกลายเป็นความเสี่ยงไปซะงั้น

เพราะทำให้บริษัทก็ต้องมีหน้าตักกว้างสักหน่อย ต้องกันเงินทุนหมุนเวียนเผื่อๆ ไว้

แต่ก็ไม่ถือเป็นความเสี่ยงที่นอกเหนือการควบคุมนะ จะว่าไป

= = = = =

ถ้างั้นความเสี่ยงหลักของเทรดดิ้งปิโตร ที่เสี่ยงสุดๆ คืออะไร ???

น่าจะเป็นการไม่ต่อสัญญาตัวแทนจำหน่าย

เพราะอย่างที่บอก ธุรกิจปิโตรเคมีเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ที่มีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ถ้าทำสัญญาตัวแทนหลุดมือไป ก็หมายถึงยอดขายวูบกันเลยทีเดียว

ปกติสัญญาตัวแทนจำหน่ายจะทำปีต่อปี หรือทุก 2 ปี ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของอุตสาหกรรมนี้

ซึ่งเหตุที่จะทำให้ไม่เกิดการต่อสัญญาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

หากตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถทำตามข้อกำหนดของผู้ผลิตแต่ละราย เช่น

ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ผู้ผลิตกำหนด หรือ

เกิดการควบรวมกิจการทำให้เกิดการทับซ้อนของผลิตภัณฑ์

ที่อาจทำให้บริษัทจำเป็นต้องยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตบางรายไป

(เคสนี้เคยเกิดกับ GC ที่ไม่ได้รับการต่อสัญญากับ SGC หลังการควบรวมของ

บริษัท เอสซีจี พลาสติกส์ จำกัด และบริษัท บีเอเอสเอฟ)

ซึ่งปีนั้นทำให้ยอดขายวูบหายไป 636 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 31)

ซึ่งเคสแบบนี้อยู่นอกเหนือการควบคุม ก็ต้องรับความเสี่ยงกันไป

= = = = =

ข้อมูลเบื้องต้นของ GC

จำนวนหุ้นทั้งหมด 200 ล้านหุ้น ff 31%

ที่ผ่านมาดูอ่อนแอกว่าตลาดมาโดยตลอด แต่ยังชนะใน Sector เดียวกัน

แต่ ณ ตอนนี้มันประกาศตัวชัดล่ะว่า มันอยากแข็งกว่าตลาด เอาเซ่ะ….

intro.JPG

GC sector.JPG

จริงๆ ไม่อยากให้ดูอิงกลุ่มเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกไป มันเป็นตัวเดียวที่เป็นเทรดดิ้ง

เพื่อนในกลุ่มเค้าเป็นผู้ประกอบการ ผู้ผลิต กันทั้งนั้น อิงกันม่ะน่าจะดี

เอาเป็นว่าแข็งกว่ากลุ่มมาตลอด และกำลังแข็งกว่า SET ก็พอล่ะกัน

= = = = =

อย่างที่บอกหุ้นเบาจัด 200 ล้านหุ้น มาดูผู้ถือหุ้นใหญ่กันหน่อย

Major shareholder 4 ผู้ก่อตั้งบริษัท (เบอร์ 1-4) ถือรวมกัน 62% เข้าไปแล้ว

mj shareholder.JPG

ถ้างบมาจริง ถ้าคิดจะลากคิดจะทำราคาคงอื้ออึง Ceiling เป็นเรื่องที่ฝันถึงได้

GC มีนัดมา Opp Day 3 มีนา (หลังงบปีออกพอดี อืมม…มองว่าเลือกจังหวะมาได้ดี อิอิ)

ช่วง 2 ปีก่อน GC ออกข่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน

ด้วยการซื้อหุ้น “โกลบอล คอน เน็คชั่นส์โฮลดิ้ง” จากผู้ถือหุ้นเดิมเกือบ 100%

โดยเป็นการซื้อจากกรรมการ หวังการกระจายการลงทุนของกิจการไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน

และเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากรายได้ โดยใช้เงินสดจากการดำเนินงานในการลงทุน

ประเด็นนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร แต่การเริ่มต้นที่ใช้การซื้อหุ้นด้วยทรัพย์สินของบริษัท

แทนการเพิ่มทุนกับผู้ถือหุ้นก็ถือได้ว่า เริ่มต้นได้ดี เป็นการลงทุนเพื่อโต และไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้นด้วย

เหตุผลที่ทำให้เกิดการแตกไลน์มายังธุรกิจพลังงานทดแทนโซลาร์รูฟ

ก็เนื่องจากบริษัทที่ GC เป็นตัวแทนจำหน่าย ทำธุรกิจแผงโซลาร์รูฟอยู่แล้ว

ทำให้มองว่าเป็นโอกาสที่จะต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งล่าสุดได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

โดยมีกำลังการผลิตติดตั้ง 114.35 KW  เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง อายุสัมปทานคงเหลือ 23 ปี

ส่วนตัวไม่ได้หวังอะไรกับธุรกิจตรงนี้นะ ผึ้งมองว่าแรงที่จะไดรว์ราคาหุ้นไปจริงๆ น่าจะเป็นผลประกอบการปีนี้

เพราะการพลิกฟื้นของราคาปิโตรเคมี ซึ่งปกติถ้าสเปรดปรับตัวสูงขึ้นคราใด ราคาหุ้น GC ก็มักจะกลับมาร้อนแรงทุกที

ไม่ต้องไล่ราคานะจ้ะ หุ้นมันเบา รอมันพักแล้วค่อยเก็บ แล้วถือรอสักมีนา ไม่ร้อนตามอากาศเดือนมีนาให้มันรุไป!!!!

= = = = =

P.S. ตารางตัวย่อและคำอธิบายสายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

เยอะจริงๆ แปะไว้เพื่อวันหน้าอยากเช็คจะได้กลับมาหาดูง่ายๆ

Petro abbrev.png

 

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: