สงคราม Miniso กับ Mumuso บนแดนมังกร

Miniso ตกลงยังไงแน่ ? เจ้าของญี่ปุ่นรับไม่อาย แบรนด์นี้เกิดจากเขาสัญชาติยุ่นแน่ๆ อยากโตแบบ daiso แต่โค่นไม่สำเร้จ เจอเพื่อนชาวจีนมาชวนบุกตลาดจีน ยอมรับว่า แอบเซ็งขึ้นชื่อว่าจีน มาตรฐาน??

แต่พอทำจริงๆ เพื่อนทำตลาดเก่งมาก มีในจีนกว่า 2,400 สาขา ยอดขายโต ย้ายฐานผลิตมาจีนเลย ลดทุน ขอเพื่อนคุมมาตรฐานเท่านั้น แต่เมื่อลงทุนทำจริงๆ เจ้าของแบรนด์เองก็ยอมรับว่า ทุกอย่างได้มาตรฐานในระดับที่พอใจ สิ่งที่เค้าไม่ลืมย้ำบน Tag สินค้าทุกรายการคือ Design in Japan Made in RPC ความชัดเจนในการสื่อสารที่เจ้าของแบรนด์พยายามย้ำ จึงประทับลงในใจของผู้บริโภค ถึงจะผลิตในจีนแต่ทุกดีไซน์เกิดที่ญี่ปุ่น!!!

ตรงนี้ต้องยอมรับว่า Miniso สอบผ่าน เพราะคุณทำให้ผู้บริโภคสัมผัสถึงคำว่า มาตรฐาน…ผ่านคำว่า “ดีไซน์ แทน การผลิต” !!!

miniso 2

Miniso เน้นขายของใช้ในชีวิตประจำวัน ราคาเริ่มต้นที่ 10 หยวนตามคอนเซ็ปร้าน ราคาเฉลี่ยสินค้าเน้นที่ 15-20 หยวน มีแพงกว่าบ้างก้อประปราย จะเป็นพวก อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ ถ้าพวกนี้จะราวๆ 59-99 หยวน

mumuso

ความสำเร็จของ Miniso ในจีน จุดประกายการเลียนแบบเป็นแบรนด์แฝด ภายใต้ชื่อ Mumuso ต้นไอเดียเป็นของจีน แต่จ้างดีไซน์เนอร์เกาหลีมาออกแบบโปรดักส์ คนทำการตลาดเป็นจีน แนวสินค้าเดียวกันเป๊ะ

แต่ของ Mumuso จะเน้นให้สัดส่วนกับ Skin Care ค่อนข้างมาก มีสินค้า household แค่ประปราย

ถามว่าทำไม ?? ขอตอบแบบเดาๆ ว่า เพราะเกาหลีดังเรื่องเครื่องสำอางไง ถ้าจะสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นเกาหลีก็ต้องไปให้สุดทาง…ประมาณนั้น

mumuso 3.jpg

เมื่อเทียบระดับราคาสินค้าของทั้งสองแบรนด์ จะเห็นว่าเกาะกลุ่มกันเมื่อเทียบกันตามประเภทสินค้า พอเห็นว่าราคาใกล้เคียงกัน แต่ส่วนตัวแอบรู้สึกว่า ดีไซน์ Miniso เหนือกว่าเยอะ ความหลากหลายของสินค้าก้อกินขาด แต่ร้านจัดเซล์ฟแน่นไปนิดเดินสวนกันลำบาก

แต่สิ่งที่งงคือ Mumuso ดูเอาจริงเอาจังเอาดีทาง Cosmetic & Skin Care ชัดเจน เพราะจะมีพนักงานสาธิตการแต่งหน้าประจำบูธ เพื่อกระตุ้นการซื้อ เอร้ยยย แนะนำสินค้าและสาธิตวิธีแต่งหน้า

mumuso 2.jpg

มันก๊อป Perfect Whip หน้าตาเฉย Miniso ยังม่ะกล้าขนาดเน้ เพราะที่เห็น Miniso มีครีมกันแดด Anessa เหมือนซิเซโดเป๊ะ สิ่งที่ Mumuso ทำ มันไม่ใช่ความบังเอิญหรอกนะ เพราะลองดูเจ้าขวดนี้สิ คุ้นๆ ไหม

loccitane.JPG

Alright !!! คู่แฝดอย่างกับแกะ กับแชมพูของ L’Occitane แต่ Miniso ยังไม่กล้าใช้ชื่อก๊อปเป๊ะ ต้องลองติดตามกันไปสักพัก หน้าด้านไม่เท่า จะรับมือศึกนี้ยังไง ???

กลับจากจีน ผึ้งลองไปค้นๆ ดูข้อมูลของ Mumuso เจอลิงค์นี้เข้า อึ้งเลยจ้า เค้าเอาอโลเวร่าของ Nature Republic ต้นฉบับมารีวิวเทียบกับของ Mumuso แน่นอนกระปุกหน้าตาเป็นแฝดสยามกันเลยทีเดียว ส่วนตัวผึ้งใช้อโลเวร่าของ Nature Republic อยู่ แต่วันก่อนที่เดินไม่ยักเห็นของ Mumuso กลับมาเห็นตอนค้นในลิงค์นี่ล่ะ ลองไปดูลิงค์เค้ากันคะ หน้าตาเหมือน แต่ความเข้มข้นดูด้วยตาเบาก็ต่างกันอยู่นะ แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ลองใช้ ก็ไม่ขอออกความเห็นว่าสู้ได้หรือสู้ไม่ได้ละกัน ลิงค์นี้เลยคะ

ลองเข้าไปดูเว็บของ Mumuso หน่อย คุณก๊อปเค้ากันโต้งๆ แบบนี้ แบรนด์คุณผลิตของปลอมหรืออย่างไร ?

หน้าเว็บ เค้าโปรยคำหวานไว้ว่า

MUMUSO Way of Life . Quality, Value, Design, and features.

This is the MUMUSO philosophy. We bring to you affordable and fun products while maintaining a high standard of quality.

สิ่งที่ผู้ผลิตเลือกใช้ปกป้องตัวเองจากคำว่าของปลอมเลียนแบบ เค้าทำยังไง ? เค้าก็แค่ติดฉลากกำกับสินค้าทางด้านหลังด้วยภาษาจีน บอกส่วนผสม บอกแหล่งผลิต เพราะถ้าติดตามวงการเวชสำอางสักนิด เราจะรุว่า ผลิตภัณฑ์พวกโลชั่นสบู่แชมพูพวกเน้ ต้นทุนต่ำมาก ทำง่าย แค่ใช้หัวเชื้อปรุงแต่งกลิ่น เพราะฉะนั้นตรงนี้เลย ที่ทำให้เค้าผลิตได้ในราคาที่ถูกมาก ตามหลัก Economic of Scale ส่วนตัวถ้าไม่ได้เป็นคนแพ้ง่าย คงได้ลองซื้อ L’Occitane เวอร์ชั่นจีนในคราบเกาหลีมาลองว่าเป็นยังไง

สิ่งที่ส่วนตัวคิดว่า Mumuso พลาดคือ การไม่สร้างความรู้สึกเน้นย้ำไปที่ความเป็นแบรนด์อินเตอร์แบบที่ Miniso ทำ อย่างน้อยก็สังเกตได้จากเว็บไซด์ของ Mumuso ใช้ภาษาจีนหรา ขณะที่เว็บกลางของ Miniso กำหนดให้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก จากนั้นให้ผู้บริโภคคลิกเลือกภาษาจีน อังกฤษ และอื่นๆ อีกที

ผึ้งมองว่ามันพลาดมากเลยนะ เพราะมันทำให้ความรู้สึกเป็นเกาหลีดรอปลงไปเยอะ ทำให้คำว่า ผลิตในจีน ลอยแสกหน้ามาทันที ซึ่งก็ไม่รุว่า แล้วจะลงทุนไปจดโดเมนเนมในเกาหลี เพื่ออัลไล ?

mumoso korean

แต่ถึงอย่างไร เราอย่ารีบด่วนสรุปว่า ของจีนต้องห่วย ตามคอนเซ็ปใช้ดี “ทีเดียว” ไปซะหมด จากประสบการณ์ที่ผึ้งซื้อ Bluetooth speaker มาจาก Miniso รูปโฉมหน้าตาสู้แบรนด์ดังๆ ได้สบาย ส่วนคุณภาพเสียง ผึ้งเองไม่ได้หูทิพย์แยกระดับเสียงได้อะไรหนัก ส่วนตัวถือว่า คุณภาพเสียงดีเกินค่าตัวที่จ่ายไป 99 หยวน (เรทที่แลกวันนั้น 4.9 บาท/หยวน) ขณะที่แบรนด์อื่นๆ จ่ายกันหลักพันบาทอัพ ถ้าจะเอาเครื่องที่ดูไม่กระป๊องกระแป๋ง กะโหลกกะลา

และเมื่อสองเจ้าเริ่มตั้งลำ ยืนได้ ฉะนั้นเลยเห็นน้องๆ ในจีนบอกว่า แบรนด์ที่สามกำลังตามมา

domesky2

Domesky รายนี้เป็นเกาหลีแท้ อยากทำตลาดในจีน แนวสินค้าคล้ายๆ กัน เริ่มต้นที่ 10 หยวน เหมือนกัน แต่ดีไซน์ยังไม่รู้สึกโดนเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวผึ้งเจอร้านนี้ในจีนช่วงที่ไปแค่ร้านเดียว เจอ Miniso แทบจะทุกหัวระแหง เจอ Mumuso ประปราย สินค้าในร้าน Domesky ก็แอบเฉยๆ ดีไซน์ไม่ได้เด่น แนวของไม่ได้โดน เลยแทบไม่มีข้อมูลอะไรมาเล่าให้ฟัง

ส่วนตอนนี้ยอมรับว่า ไม่เคยรุมาก่อนว่าไทยมี Miniso จนกระทั่งไปจีนรอบนี้ กลับมาเลยรีบไปเดินเที่ยวของไทยซะหน่อย หน้าตาร้านโอเคคล้ายๆ กัน แต่สินค้าจะไม่ได้เหมือนกันเป๊ะแบบที่จีน แต่ยังคุมโทนอารมณ์ของผลิตภัณฑ์และดีไซน์ในแนวๆ เดิมกัน น่าจะกลายเป็นร้านประจำที่ต้องแวะถ้ามีโอกาสผ่านไป ^___^

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: