ถ้าใครเข้ามาลงทุนในตลาดยังไม่ถึง 10 ปี อาจไม่คุ้นชื่อ NFC หรือน้องปุ๋ย (บริษัททำกิจการเกี่ยวกับปุ๋ย)

เพราะหุ้นตัวนี้ถูกตลาดสั่งให้ออกไปฟื้นฟูกิจการเพราะขาดทุนนานนับสิบปีแล้ว

แต่… ณ เวลานี้ ใกล้เวลาที่โลกจะกลับมาให้ความสนใจกับหุ้นตัวนี้อีกครั้ง

แบบ 246-2 ล่าสุดผ่านเข้ามากระตุกใจเรา เมื่อผู้ถือหุ้นอันดับที่ 3 แจ้งขายหุ้นเกือบทั้งหมดที่ถืออยู่

Capture.JPG

เวลาที่เรารู้ว่า หุ้นดังกล่าวถูกแขวนอยู่นอกตลาด

สิ่งที่สมองเราควรต้องฉุกใจคิด คนมารับซื้อต่อคิดอะไร เห็นอะไร หรือคาดหวังอะไร

โดยเฉพาะชื่อของผู้มาใหม่คนนี้ เคยมีประวัติที่ครอบครัวเคยประกาศเทนเดอร์กิจการอื่นมาก่อนเสียด้วย

แอบไปชะโงกดูงบการเงินเสียหน่อย ภาพที่เห็นทำให้รู้ว่า ผู้มาใหม่คิดอะไรอยู่

Untitled.png

กำไร 3 ปี ติดกันแล้ว และส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ติดลบแล้ว ใช่…มันกำลังได้สิทธิกลับมารีซูมเทรดนั่นเอง !!!

นี่คือ เหตุผลที่ผู้มาใหม่ยอมรับซื้อหุ้นที่ ณ ตอนนี้ยังติดสถานะ NPG (อยู่ระหว่างการฟื้นฟู) ห้ามเทรดอยู่

อ้าว…แล้วผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นคนขายหุ้นออกมาล่ะ ไม่รู้เลยว่ามันกำลังกลับเข้ามาเทรด

คาดว่ารู้ แต่ทำไมยอมขาย ตรงนี้สิที่น่าสนใจ !

ราคาปิดเทรดอยู่ที่ 1.36 บาท แต่ราคาซื้อขายตามที่แจ้งในดีลครั้งนี้คือ 1.25 บาท

ถือมาตั้งนานยอมขายขาดทุนงั้นเหรอ น่าจะยาก น่าจะไม่ใช่

เราลองตามไปหาก่อนว่า ผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อไหร่ ถือข้ามมาตั้งแต่ปิดเทรดหรือเปล่า

ซึ่งก็ปรากฎว่าไม่ใช่ เค้าเพิ่งเข้ามาถือหุ้นตัวนี้ได้ไม่นานนี่เอง โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP

Untitled.png

 

เป็นการซื้อช่วงปลายปี 2558  ในราคา 0.16 บาท จำนวน 750 ล้านหุ้น

สิริรวมจ่ายเงินลงทุนก้อนนี้ไปทั้งสิ้น 120 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับในรายงานแจ้งขายหุ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561

มีการแจ้งขายหุ้นออกไป 86 ล้านหุ้น ในราคา 1.25 บาท ได้ 107.5 ล้านบาท

ถ้าฟังเผินๆ แค่นี้ โหวกำไรท่วมท้นเลยสินะ เพราะยังเหลือหุ้นอีกเพียบ

แต่จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะถ้าติดตามข่าวบริษัทนี้จริงๆ

เราจะเห็นว่า หลังการเข้าถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นอันดับ 3 เมื่อปี 2558

บริษัทได้มีการปรับพาร์หุ้น 3 ครั้ง ตามนี้

ครั้งแรก รวมพาร์จาก 0.16 เป็น 0.50 บาท (จาก 750 ล้านหุ้น จะเหลือหุ้น 240 ล้านหุ้น)

ครั้งที่สอง รวมพาร์จาก 0.50 เป็น 1.25 บาท (จาก 240 ล้านหุ้น จะเหลือหุ้น 96 ล้านหุ้น)

ครั้งที่สาม แตกพาร์จาก 1.25 เป็น 0.75 บาท (จาก 96 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 160 ล้านหุ้น)

ซึ่งจากการปิดสมุดทะเบียนก็จะเห็นการอัพเดทตามนี้

Untitled

Untitled.png

ซึ่งจะเห็นว่า หลังการปรับพาร์ครั้งที่ 2 เป็น 1.25 บาท และครั้งที่ 3 เหลือ 0.75 บาท ยังไม่มีการปิดสมุดใหม่

แต่ด้วยสัดส่วนจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ก็จะต้องคงเหลือ ณ ราคาพาร์ปัจจุบัน

ที่ 160 ล้านหุ้น ที่ราคาพาร์ 0.75 บาท แต่จากรายงานที่แจ้งกลต. ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์

ปรากฎว่า ก่อนขายมีหุ้นสุทธิ 98.56 ล้านหุ้น โดยขายออก 86 ล้านหุ้น

Capture

ก็แสดงว่า ตอนขายจาก 160 ล้านหุ้น เหลือ 98.56 ล้านหุ้น (ซึ่งผ่านจุด trigger point 10%)

ไม่ได้แจ้งอ่ะ !!!!!!!!  สงสัยว่าจะลืมค่ะ (ห้ามมองบน แค่ยิ้มอ่อนนนนนนนนนนนน ก็พอนะคะ)

ถ้าคนเราขี้หลงหนึ่งได้ ก็ชอบขี้ลิมสองได้

เพราะตอนขายหลุด 10 % พี่เค้าก็ลืมแจ้ง ตอนขายรอบนี้เค้าก็แจ้งแค่ 264-2 แต่ลืมแจ้งในกระดานบิกลอต

Untitled.png

เพราะถึง NFC จะไม่สามารถซื้อขายในกระดานได้ แต่การซื้อขาย Big Lot ก็ยังต้องแจ้งตามกฎตลาดอยู่ด้วย

แต่เมื่อเราย้อนไปดูสถิติยอดการซื้อขาย Big Lot วันที่ 19 กุมภาพันธ์ (ตามที่พี่เค้าแจ้งว่ากระทำการวันนั้น)

ก็ไม่พบว่ามีรายการ NFC แจ้งเข้ามาแต่อย่างใด

biglot.JPG

แต่ตรงนี้ไม่อะไรเท่าไหร่นัก เพราะอย่างน้อยการแจ้งแบบ 246-2 ก็ยังถือได้ว่า ไม่ได้มีเจตนาหลบเลี่ยง

ถึงจะลืมแจ้งไปรอบนึงก็ตาม เพราะใครๆ ก็ขี้ลืมกันได้นิหน่า

สรุปใครจะเล่น NFC ตอนกลับเข้ามารีซูมเทรด ก็ต้องรู้เอาไว้ด้วยนะว่า

พี่ปุ๋ยแห่งนี้ เค้าเคยปรับพาร์มาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง

ในช่่วงที่เค้าถูกอัปเปหิออกไปนอกตลาด เพราะเมื่อราคาพาร์เปลี่ยนแปลงไป

เราจะเอาสถิติราคาหุ้นวันปิดเทรดเมื่อ 10 กว่าปีก่อนมาใช้เป็นฐานคำนวณราคาหุ้นคงไม่ได้

และนี่คือสิ่งที่น้องเม่าต้องรู้ก่อนคิดจะลงสนามเทรด NFC

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BDRM เป็นเพียงนักลงทุนเม่าๆ คนหนึ่ง ที่หลงใหลการลงทุนในตลาดหุ้น มากพอที่จะนั่งดูเฝ้าจอ ดูกราฟ อ่านข่าว แอบดูงบ แกะรอยเจ้ามือ นินทารายใหญ่ได้ทั้งวัน การนั่งสังเกตความเป็นในตลาดทำให้สัมผัสได้ว่า ตลาดหุ้นสีเทาแห่งนี้มีระบบและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสูบเงินจากเม่าไปให้เจ้า ซึ่งเป็นที่มาของเพจการลงทุน BDRM Blog ที่หวังให้เม่ารู้เท่าทันตลาดหุ้นเท่าที่กำลังความสามารถของเม่าตัวนี้พึงทำได้

12 Comments on “แบบ 246-2 # ตอนที่ 4 NFC Case Study กับเรื่องราวปุ๋ยที่เม่าต้องรู้ก่อนการกลับเข้าเทรด

  1. คุณผึ้งเห็นงบ Q4 VNT หรือยังครับ ?
    เหมือน QoQ จะไม่ค่อยโตรึเปล่าครับผม

    • โตน้อยค่ะ แต่เค้าเร่งจ่ายหนี้ที่กู้มาขยายรง. โป้ะหมดเลยปีนี้ 600 ก่าล้านค่ะ สรุปเราไม่มีหนี้ระยะยาวแล้ว เเฮร่!! ฟังดูดีออกค่ะ กับอีกประเด้นเหลือหนี้รอเรียกเก็บ 1.9 พันล้าน เพราะเป้นวงเงินซื้อเครดิต ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ซึ่งก้อนนี้คนละส่วนกันกับเลยกำหนดชำระ ฝ่ายการเงินบอกตรงนี้แยกส่วนกันสำรองหนี้สูญไว้แล้วด้วยค่ะ

  2. ขอบคุณครับคุณผึ้ง
    พอดีนั่งอ่านข้อมูลในเพจฟันหุ้น จนมาเจอบล็อคของคุณผึ้ง
    ปกติไม่ค่อยถือยาว แต่ตัวนี้อยากลองถือยาวดูครับ ซึ่งทำยากมากก
    งบ Q4 ออกมาติดลบแบบนี้สงสัยวันจันทร์ตลาดจะเทขายแน่เลยครับ

    ปล. ผมชอบเคส bid-offer ของคุณผึ้งมากครับ ได้ความรู้มากๆครับ

    • ยินดีค่ะ ส่วนตัวมีสองไม้ ไม้รันเทรนด์กับไม้เล่นรอบ แต่ผึ้งคงเทคกำไรไม้เล่นรอบก่อนสักรอบนึงนะคะ

  3. สอบถามเพิ่มเติมครับ
    ถ้า Q4 ที่คุณผึ้งบอกว่าเขาเอาไปจ่ายหนี้ที่กู้มา
    งั้นใน Q1/61 กำไรก็ควรจะโตมากกว่า Q1/60 รึเปล่าครับ ?

    • ถ้ามอง YoY คงไม่โตขึ้นคะ เพราะหนี้ดีลจ่ายเป็น Q4 ของทุกปี คงไม่เกี่ยวกับรายได้ Q1 ปีนี้พุ่งมั้งคะ เพราะปีที่แล้ว Q1 ก็ไม่ใช่ดีลจ่ายชำระเงินกู้ ส่วนประเด็น YoY ของ Q4 ปีนี้เทียบกับปี Q4/16 ที่มันดรอปลง อย่าลืมว่า Q4/16 มี one time gain 120 ล้านจากเงินชดเชยกระแสไฟฟ้าจาก Egco แล้วถ้าเราบวกลูกหนี้การค้าที่รอเรียกเก็บ (credit term ยังไม่ครบกำหนด) อีก 1 พันก่าล้าน เราทำได้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วนะคะ

    • อ่อ อีกประเด็นที่น่าจะการันตีได้ VNT เป็นบ.ที่มีนโยบายจ่ายปันผลแค่ไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งบ.อื่นเค้าจ่ายกันเยอะกว่านี้ แต่ปีนี้ถ้าดีดจากรายได้ บ.จ่ายให้เรา 60% เลยอ่ะ สปอร์ตผิดทุกปีเลย เค้าคงแน่ใจว่า ลูกหนี้การค้าก้อนนี้น่าจะเรียกเก็บได้เมื่อถึงดีล เพราะบ.ที่คอนเซอร์เวทีฟจะปันเยอะแบบไม่่ชัวร์จริงๆ คงไม่ใช่นิสัยเค้ามั้งคะ

  4. ขอบคุณครับคุณผึ้ง
    กลัวแต่ว่าถ้าปี 61 ไม่โตเยอะราคาจะไม่วิ่งครับ
    เพราะปี60 ก็โตเยอะมากๆเลย

    • เล่นคอมโม มีปัจจัยจริงๆ แค่ไม่กี่อย่าง อันดับแรก surplus ในตลาด (ชาวบ้านใช้คำว่า demand supply แต่ commodity ต้องลึกกว่าแค่ D-S) เพราะถ้าเกิดภาวะขาดแคลน supply หายต๋อมไป Spread commodity จะทะยานขึ้นไปเอง ซึ่งอันนี้ต้องบนบานให้พี่จีนต่ออายุมาตรการ Reform ปิดรง.อุตสาหกรรมไปเรื่อยๆ เพื่อให้ supply หายไปเยอะ อิอิ กับปัจจัยที่สองคือ ราคาของ feedstock ต้องได้เปรียบกว่าคู่แข่ง ซึ่งตอนนี้เป็นรอบของ ethylene ไม่ใช่ coal เพราะงั้นคนได้เปรียบคือ เรา ไม่ใช่จีนกับอินเดีย ที่ใช้ Coal เป็น feed stock

    • ข่าวล่าสุด ที่น่าจะเป็นข่าวดีของเรา คือ ECH น่าจะปรับสเปรดขึ้นต่อเนื่อง เพราะดีมานด์จากอินเดียเข้ามาเพิ่ม เด๋วรอดูค่ะ งบน่าจะดี ถ้าตราบใดที่จีนยังต่ออายุมาตรการ reform และอินเดียยังมีความต้องการนำเข้า ข่วยกันภาวนาให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ

  5. ขอบคุณครับคุณผึ้ง ช่วยผมได้เยอะมากๆเลยครับ ทั้งบล็อคนี้ก็เป็นประโยชน์มากๆครับคุณผึ้ง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: