Facial Recognition ในจีนใช้ระบบของบริษัท Skynet

เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 2 ความสำเร็จของจีนหลังการก้าวข้ามสังคมไร้เงินสดมุ่งหน้าสู่ระบบจดจำใบหน้า

เรื่องใหม่ที่นักเดินทางผ่านจีนอย่างผึ้งสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ พี่จีนกำลังเร่งมือผลักดันให้ทุกส่วนหันมาใช้ “ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition)” เพื่อแก้ลดความสิ้นเปลืองเวลาในการตรวจสอบผู้คนในสังคมเมืองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งแนวทางนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีกับเมืองที่มีประชากรเยอะมากๆ แบบจีน ที่รัฐเองก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งจากที่ได้สัมผัสมาน่าจะประสบความสำเร็จเต็มรูปแบบในเวลาอีกแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่จีนได้ก้าวข้ามการเป็นสังคมไร้เงินสด (cashless society) ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเราพบเห็นการชำระเงินด้วย Alipay และ Wechat เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าริมทาง ไม่เว้นแม้แต่หาบเร่แผงลอย หรือศิลปินริมทางสตรีทโชว์ที่เปิดหมวกรับชำระด้วย Alipay เป็นภาพที่เราพบเห็นจนชินตาในประเทศจีน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่า ความสำเร็จของสังคมระบบจดจำใบหน้าของจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่แค่ความพร้อมทางเทคโนโลยีที่ผลักดันให้จีนทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ หากแต่…เป็นเพราะความเอาจริงจังที่จะลงมือทำต่างหาก ซึ่งการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนของจีนนำระบบนี้ไปใช้อย่างจริงจังนั่นเอง

Facial Recognition

Facial Recognition ระบบจดจำใบหน้า

ถ้าใครเคยไปจีนย่อมทราบดีว่า จีนเข้มงวดและความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้กระทั่งการซื้อตั๋วรถไฟเดินทางข้ามเมืองก็ยังต้องใช้บัตรประชาชนทุกครั้ง หรือแม้กระทั่งตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะต้องผ่านระบบสแกนนิ้วนะจ้ะ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าพักในโรงแรมที่คนจีนเองก็ต้องลงทะเบียนเข้าพักแบบจริงจังมาก ต้องแสดงบัตรประชาชนประกอบด้วยเสมอ แต่สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดกำลังกลายเป็นขั้นตอนในอดีตไปแล้วสำหรับจีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) แบบเต็มตัวในเร็วๆ นี้

หากเราเป็นคนจีน (หมายถึงถือบัตรประชาชนจีน ไม่ใช่แค่ลูกครึ่งไทย-จีนนะฮ่ะ) และเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน China Southern Airlines เราจะต้องเข้ารับการเช็คอินด้วยระบบการจดจำใบหน้าแทนระบบการเช็คเอกสารด้วยบัตรประขาชนแล้ว หรือในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป เมื่อเราเข้าพักก็ต้องผ่านการเช็คอินด้วยระบบนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลดำเนินการร่วมกับบริษัท Skynet ในการนำระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้งาน เป้าหมายแรกเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายใช้งานเต็มระบบสมบูรณ์แบบภายในปี 2020 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดของอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคลจะถูกนำไปเก็บไว้บน Police Cloud ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐโดยตรง ข้อมูลอ้างอิงจาก Washington Post ดูตัวอย่างการใช้งานเพื่อการควบคุมอาชญากรรมได้ที่วีดีโอในลิงค์ของวอชิงตันโพสต์

จากที่แอบเห็นขั้นตอนมาก็สะดวกง่ายดายทีเดียว โดยเริ่มต้นจากการนำบัตรประชาชนแตะที่เครื่องสแกนบัตร เพื่อดึง่ข้อมูลส่วนตัวเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นก็ไปยืนหน้าเครื่องสแกนใบหน้า (จริงๆ ควรเรียกว่า เครื่องจดจำใบหน้าเพราะมันไม่ได้ใช้หลักการแสกนแบบที่แสกนม่านตาหรือลายนิ้วมือ แต่ขอใช้คำนี้เพื่อให้สื่อสารได้เข้าใจมากขึ้น) เมื่อเครื่องทำการจับคุณลักษณะเฉพาะทางสรีระของใบหน้า โดยสิ่งที่ปรากฎขึ้นที่หน้าจอให้เราเห็นจะเป็นเพียงแค่กรอบสีเหลี่ยม คล้ายกรอบสแกน QR Code นั่นล่ะ ซึ่งจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 5-10 วินาที ในการจับคุณลักษณะของใบหน้า พอระบบดำเนินการเสร็จก็จะส่งเสียงดังดื้ดขึ้นมาเพื่อแจ้งว่า กระบวนการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กดดูตัวอย่างที่แอบถ่ายวีดีโอมาได้

 

machine

เครื่องจดจำใบหน้าสำหรับใช้ในการเช็คอินเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน (ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดใช้ได้เฉพาะกับผู้ถือบัตรประชาชนจีนเท่านั้น ยังไม่สามารถใข้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้)

 

จริงๆ ระบบนี้แทบจะไม่ใช่ระบบใหม่อะไรเลย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย เพราะจริงๆ แล้วระบบนี้เราเองก็พบเห็นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอๆ เพียงแต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเท่านั้นเอง อย่างเช่น Facebook เองก็มีระบบจดจำใบหน้า เพราะเดี๋ยวนี้หากเราต้องการโพสต์ภาพถ่ายคนในครอบครัวหรือเพื่อนขึ้นสเตตัส เราแทบจะไม่ต้องกด Tag ชื่อคนในภาพเลย แต่ระบบจะดำเนินการแท็กให้เองผ่านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่สอดคล้องกับ Profile Picture ที่ผู้ใช้ Facebook ตั้งเอาไว้นั่นเอง แต่เทคโนโลยี Facial Recognition ในระยะแรกเองยังมีข้อด้อยบางเรื่อง เช่น สามารถนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวจริงในการให้เครื่องอ่านได้ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนี้ได้ถูกแก้ไขด้วยการใช้เวคเตอร์เพื่อคำนวณระยะของตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าในหลากมิติ เพื่อป้องกันปัญหาการนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่เราพบความแพร่หลายของการนำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าใครช่างสังเกตเพียงพอจะพบว่า ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของจีน เครื่องมือที่นำมาใช้ไม่ใช่กล้องบันทึกภาพถ่ายแล้ว หากแต่เป็นการนำเอาเครื่องจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลบุคคลที่เดินทางออกเข้า-นอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจุดนี้ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ระบบการขอวีซ่าของจีนในอนาคตอันใกล้จะเข้าสู่ระบบการจัดเก็บไบโอเมตริก (Biometrics ซึ่งจะดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลใน 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ม่านตา ลายนิ้วมือ และภาพถ่าย) แบบที่ประเทศในยุโรปได้เริ่มทำกันไปสักพักแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับฐานข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จาก Smart Chip ในบัตรประชาชนเข้ามาช่วย ว่าแต่ Smart Chip ของไทยมีไหม ก็มีน่ะ เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำจนถึงเดี๋ยวนี้เวลาเราไปติดต่อหน่วยงานราชการเรายังต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนกันอยู่เหมือนสมัยเราเรียนชั้นประถมกันอยู่เหมือนเดิมล่ะเนี่ย ไทยแลนด์ 4.0 ไหมล่ะ เฮ้ออออออออ

เรื่องเล่าจากจีน # Part 1 STARBUCK ในแดนมังกร

starb.PNG

ความที่ห่างหายจอไปนาน คงต้องเริ่มต้นบล็อกด้วยเรื่องราวรอบๆ ตัวแทนไปก่อน จนกว่าเจ้าของบล็อกจะกลับมาสนิทชิดเชื้อคุ้นเคยกับตลาดอีกรอบ แล้วค่อยกลับมาเป็นบล็อกการลงทุนกันอีกทีนะคะ ทริปจีนรอบนี้มีอะไรให้ได้เรียนรู้เยอะเลย โลกกว้างขึ้นเสมอยามเราออกเดินทาง ปกติถ้าอยู่เมืองไทยส่วนตัวถือเป็นขาจรของสตาร์บัค มีใช้บริการนานๆ ครั้ง เพราะอดคิดไม่ได้ว่า แพงไปหน่อยสำหรับการดื่มเป็นกิจวัตร แปลง่ายๆ ว่า งกนั่นเอง แต่โดยเนเจอร์เป็นคนชอบเครื่องดื่มเย็น อะไรก็ได้ให้หวานๆ เย็นๆ ก็ถูกใจทั้งนั้น

S__13680651.jpg

แต่พอต้องเดินทางไปต่างแดน STARBUCK กลับเป็นร้านที่ต้องแวะประจำ ซึ่งสาเหตุแรกคงหนีไม่พ้นพอเทียบราคาเครื่องดื่มกับค่าครองชีพของเมืองนั้นๆ แล้วเราสัมผัสได้ทันทีว่า กาแฟนางเงือกไม่แพงเลย (แต่ความรู้สึกนี้ไม่เกิดที่เมืองไทยไง อย่างปกติชอบชาเขียวปั่นแก้วใหญ่ก็ 37 หยวน 185 บาท ในไทยก็ 180 อารมณ์มัน same same แต่พอดูเทียบกับเครื่องดื่มเย็นตามร้านก็ราคาพอกัน แต่กินตาบัคการันตีว่า รสชาติถูกปากไว้ใจได้อะไรแบบนี้) สาเหตุที่สอง มักเป็นเรื่องของการซื้อบริการเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งส่วนตัวแล้วมักหนีไม่พ้นสามอย่าง คือ ที่นั่งพักขาจากความเมื่อยล้า แอร์เย็นๆ หนีอากาศร้อนอบอ้าว กับบริการห้องน้ำที่มั่นใจว่าน่าจะโอกว่า (โดยเฉพาะห้องน้ำที่จีน) อันนี้คือ 3 เหตุผลหลักที่ต้องแวะสตาร์บัคในทุกทริป แต่ถ้าเป็นที่จีนจะเพิ่มอีกเหตุผลหนึ่งคือ จีนเป็นชาติที่ไม่นิยมกินน้ำแข็ง (อากาศและวัฒนธรรมของเค้าคือการดื่มชาร้อน) ดังนั้นคนติดน้ำแข็งแบบเราจึงต้องเทใจให้สตาร์บัคทุกคราไป เพราะถ้าเป็นที่นี่ เมนูที่ได้คือ มาตรฐานสตาร์บัค ขณะที่เมนูเครื่องดื่มของร้านอื่นๆ ที่เป็นแบรนด์อินเตอร์แนชันแนลก็จะให้น้ำแข็งแค่ 2-3 ก้อนอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นชานมของ McDonald หรือชามะนาวของ KFC สรุปถ้าโหยหาเมนูเครื่องดื่มเย็นให้มุ่งหน้าหานางเงือกเท่านั้นจึงจะสมประสงค์ สิ่งที่สั่งได้ตามแบบฉบับที่เคยลิ้มชิม ปั่นคือปั่นจนเป็นเกล้ด เย็นคือน้ำแข็งเต็มแก้ว

menu.PNG

สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ STARBUCK เติบโตเร็วมากในจีน ปีก่อนๆ เราจะเจอ McDonald มากกว่าเจอ STARBUCK แต่มารอบนี้ ทุกที่เราจะเจอ STARBUCK ด้วยเสมอ ไม่เว้นแม้แต้ที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ยังแอบนึกเลยว่า ฮ่องเต้จะสั่งเมนูอะไรระหว่าง อเมริกาโน่ กับ เอสเปรสโซ่ แต่ที่แน่ๆ ต้องเป็นเมนูเครื่องดื่มร้อนแน่ๆ เพราะคนจีนไม่นิยมน้ำแข็งอย่างที่บอกไง กลับมาเลยลองเสิร์ชดูว่า สาขาในจีนมีเท่าไหร่ แล้วก็พบว่าน่าตกใจมากๆ เปิดไปแล้ว 3 พันสาขา และกำลังเปิดเพิ่งอีก 2 พันสาขา ภายในอีก 3 ปี โดยอัตราเปิดเพิ่ม 1 สาขา ทุกๆ 15 ชม.!!!! เฮ้ยยยยยยยยยยยย ตกใจดิ๊ และสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่เซี่ยงไฮ้นะจ้ะ ซึ่งใหญ่กว่าสาขาต้นตำรับอย่างซีแอทเทิล 2 เท่า

star.PNG

และอย่างที่เราทราบกัน เมืองจีนการหาคนสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่นั่นไม่ใช่กับพนักงานสตาร์บัค ถ้าเราอยู่ในร้านสตาร์บัคเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษสั่งซื้อสินค้าได้เลยตามปกติ แต่เราจะทำแบบเดียวกันนี้ที่ร้านแมคหรือเคเอฟซีไม่ได้ เพราะพนักงานหน้าเคาน์เตอร์พูดได้แต่จีนกลางล้วนๆ อย่าแม้จะเอ่ยว่า One Chicken Burger หรือ Medium Frech fried เพราะต่อให้เป็นแค่เมนูประจำร้าน แต่แม่นางทั้งหลายหาฟังเข้าใจไม่ สรุปถ้าเดินเข้า McDonald หรือ KFC จงเอ่ยประโยคแรกว่า English Menu Please จากนั้นรบกวนจิ้มสั่งเท่านั้นนะจ้ะ ซึ่งตรงนี้มองว่า อาจไม่ต้องได้อิงลิชกันทุกสาขา แต่สาขาที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A พนักงานที่สาขาเหล่านี้ควรสื่อสารอิงลิชเบื้องต้นได้ อย่างน้อยชื่อเมนู กับการแจ้งราคาก็ยังดี ความแตกต่างตรงนี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอะไรในสตาร์บัคที่จีน การสกรีนพนักงานที่รับเข้ามาทำงานอาจไม่ได้ภาษาอังกฤษดีเลิศ แต่พนักงานจะต้องพอสื่อสารเบื้องต้นและเข้าใจรายการสินค้าภายในร้านเป็นภาษาอังกฤษได้ แจ้งราคาได้ สอบถามขนาดที่ลูกค้าต้องการได้ อันนี้ได้ทุกสาขาเลยนะ จากที่ใช้บริการมาในหลายๆ ทริป ซึ่งตรงนี้ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า มันไม่ใช่แค่รสชาติและคุณภาพตามสูตรต้นตำรับเท่านั้นที่ลูกค้าต่างชาติที่ไปใช้บริการจะได้รับ แต่มันเป็นความไม่ต้องหนักใจเวลาจะสั่งเมนูแล้วต้องกังวลว่าอาจได้รายการที่ไม่ต้องการมาแทน ขณะที่การใช้บริการ McDonald กับ KFC ถึงจะเป็นเมนูทั่วไปอย่างเบอร์เกอร์ แต่เราจะยังคงรู้สึกได้ว่า รสชาติของทั้งอาหารและเครื่องดื่มยังคงผิดเพี้ยนไปจากที่เราเคยกินในไทยไปบ้างนิดหน่อย โดยเฉพาะชามะนาวนี่ชัดมาก แบบฟ้าเหวกันเลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุดิบที่ใช้ ของไทยเป็นมะนาว ของจีนใช้ไลม์ อะไรแบบนี้

สิ่งที่อดพูดถึงไม่ได้คือ กลยุทธ์การสะสมแก้วที่ระลึกประจำเมืองต่างๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่า จริงๆ แล้วดีไซน์ Tumblers ที่เป็นชุดชื่อเมือง ทำได้บ้านๆ มาก (อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวนะ เลยไม่นิยมซื้อชุดชื่อเมืองเป็นของฝาก เว้นแต่เจอคอลเลคชั่นเฉพาะกิจที่สวยจริงๆ) ซึ่งถ้าเป็น Tumbler ก็ตกเฉลี่ยใบละ 95 หยวน ถ้าเป็น Mug ก็ราว 98 หยวน เรียกว่า มาร์จิ้นดีไม่แพ้เครื่องดื่มเลยทีเดียว แต่ก็อย่างว่าละน่ะ เราต้องจ่ายค่าแบรนด์เข้าไปด้วยเสมอไง แต่ก็พยายามคิดเสียว่า Tumbler เก็บอุณหภูมิได้นิ่งและไม่มีละอองน้ำเกาะนอกแก้วให้รำคาญใจแบบแก้วอื่นๆ เพราะงั้นก็จ่ายๆ ไปซะ ถ้าคิดสะสมเป็นจริงๆ เป็นจังจะว่าไปมันก็ดูสวยดี เพราะหลากสีสัน แต่ถ้าซื้อมาแต่ยังไม่มากพอก็จะยังงั้นๆ อยู่มั้ง อันนี้คิดเอาเอง เพราะตอนเห็นมันตั้งอยู่เมืองเดียวมันดูบ้านๆ ธรรมดาจริงๆ แต่พอมาค้นรูปในเว็บเจอตั้งเรียงกันเป็นพรืดหลายๆ เมืองแบบนี้ก็ดูสวยดีเหมือนกันแฮะ

trumbler.PNG

S__13680652.jpg   S__13680654.jpg

แต่สิ่งที่เห็นว่าแปลกผิดธรรมเนียมสตาร์บัคที่เราพบเห็นคือ การจ่ายเงิน ด้วยความที่จีนเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มตัวไปแล้ว เราจึงแทบไม่พบเห็นการใช้ Starbuck Card ในการตัดจ่ายเงิน แต่ลูกค้าเลือกจ่ายด้วย Alipay (แต่ยังสามารถสะสม starbuck reward ได้ตามปกติ) ตรงนี้ทำให้เห็นว่าคนจีนไม่เอาเงินสดไปกองไว้ใน E-card แบบบ้านเรา ซึ่งถ้าอีกหน่อยสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบทั่วโลก ตรงนี้คงกระทบกับเงินหมุนเวียนของ (ธนาคาร) สตาร์บัคไม่น้อยเหมือนกัน เพราะคนไม่เอาตังค์ไปออมที่สตาร์บัคแล้ว เผลอๆ ตรงนี้เขย่าขวัญสตาร์บัคได้มากกว่าการทะยานขึ้นของราคาเมล็ดกาแฟซะด้วยซ้ำไป อิอิ

 

 

 

 

แกะรอยเจ้า Block Trade ในฤดูกาลปันผล

จากครั้งก่อนที่เราแอบไปสาระแนเห็นรายใหญ่แอบใช้ช่องโหว่ในเครื่องมือการลงทุนมาคว้าเงินปันผลไปนอนกอดล่วงหน้าก่อนเป็นเดือน (เคส TOP Block Trade) ออกแรงแค่ 1 วัน คว้าไป 16 ล้านบาท ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร ผ่านมาได้อีกพักเดียว ก็มีวีรกรรมทำนองเดียวกันโผล่มาให้คิ้วกระตุกกันอีก เริ่มต้นด้วย SCC กับ THCOM ที่ขึ้น XD ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน ตามด้วย ADVANC วันที่ 4 เมษายน และ INTUCH วันที่ 9 เมษายน และมันช่างแสนจะบังเอิญที่หุ้นทั้งหมดเป็นหุ้น Blue Chip ที่ถูกดำเนินการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อเสกเงินปันผลเข้ากระเป๋าล่วงหน้าก่อนกำหนด Pay Date

ไม่รุว่า ตัวเองว่างมากไป หรืออ่านนิยายสายลับขนมหวานมากไป (สักอย่างนี่ล่ะ 5555) เลยอยากจะสวมวิญญาณเป็น Hannah Swensen อยากจะลุกขึ้นมาสืบหาว่า พี่คนเน้เค้าเป็นใครกันหนอ ทำไมทั้งแสนจะรวย และแสนจะฉลาดได้ถึงขนาดนี้ อาการหนักได้ที่ถึงขนาดนั่งกดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายได้ของพี่เค้าเลยทีเดียวเชียว ยิ่งเห็นตัวเลขในเครื่องคิดเลข ยิ่งอยากรู้เข้าไปอีก พี่คนเน้คือใครหนอ ????? ทำไมช่างเฉลียวฉลาดบริหารเงินเสกกำไรได้หวานหมูขนาดนี้ เมื่อ “สายสืบฮันนาห์” องค์ลงประทับอะไรก็หยุดเราไม่ได้ล่ะ มาแกะรอยกันหน่อย ขอเห็นหน้าค่าตาพี่เค้าสักนิด ไม่งั้นสายสืบสมัครเล่นมือใหม่คนเน้คงนอนไม่หลับ ฮ่า………

กลยุทธ์ของการเล่นแร่แปรธาตุเสกเงินเข้ากระเป๋าก่อนกำหนดเวลาเท่าที่เราสังเกตเห็นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?  อันดับแรก พี่เจ้าต้องมีหน้าตักที่มากพอประมาณที่จะวางเงิน initial margin ในไซส์ของการเปิดสัญญาที่มากพอ (อย่าลืมว่า เงื่อนไขสำคัญของรอบนี้คือ หุ้น Blue Chip เท่านั้น หุ้นกลุ่มนี้ราคาก็พอประมาณเลยทีเดียว) แต่นี่เป็นแค่เงื่อนไขที่เบสิคมากกกกกกกกกกกก เพราะเงื่อนไขที่แท้จริงคือ เงื่อนไขข้อที่สอง ซึ่งก็คือ พี่เจ้าต้องมีหุ้นตัวที่ต้องการเปิด Block Trade ในมือ ซึ่งไม่ใช่แค่มีธรรมดา แต่ต้องมีในระดับที่เข้าข่ายเป็น “Major Shareholder” ใช่!!!!! อ่านไม่ผิด ต้องเข้าขั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ !!!!!

What ????? ล้อเล่นรึป่าว  เปล่าเลย พูดจริง very seriously เลยล่ะ  ถามว่าเพราะอะไร เพราะหุ้น Blue Chip เป็นหุ้นที่มีจำนวนหุ้นทั้งหมดไม่ได้มากมายอะไร ด้วยราคาหุ้นที่แพงสมค่าตัวหุ้น ทำให้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ ส่วนใหญ่จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดา ซึ่งก็ได้แก่ หน่วยงานรัฐ กองทุน หรือนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น custodian (ถือหุ้นแทนบุคคลธรรมดาที่ไม่ประสงค์เปิดเผยการลงทุน) โดยที่พี่เค้าจะเลือกกระทำการเปิดสัญญา Block Trade ในรูปแบบเฉพาะกิจแบบที่เราเห็นกัน ก็คือ ทำการ Big Lot หุ้น (ที่ตัวเองถืออยู่) ให้กับโบรคก่อน เพื่อนำหุ้นก้อนนี้มาเปิดสัญญา Block Trade โดยไม่ต้องการเสียสัดส่วนหุ้นในการถือครองเดิมออกไป (ลดปัญหาการต้องไล่เก็บหุ้นคืนในกระดานที่อาจได้ของคืนไม่ครบ และอาจส่งผลต่อราคาในกระดานด้วย) ดังนั้นหากมีการเปิดสัญญา Block Trade ขึ้นในเคสฤดูกาลปันผล เราอาจพบการเพิ่มสูงขึ้นของจำนวนสัญญาโดยที่ไม่มีผลต่อการทำราคาในกระดานไม่ว่าจะในสถานะ Long หรือ Short

ถ้าเราตามดูกระดาน Big Lot เทียบกัน ระหว่าง “ก่อนวันขึ้น XD และ วันขึ้น XD” เราจะเห็นการ Big Lot ซื้อ-ขายปิดกลับด้วยจำนวนเท่ากันในสองวันนี้ชนิดที่เรียกว่า ยอดเดิมพอดีเป๊ะ !!! และมาปรากฎตัวเลขในสัญญาเปิด-ปิด Block Trade ด้วยยอดที่ลงตัวกับจำนวนหุ้นที่ได้ทำการ Big Lot กันพอดีเป๊ะอีกเช่นกัน ซึ่งทำเช่นนี้ไปทำไม เหตุผลเดียวที่อธิบายแรงจูงใจนี้ได้คือ ขอรับเงินปันผลล่วงหน้านั่นเอง (ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเคส TOP Block Trade ไล่อ่านย้อนหลังเอานะคะ)

เคส SCC

scc.png

scc bt.png

 เคส THCOM

thcom.png

thcom bt.png

เคส ADVANC

advanc.png

advanc 2500.jpg

ว่าแต่…ใครล่ะเป็นพี่เจ้า ผู้มีฝีมือล้ำเลิศชาญฉลาดคว้าเงิน (ปันผลล่วงหน้า) ไปหลายล้านคนเน้ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่า ในฐานะที่เพิ่งทดลองสวมบทเป็นสายสืบฮันน่าห์ สิ่งที่แกะรอยพบเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่มีบทพิสูจน์ว่า จริงเท็จประการใด เพราะคงไม่มีใครออกมายอมรับว่า ผลงาน Block Trade ในห้วงเวลาปันผลที่ทำมานั่นเป็นของข้าเจ้าเอง แต่เอาเป็นว่า ให้แต่ละภาพเป็นตัวนำกลิ่นนี้ไปก็แล้วกัน ใครบ้างที่จะมีเงินมากพอที่จะถือครองหุ้น TOP 5 ล้านหุ้น SCC 1.42 ล้านหุ้น ADVANC 2.5 ล้านหุ้น THCOM 1.49 ล้านหุ้น INTUCH 2.3 ล้านหุ้น น่าสนใจใช่ไหมล่ะ มาลองดมกลิ่นจากกระดาษ 5 แผ่นนี้กันดีกว่า

advanc sthcom s.pngintuch s.pngscc s.pngtop s.png

ถ้าเราตัด Thai NVDR ออก เราเจอผู้ต้องสงสัยเพียงแค่ “ผู้เดียว” ที่เราพบเห็นร่องรอยของเค้าในทุกเคส บังเอิญ (เกินไป) หรือไหม ???  ถามใจออเจ้าดูเอง อย่างที่บอกแต่แรก สายลับสมัครเล่นอย่างเรา ทำได้เพียงแค่สงสัยว่า CHASE NOMINEE พี่คนนี้ใช่หรือไม่?!?!  แต่…ไม่สามารถยืนยันได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ดอกหนาออเจ้า ขอออเจ้าชั่งใจพิจารณาตรองดูเองเถิดหนา

CHASE NOMINEE คือใคร ด้วยเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเงินไปลงทุนกับบริษัทวาณิชธนกิจให้เป็นผู้บริหารพอร์ตการลงทุน (Custodian) ได้ทั้งในลักษณะกองทุนส่วนบุคคลหรือกองทุนรวม ซึ่งเคสของ CHASE NOMINEE เป็นการตั้งขึ้นในรูปของกองทุนรวม ที่บริหารงานโดย JP Morgan Chase (JPM) ที่มีขนาดกองทุนระดับบิ๊กบึ้มกองหนึ่งของโลก โดยจะสังเกตได้ว่า กองนี้จะเน้นการเข้าลงทุนในหุ้น Blue Chip ในหมวด ENERGY และ ICT  (ข้อมูลจาก Bloomberg) ซึ่งหากสังเกต custodian อื่นๆ ที่เราพอคุ้นหูที่เข้ามาลงทุนแบบเดียวกับ CHASE ก้อจะมี HSBC NOMINEE แต่กลุ่มนี้จะเน้นเข้าลงทุนในหุ้นอสังหา  ส่วน EAST FOURTEEN จะเน้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่ไม่ว่ากองไหนจะสนใจเน้นเข้าลงทุนในกลุ่มไหนอันนั้นก็ตามแต่ถนัด แต่สิ่งเดียวที่อยากชี้ให้เห็นในเกมนี้คือ จำเลยหนึ่งเดียวผู้นี้ของเราเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเงินเป็นเลิศ เพราะอย่างน้อยก็เสกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้ก่อนใครเพื่อน แถมยังก่อนกำหนด Pay date เป็นครึ่งค่อนเดือน เค้าถึงว่า คนเก่งอยู่ตรงไหนก็เหนือกว่าคนอื่นนั่นเอง เสียดายใน Bloomberg ไม่มีการอัพเดทว่า Key Executives คนไหนที่นั่งแป้นบริหาร CHASE NOMINEE อยู่ตอนนี้ อดเห็นหน้าคนเก่งแสนฉลาดกันเลยเสียดายจังbloomberg.PNGปล. ขอลาพักร้อนสงกรานต์ยาวเลย เจอกันใหม่ต้นเดือนพฤษภา มีความสุขเดินทางปลอดภัยช่วงสงกรานต์ด้วยกันทุกๆ คนนะคะ