Advertisements

เรื่องใหม่ที่นักเดินทางผ่านจีนอย่างผึ้งสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ พี่จีนกำลังเร่งมือผลักดันให้ทุกส่วนหันมาใช้ “ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition)” เพื่อแก้ลดความสิ้นเปลืองเวลาในการตรวจสอบผู้คนในสังคมเมืองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งแนวทางนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีกับเมืองที่มีประชากรเยอะมากๆ แบบจีน ที่รัฐเองก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งจากที่ได้สัมผัสมาน่าจะประสบความสำเร็จเต็มรูปแบบในเวลาอีกแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่จีนได้ก้าวข้ามการเป็นสังคมไร้เงินสด (cashless society) ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเราพบเห็นการชำระเงินด้วย Alipay และ Wechat เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าริมทาง ไม่เว้นแม้แต่หาบเร่แผงลอย หรือศิลปินริมทางสตรีทโชว์ที่เปิดหมวกรับชำระด้วย Alipay เป็นภาพที่เราพบเห็นจนชินตาในประเทศจีน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่า ความสำเร็จของสังคมระบบจดจำใบหน้าของจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่แค่ความพร้อมทางเทคโนโลยีที่ผลักดันให้จีนทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ หากแต่…เป็นเพราะความเอาจริงจังที่จะลงมือทำต่างหาก ซึ่งการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนของจีนนำระบบนี้ไปใช้อย่างจริงจังนั่นเอง

Facial Recognition

Facial Recognition ระบบจดจำใบหน้า

ถ้าใครเคยไปจีนย่อมทราบดีว่า จีนเข้มงวดและความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้กระทั่งการซื้อตั๋วรถไฟเดินทางข้ามเมืองก็ยังต้องใช้บัตรประชาชนทุกครั้ง หรือแม้กระทั่งตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะต้องผ่านระบบสแกนนิ้วนะจ้ะ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าพักในโรงแรมที่คนจีนเองก็ต้องลงทะเบียนเข้าพักแบบจริงจังมาก ต้องแสดงบัตรประชาชนประกอบด้วยเสมอ แต่สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดกำลังกลายเป็นขั้นตอนในอดีตไปแล้วสำหรับจีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) แบบเต็มตัวในเร็วๆ นี้

หากเราเป็นคนจีน (หมายถึงถือบัตรประชาชนจีน ไม่ใช่แค่ลูกครึ่งไทย-จีนนะฮ่ะ) และเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน China Southern Airlines เราจะต้องเข้ารับการเช็คอินด้วยระบบการจดจำใบหน้าแทนระบบการเช็คเอกสารด้วยบัตรประขาชนแล้ว หรือในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป เมื่อเราเข้าพักก็ต้องผ่านการเช็คอินด้วยระบบนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลดำเนินการร่วมกับบริษัท Skynet ในการนำระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้งาน เป้าหมายแรกเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายใช้งานเต็มระบบสมบูรณ์แบบภายในปี 2020 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดของอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคลจะถูกนำไปเก็บไว้บน Police Cloud ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐโดยตรง ข้อมูลอ้างอิงจาก Washington Post ดูตัวอย่างการใช้งานเพื่อการควบคุมอาชญากรรมได้ที่วีดีโอในลิงค์ของวอชิงตันโพสต์

จากที่แอบเห็นขั้นตอนมาก็สะดวกง่ายดายทีเดียว โดยเริ่มต้นจากการนำบัตรประชาชนแตะที่เครื่องสแกนบัตร เพื่อดึง่ข้อมูลส่วนตัวเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นก็ไปยืนหน้าเครื่องสแกนใบหน้า (จริงๆ ควรเรียกว่า เครื่องจดจำใบหน้าเพราะมันไม่ได้ใช้หลักการแสกนแบบที่แสกนม่านตาหรือลายนิ้วมือ แต่ขอใช้คำนี้เพื่อให้สื่อสารได้เข้าใจมากขึ้น) เมื่อเครื่องทำการจับคุณลักษณะเฉพาะทางสรีระของใบหน้า โดยสิ่งที่ปรากฎขึ้นที่หน้าจอให้เราเห็นจะเป็นเพียงแค่กรอบสีเหลี่ยม คล้ายกรอบสแกน QR Code นั่นล่ะ ซึ่งจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 5-10 วินาที ในการจับคุณลักษณะของใบหน้า พอระบบดำเนินการเสร็จก็จะส่งเสียงดังดื้ดขึ้นมาเพื่อแจ้งว่า กระบวนการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กดดูตัวอย่างที่แอบถ่ายวีดีโอมาได้

 

machine

เครื่องจดจำใบหน้าสำหรับใช้ในการเช็คอินเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน (ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดใช้ได้เฉพาะกับผู้ถือบัตรประชาชนจีนเท่านั้น ยังไม่สามารถใข้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้)

 

จริงๆ ระบบนี้แทบจะไม่ใช่ระบบใหม่อะไรเลย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย เพราะจริงๆ แล้วระบบนี้เราเองก็พบเห็นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอๆ เพียงแต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเท่านั้นเอง อย่างเช่น Facebook เองก็มีระบบจดจำใบหน้า เพราะเดี๋ยวนี้หากเราต้องการโพสต์ภาพถ่ายคนในครอบครัวหรือเพื่อนขึ้นสเตตัส เราแทบจะไม่ต้องกด Tag ชื่อคนในภาพเลย แต่ระบบจะดำเนินการแท็กให้เองผ่านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่สอดคล้องกับ Profile Picture ที่ผู้ใช้ Facebook ตั้งเอาไว้นั่นเอง แต่เทคโนโลยี Facial Recognition ในระยะแรกเองยังมีข้อด้อยบางเรื่อง เช่น สามารถนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวจริงในการให้เครื่องอ่านได้ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนี้ได้ถูกแก้ไขด้วยการใช้เวคเตอร์เพื่อคำนวณระยะของตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าในหลากมิติ เพื่อป้องกันปัญหาการนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่เราพบความแพร่หลายของการนำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าใครช่างสังเกตเพียงพอจะพบว่า ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของจีน เครื่องมือที่นำมาใช้ไม่ใช่กล้องบันทึกภาพถ่ายแล้ว หากแต่เป็นการนำเอาเครื่องจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลบุคคลที่เดินทางออกเข้า-นอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจุดนี้ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ระบบการขอวีซ่าของจีนในอนาคตอันใกล้จะเข้าสู่ระบบการจัดเก็บไบโอเมตริก (Biometrics ซึ่งจะดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลใน 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ม่านตา ลายนิ้วมือ และภาพถ่าย) แบบที่ประเทศในยุโรปได้เริ่มทำกันไปสักพักแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับฐานข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จาก Smart Chip ในบัตรประชาชนเข้ามาช่วย ว่าแต่ Smart Chip ของไทยมีไหม ก็มีน่ะ เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำจนถึงเดี๋ยวนี้เวลาเราไปติดต่อหน่วยงานราชการเรายังต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนกันอยู่เหมือนสมัยเราเรียนชั้นประถมกันอยู่เหมือนเดิมล่ะเนี่ย ไทยแลนด์ 4.0 ไหมล่ะ เฮ้ออออออออ

BDRM เป็นเพียงนักลงทุนเม่าๆ คนหนึ่ง ที่หลงใหลการลงทุนในตลาดหุ้น มากพอที่จะนั่งดูเฝ้าจอ ดูกราฟ อ่านข่าว แอบดูงบ แกะรอยเจ้ามือ นินทารายใหญ่ได้ทั้งวัน การนั่งสังเกตความเป็นในตลาดทำให้สัมผัสได้ว่า ตลาดหุ้นสีเทาแห่งนี้มีระบบและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสูบเงินจากเม่าไปให้เจ้า ซึ่งเป็นที่มาของเพจการลงทุน BDRM Blog ที่หวังให้เม่ารู้เท่าทันตลาดหุ้นเท่าที่กำลังความสามารถของเม่าตัวนี้พึงทำได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: