แนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เป็นแนวคิดที่ก่อกำเนิดจากความพยายามสร้างรายได้จากการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งของที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเพียงลำพังหรือจากนิติบุคคลเป็นเจ้าของได้ทั้งสิ้น ธุรกิจใกล้ตัวที่คนไทยคุ้นเคยก็อย่างเช่น Airbnb ที่ทำธุรกิจ Home Sharing ที่นำเอาที่พักอาศัยมาปล่อยเช่าให้กับนักเดินทางเป็นการชั่วคราว โดยที่เจ้าของที่พักไม่ได้ทำธุรกิจโรงแรม หากแต่มีห้องว่างเพียงแค่ห้องเดียวก็สามารถนำมาหารายได้เพิ่มได้แล้ว หรือธุรกิจ UBER ที่นำรถยนต์ส่วนตัวมาให้บริการเช่าพร้อมคนขับเป็นรายเที่ยวเพื่อชดเชยการใช้บริการรถแท็กซี่
สังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน

วิวัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) Photo credit : Udermy

แนวคิดธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เริ่มบูมไม่เฉพาะแต่ในจีนหากแต่เป็นภาวะที่พบเห็นได้แพร่หลายทั่วโลก เมื่อสิ่งของรอบตัวหลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคตระหนักดีว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้สิ่งของนั้นอยู่ตลอดเวลา หากต้องการใช้เป็นครั้งคราว ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อมาเป็นการถาวร แต่สามารถเลือกใช้บริการเช่าใช้เป็นครั้งคราวแทนได้ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้บูมอย่างจริงจังคือ การมี Startup เป็นช่องทางให้เจ้าของไอเดียเข้ามาขอรับการระดมทุนเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ให้เกิดเป็นรูปเป็็นร่างอย่างจริงจังนั่นเอง ประจวบเหมาะกับการเกิดสังคมเทคโนโลยี Internet of Things ที่อุปกรณ์ทุกสิ่งถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการทำธุรกรรมการขอเช่าและส่งคืนข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาแบ่งปันกันใช้

ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันพบว่า ผู้ใช้บริการร้อยละ 81 มองว่าธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปันช่วยให้เกิดความประหยัดและเป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อสินค้านั้นไว้ใช้เองเป็นการส่วนตัว และมีจำนวนมากถึงร้อยละ 83 ที่ชื่นชอบความสะดวกสบายของบริการแบ่งปันในลักษณะนี้ โดยมีผู้ใช้บริการราวร้อยละ 76 ที่ชื่นชอบบริการนี้เพราะเห็นเป็นหนทางในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

แต่ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของ Sharing Economy เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า เรื่องความไว้วางใจ (Trust) ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของโอกาสที่ธุรกิจสังคมแบ่งปันจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ด้วยเช่นกัน หากคิดในประเด็นนี้แล้วเราจะมองเห็็นโอกาสนี้ประสบความสำเร็จได้ในประเทศจีนได้มากแค่ไหน ในเมื่อเราต่างรับรู้กันดีว่า คนจีนขึ้นชื่อในความเป็นชาติที่ไร้ระเบียบลำดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ดังนั้นหัวใจหลักของความสำเร็จในธุรกิจนี้จึงอยู่ที่ Platform ที่ใช้ในการทำธุรกรรมขอเช่า-ส่งคืน รวมถึงการกำหนดวงเงินการวางมัดจำที่เหมาะสมกับมูลค่าของสิ่งของที่มีการแบ่งปันเป็นสำคัญ ซึ่งปกติแพลทฟอร์มการชำระเงินของจีนเองอย่าง Alipay และ Tenpay (ชื่ออย่างเป็นทางการของระบบชำระเงินของค่าย Wechat) ได้รับการยอมรับแพร่หลายอยู่แล้วในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน จุดนี้ทำให้สตาร์ทอัพที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจสังคมแบ่งปันไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรอีกแล้ว เพียงแค่บริหารจัดการธุรกิจเฉพาะในส่วนของตัวให้ลงตัว อาทิ

  • การกำหนดเงินมัดจำ (แพงไปเสียโอกาสให้คู่แข่ง ถูกไปเสี่ยงไม่คืนสินค้าที่เช่าไป) มีผลการวิจัยระบุว่า ผู้บริโภค 64% พิจารณาการเลือกค่ายผู้ให้บริการจากจำนวนเงินมัดจำ
  • การบริหารระยะห่างของจุดรับ-คืนสินค้าให้เหมาะสม
  • การจัดสรรสินค้าให้เพียงพอต่อการให้บริการแต่ละจุดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
  • การมีสินค้าให้บริการหลากหลายรูปแบบ (เช่น ธุรกิจเช่ารถ ต้องมีทั้งรถซีดานและ SUV ให้เลือกตามความต้องการ เป็นต้น)

บ่นมายาวแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า ในจีนตอนนี้มีธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) อะไรกันบ้าง ที่เห็นมีให้บริการแบบแพร่หลายเลยก็ Bicycle Sharing (เจ้าที่ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด คือ OFO และ Mobike คู่หูดูโอจักรยานสีเหลืองและสีส้มที่ยังคงขับเคี่ยวกินกันไม่ลงอย่างชัดเจน) Car Sharing (Marketshare สูงสุดเป็นของ Go Fun) Power Bank Sharing (Anker Box ค่ายนี้เท่านั้นที่สาวกแอปเปิ้ลมั่นใจ) Home Sharing (Xiaozhu ก็คงต้องเรียกเธอว่า Airbnb สัญชาติจีนประมาณนั้น) ตอนนี้เรามาลองดูตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ Sharing Economy ในจีนกันบ้าง แน่นอนว่าคงไม่สามารถหาตัวเลขของแต่ละธุรกิจได้โดยตรง แต่อยากให้ดูตัวอย่างของธุรกิจ Power Bank ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประมาณการขึ้นมาจากจำนวนของ Device ทุกชนิดที่ต้องใช้การสำรองไฟ ทำให้ระดับรายได้ของธุรกิจนี้เติบโตหลักหลายพันล้านเหรียญเลย

Laidian Power Bank Station (Photo Credit : Pinterest)

คนแรกที่เห็นโอกาสของธุรกิจให้เช่า Power Bank Sharing ในประเทศจีนคือ บริษัท Laidian ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ริเริ่มจากการระดมทุนแบบ Startup และได้รับเงินอุดหนุนจาก Alibaba ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้ระบบการรับชำระเงินของค่ายนี้ถูกผูกขาดกับทาง Alipay โดยผู้บริหารของบริษัทอ้างถึง ผลการวิจัยของ iiMedia ที่ระบุว่า ความต้องการใช้งาน Power Bank จะเพิ่มจาก 104 ล้านคน ในปี 2017 เป็น 246 ล้านคนในปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมนิยมเล่นเกมและสตรีมมิ่งสดวีดีโอมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของเขาถึงโอกาสการเติบโตในธุรกิจนี้ อ่านเพิ่มเติม ที่นี่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่สนามมากมายไม่ว่าจะเป็น

Ankerbox ค่ายนี้มาแปลกกว่าเพื่อนเพราะเป็นค่ายเดียวที่มีกำเนิดมาจากบริษัทผู้ผลิต Power Bank โดยตรง ด้วยเหตุนี้ทำให้ค่ายนี้ชูนโยบาย Power Bank ค่ายเดียวที่ได้รับมาตรฐาน MFi Certificate จากค่าย Apple ที่จะเน้นทำการตลาดผ่านสาวกแอปเปิ้ลเป็นหลัก โดยล่าสุดประกาศแผนงานวางเป้าทุก 500 เมตร จะต้องมีจุดรับ-คืน แต่ในที่สุดด้วยสมรภูมิเดือดทำให้ Ankerbox ต้องแยกธุรกิจนี้ออกมาจากบริษัทแม่และเดินตามรอยเพื่อนร่วมทางรับระดมทุนผ่าน Startup โดยคว้ามาได้ 100 ล้านหยวนจากการสนับสนุนของ IDG และ Sunwoda เพื่อโตต่อในสนามที่ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอีกมากรออยู่ โดย Ankerbox เคลมว่า ตอนนี้ตัวเองยังคงมีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในตลาด และไม่หวั่นไหวกับการโตพรวดของ Xiaodian ที่แม้จะมีอัตราค่าเช่าที่ต่ำที่สุด แต่เชื่อมั่นว่า นโยบายไร้ค่ามัดจำของตัวเองยังคงเป็นแม่เหล็กชั้นเยี่ยมในการดึงดูดลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Ankerbox Power Bank Sharing (Photo Credit : All Tech Asia)

EnMonster หรือชื่อเต็มว่า Energy Monster น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ที่ระดมทุนได้ 200 ล้านหยวน จาก Xiaomi ค่ายผู้ผลิตมือถือหัวเว่ย ช่วงปลายปี 2017 มีฐานที่มั่นอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เพิ่งประกาศตัวลงสนาม ลุยทั้งในรูปแบบธุรกิจเดิมที่เป็นเพียงแค่ Table Charger มาสู่แบบ Take away Power Bank) ซึ่งเม็ดเงินที่เพิ่งได้มาสนับสนุนยังต้องรอติดตามต่อไปว่า เจ้าตัวประหลาดชาร์จไฟได้ตัวนี้จะแผลงฤทธิ์สั่นคลอนตลาดนี้ได้มากน้อยเพียงใด  อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Xiaodian จอมวายร้ายแห่งวงการหลังคว้าสถิติครองตำแหน่ง Highest return investment โดย Xiaodian เป็น Startup ที่ได้รับเงินระดมทุนไป 100 ล้านหยวน และถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ Wechat เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่า ถ้าเช่ากับเจ้านี้ต้องชำระเงินผ่านค่ายไหน อิอิ อะไรคือกลยุทธ์ที่ทำให้จอมวายร้ายมาทีหลังชนะเข้าวินรั้งตำแหน่งรีเทิร์นผลตอบแทนสูงสุดไปได้ คำตอบก็คือ แผนการตลาดภายใต้ชื่อ Mini Program คือ ดั้มพ์ราคาค่าเช่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในอัตราค่าเช่าต่อชั่วโมง เพียงแค่ 1 Fen (อัตราค่าเงินของหยวน 1 หยวนเท่ากับ 5 บาท โดย 1 หยวน เท่ากับ 10 Fen) เฮ้ยยยยยจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร ถูกเว่อร์ปานนั้น เหตุผลก็คือ ต้องการยึดหัวหาดสร้างฐานลูกค้าแข่งกับเบอร์ต้นๆ ของตลาดเสียก่อนแค่นั้นล่ะ แต่ก็ประสบความสำเร็จเพราะเพียงไม่กี่เดือน Xiaodian ก็ขึ้นอันดับ 15 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดไปทันที และรั้งอันดับ 2 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่ใช้การระดมทุนผ่าน Startup เป็นรองเพียงแค่ Mobike เท่านั้น เรียกได้ว่าหมัดพี่เค้าเด็ดจริงๆ มาแรงแซงทุกโค้ง อ่านเพิ่มเติม ที่นี่

Xiaodian Rental Kiosk (Photo Credit : South Money)

จากการเก็บรวบรวมสถิติเงินระดมทุน Startup ของธุรกิจ Power Bank Sharing ในประเทศจีนพบว่า ช่วงปลายปี 2017 ในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษๆ ธุรกิจ Power Bank Sharing กวาดเงินระดมทุนจากทุกเวทีสตาร์ทอัพไปรวมทั้งสิ้น 1.2 พันล้านหยวน !!!! (ที่มา : All Tech Asia อ้างอิงจาก Yuanchuang สื่อท้องถิ่นของจีน) เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดูถูกกันไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ และอย่างที่รู้กันว่า จีนเป็นตลาดปราบเซียน Startup รายใดที่จะแจ้งเกิดและยืนหยัดอยู่ในจริงในธุรกิจนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

2 Comments on “เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 3 เมื่อสังคมจีนยกระดับสู่สังคมเศรษฐกิจแบ่งปันเต็มตัว (Sharing Economy)

  1. ไม่น่าใช่ Sharing econamy แต่เป็น เช่าเวลากับทุกๆเรื่องมากกว่า

    • จริงๆ คงเพราะมันไม่ออกแนว peer to peer แบบไอเดียแรกเริ่มแล้วมั้งคะ แต่ยังไงมันก็ยังมีคอนเซ้ปพื้นฐานที่ทำให้ระดมทุนสำเร็จจาก sharing economy อ่ะน่ะ

ใส่ความเห็น

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: