อยากบอกว่า ระแวง VNT จังเลย แต่เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ อ่านให้จบก่อน ไม่ได้ระวังว่า หุ้นไม่ดี ยังยืนยันคำเดิมว่า VNT เป็นหุ้นดีที่ควรค่าแก่การถือหุ้นไว้ แล้วระแวงอะไรล่ะ ? ระแวงว่า VNT กำลังก้าวเข้าสู่การ Diversify ครั้งสำคัญ แต่การ Diversify ครั้งนี้ของ VNT ไม่ได้ออกเกิดขึ้นในระดับการปรับ Business Model หากแต่เป็นเพียงการ Diversify โครงสร้างรายได้ของกิจการเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา VNT รายได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาจากยอดขาย PVC ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกิจการ ซึ่งภาวะเช่นนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของกิจการ ดังนั้นการ Diversify ไปยังภาคส่วนอื่นน่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับกิจการเอง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เอื้อให้แนวทางการ Diversify โครงสร้างรายได้เห็นผลจริงจังได้ชัดเจนขึ้น เมื่อกระแสสังคมอยู่ในระยะถามหา และส่งเสริมธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว ที่พลาสติกรักษ์โลกอย่าง ECH กำลังได้เวลาออกโรงเป็นพระเอกเสียทีหลังจากที่ VNT ลงทุนลงแรงพยายามฟูมฟักผลิตภัณฑ์นี้มานานหลายปี

ในระหว่างที่ชาวเม่ากำลังใจสั่นกับการทุบเขย่าขวัญของหุ้น VNT ไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และกำลังกลัวๆ กล้าๆ ในการจะถือรันเทรนด์หุ้น VNT ต่อไปดีหรือไม่ เพราะแม้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาหุ้น VNT จะทะยานกลับมาเกือบ 10% แต่ด้วยเทรนด์ของ   สเปรด PVC ที่่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสเปรดของปี 2017 และยังเหลือสงครามประสาทกำหนดขึ้น XD ในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่อาจทำให้เม่าระแวงว่า เป็นการไล่ขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อลุ้นรับปันผลหรือเปล่า นั่นปล่อยให้ชาวเม่าเค้ากังวลกันไป ไอ้ชาวถือแล้วทำใจขายไม่เป็นแล้วอย่างเราไประแวงอย่างอื่นกันดีกว่า ตอนนี้ควรต้องระแวงอะไรล่ะ ??? ข่าวที่แจ้งตลาดทำให้ระแวงเรื่อง Diversify นี่ล่ะ !!!

VNT ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

 

ถ้าเราติดตาม VNT อย่างจริงจัง เราต้องทราบว่า ส่วนหนึ่งของโซดาไฟที่ VNT จำหน่ายเราไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด หากนำเข้ามาบางส่วน เดิมธุรกิจของ VNT ผลิตโซดาไฟ 2 เกรด (จำแนกตามความเข้มข้น) แต่ในรายงานปี 2017 บริษัทมีโซดาไฟ 3 เกรดแล้ว ซึ่งผู้บริหารเคยใน AGM 2017 ว่า บริษัทได้ริเริ่มนำเข้าโซดาไฟบางส่วนเนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีต้นทุนหลังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่ำกว่าลงมือผลิตเอง ซึ่งหลังจากการดำเนินการนำเข้าโซดาไฟมาได้สักระยะหนึ่ง ทางผู้บริหารน่าจะเล็งเห็นถึงโอกาสในทางธุรกิจที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว จึงได้ยื่นเสนอต่อที่ประชุม AGM ปี 2018 ในวาระขอปรับแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทในหนังสือบริคณฑ์สนธิของบริษัท ใน 3 ข้อ คือ ขอประกอบการค้าเคมี ทุกชนิด โดยขยายขอบเขตวัตถุประสงค์เพื่อ นำเข้าส่งออก เคมีทุกชนิด ให้สามารถรับเป็น นายหน้าตัวแทนตัวแทนค้าต่าง ในกิจการเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ตรงนี้สะท้อนอะไร มันบอกเรากลายๆ ว่า ต่อไปนี้VNT จะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์หากแต่พร้อมจะดำเนินการเป็นตัวแทนนำเข้าส่งออกเคมีทุกชนิดไม่จำกัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้อีกต่อไป  !!! 

สรุป VNT จะไม่นั่งผลิตแค่ PVC  Caustic Soda  VCM  และ ECH อย่างเดียวอีกต่อไป แต่…นับจากนี้ต่อไป VNT จะลงสู่สนามของการเป็นผู้จำหน่ายเคมีภัณฑ์ทุกชนิดเลย ถ้าเคมีภัณฑ์ตัวไหนผลิตเองไม่ได้ก็ซื้อมาขาย หรือถ้าผลิตเองได้แต่หาที่ทุนต่ำกว่าได้ก็จะไปซื้อมาขาย แบบว่า อะไรที่ได้เงิน พี่จะทำให้หมด !!! ซึ่งอันนี้ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะอย่าลืมว่า VNT มีแบ๊กใหญ่แบบอาซาฮี (AGC) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีรายการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้เลือกสรรมาจำหน่ายได้หลากหลายจุใจแน่นอน ซึ่งตรงนี้เองมีส่วนสำคัญให้ Net Profit ของ Caustic Soda ฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

vnt gpm npm  Gross Profit และ Net Profit ของผลการดำเนินงานของ VNT ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อนำไปพิจารณา Gross Profit เทียบกับ Net Profit จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2017 มีการเติบโตของ Net profit ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งก็เป็นผลหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของสเปรดผลิตภัณฑ์ ECH ที่ปัญหามลภาวะในจีนและปัญหาสภาวะโลกร้อนได้กดดันให้เกิดการรณรงค์หันมาสนับสนุนและเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นชนวนสำคัญของการปรับตัวขึ้นของสเปรด ECH จาก 1,200$ ในปี 2017 เป็น 1,500$ ในปี 2018 ที่มีการคาดการณ์กันว่า ECH น่าจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ VNT ได้อานิสงฆ์อย่างมากในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรักษ์โลก ภายใต้นวัตกรรม Epicerol ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมที่มีการนำเอากลีเซอรีนมาใช้แทนโพรพิลีน ซึ่งสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตลงได้ถึง 61% ซึ่ง VNT เคลมว่า การใช้อีพิเซอรอล 1 ตันในผลิตภัณฑ์ใดสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นลงได้ถึง 2.56 ตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลกของ ECH คงเหมือนผู้พิทักษ์โลกร้อนตัวจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัญหามลภาวะที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งมีการระบุสถิติว่า มีคนต้องเสียชีวิตจากปัญหาคุณภาพอากาศมากถึง 5 แสนคนต่อปี ย่อมส่งผลทางอ้อมให้เกิดการรณรงค์ให้มีการหันมาใช้พลาสติกรักษ์โลกอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้อย่าลืมว่า สภาวะอากาศที่เลวร้ายอย่างมากในประเทศจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโอกาสทางธุรกิจของ VNT จึงถือเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การตั้งลำของธุรกิจ ECH น่าจะเกิดเสถียรภาพอย่างจริงจังได้เสียที ทั้งนี้สภาพอากาศในจีนเลวร้ายขนาดไหน อยากให้ลองชมภาพยนตร์โฆษณา Breathe Again เจ้าของรางวัลภาพยนตร์โฆษณายอดเยี่ยมของจีนหลังสะท้อนปัญหาสภาพอากาศที่เลวร้ายรุนแรงของประเทศจีนได้อย่างถึงแสบสันต์ ทว่าโทนของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มันชวนให้เศร้าหมองยิ่งนัก click here

การได้เห็นถึงสภาพปัญหาของมลภาวะในอากาศของจีน ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดทั่วโลก ทำให้เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า โอกาสการ Diversify โครงสร้างรายได้ของ VNT ไปสู่ภาคส่วนผลิตภัณฑ์อื่นน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการลดภาวะการพึ่งพิงรายได้หลักจาก PVC อันจะส่งผลให้กิจการมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงสะท้อนการเติบโตเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากการดำเนินการ อันเป็นผลมาจากทั้งประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนของ Caustic Soda และโอกาสของมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของสเปรด ECH เม่าก็ได้แต่เอาใจช่วยให้การ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวในครั้งนี้เกิดผลที่แข็งแกร่งและนำพากิจการให้เติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ว่าแต่วันจันทร์นี้รบกวนปันผลฟรีด้วยแล้วกัน ไม่ได้ขออะไรมากมายเลยนะ กลับไปยืน 35 กันดีกว่า กิจการออกดี อนาคตก็มากมี ผู้บริหารก็แสนดี  VNT Go Go

2 Comments on “VNTกับโอกาสการ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

  1. แล้วการนำผลิตภัณฑ์อื่นๆมาจำหน่าย มันก็คงจะมีข้อเสียอื่นๆตามมาด้วย
    พี่ผึ้งมองมาข้อเสียมีเยอะมั้ยครับ ในการนำผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากที่มีมาจำหน่าย

    ว่าแต่…รอบหน้าถ้าจะลงขอลงแบบบันได ไม่เอาลงลิฟท์ได้มั้ยครับ 55555

    • พี่ไม่ได้คิดว่า VNT จะเข้ามาในเชิงของการเป็น chemical distributor ในลักษณะของการเข้ามาตั้งหน้าตั้งตาทำธุรกิจ chemical trading แต่แค่นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องในไลน์อุตสาหกรรมพลาสติกเพิ่มขึ้นในเชิงทดแทนตามที่บอกไปในบลอก เพราะ VNT ไม่น่ากระโดดลงมาดีลกับรายย่อยในทุกรายโปรดักส์แบบที่ GC ทำ (ไม่ใช่ PTTGC นะคะ หมายถึง Global Chemical เป็นหุ้นอีกตัวนึงที่ทำ trading เคมีภัณฑ์โดยตรง) แต่เหมือนเอาโปรดักส์จาก AGC นำเข้ามาขายต่อให้กับ GC อะไรทำนองนี้เสียมากกว่าคะ หรือต่อให้ VNT โดดลงมาทำ Chemical Trading จริงๆ ก็น่าจะดีกว่าเสีย เพราะตามสภาพธุรกิจประเภทนี้มันกำหนดราคาขายแบบ cost plus ยังไงก็กำไร เพียงแต่ไม่น่าคุ้มกับการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะเคมีภัณฑ์เป็นวัตถุอันตราย ต้องเก็บคลังสินค้าเฉพาะกิจ

ใส่ความเห็น

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: