แอบดูเฮดจ์ฟันด์เมืองไทย

ปกติตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน Emerging Market ต้องถือว่าคลายมนต์เสน่ห์ไปมากแล้ว แม้กระทั่งตอนบูมมากๆ ก็ยังต้องถือว่ายังเรียกแขกหัวทองหัวดำให้มาตั้งหลักปักฐานเทรดหุ้นไทยได้ไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงปักหลักกันที่สิงคโปร์ แล้วให้สำนักงานที่นั่นดูแลคัดเลือกหุ้นไทยมาเทรดซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเราพบเห็น Hedge Fund สักกองมาลงหลักปักฐานแล้วบริหาร Portforlio ด้วยหุ้นไทยทั้งพอร์ต เราจะรู้สึกยังไง ตื่นเต้นกระตู้วู้ ? ก็ต้องมีบ้างนิดนึงเนาะ แต่หลายคนอาจจะบอกก็เฉยๆ นะ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยแค่มี based on Thailand ทำไมต้องตื่นเต้น แต่…ถ้าบอกว่า กองทุนนี้คือเจ้าของตำแหน่งกองทุนที่บริหารผลตอบแทนได้สูงสุดในประเภท Emerging Market ประจำปี 2016 จากการจัดอันดับของ Barclay Headge ล่ะ น่าตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ !!!

quest.PNG

Thai Focused Equity Fund A คือ เจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดนั่นเอง อยากให้ทำความรู้จักกับกองทุนนี้สักหน่อย ข้อมูลที่เสิร์ชได้มาน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนเฉพาะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น เฮ้ยยยยย…นี่คุณภาพผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดไทยมันดีขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมเจ้ากองทุนแห่งนี้ถึงชนะกองทุนอื่นที่ลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Markets ได้ !!!!!  น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ ไปตามดูกันดีกว่า พี่เค้าไปมาอะไรยังไง ถึงได้มาวินเข้าที่หนึ่งไปได้

กองทุนแห่งนี้เค้าออกตัวไว้ว่า เค้าเป็นกองทุนเดียวที่มีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ นามว่า Doug  B..rn..tt (ตำแหน่งที่จุดๆ ไว้ ให้คีย์ตัวอักษร a ที่ตำแหน่งแรก และคีย์ตัวอักษร e ที่ตำแหน่งที่สอง เหตุผลที่พิมพ์แบบนี้ เพราะบางทีก็ไม่อยากให้ระบบ search engine ที่ฉลาดเป็นกรด จะนำการค้นหาจากชื่อดังกล่าวโยงมาถึงเพจนี้ เดี๋ยวพี่ผู้จัดการกองทุนจะงงเอาว่า เธอมาวุ่นวายอะไรกับชีวิตฉัน อิอิ) สำนักงานอยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะในหุ้นไทยเพียวๆ เพียงแค่ 8-14 หลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถโฟกัสข้อมูลในการติดตามกิจการได้แบบทั่วถึง โดยจะปรับพอร์ตเป็นรายเดือน (ไม่เล่นสั้น เน้นการลงทุนเป็นสำคัญ) อันนี้คือนโยบายที่พี่เค้าแถลงไว้หน้าเว็บ ส่วนกลยุทธ์การเทรดอีกมุมหนึ่ง เค้าได้ให้ความเห็นว่า ถ้าตลาดกำลังไปได้ด้วยดี ไม่ควรมีสถานะ Short เกิน 2% ของพอร์ต และยังแนะนำอีกด้วยว่า ห้าม Short หุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นในช่วงหุ้นตัวนั้นเคยเกิดสภาวะที่มีสภาพคล่องผิดปกติโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะต้องลำบากในการ cover short กลับ

แต่…สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียการลงทุนคัดเลือกหุ้นตังหาก เลือกยังไงให้เป็น The Winner ซึ่งอันนี้จากคำสัมภาษณ์พี่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเค้าให้สัมภาษณ์ไว้นานมากแล้ว เค้าอธิบายว่า สำหรับการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดี โดยหุ้นที่กองทุนของเขาสนใจจะเข้าลงทุนคือ หุ้นที่ราคาถูก PE ต่ำ มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ ของกองทุน เพียงแต่ให้น้ำหนักไปที่ “การบริหารความเสี่ยงแทน” โดยเค้าอธิบายว่า สำหรับการลงทุนของเค้า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดคือ ความผิดปกติของสภาพคล่อง (illiquidity) สังเกตนะคะ เค้าบอกว่า ความผิดปกติของสภาพคล่อง ไม่ใช่ สภาพคล่องต่ำ แบบที่เม่าชอบกังวลกัน ตรงนี้เค้าให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว จะเริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อค้นหาเดือนที่เป็นช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องผิดปกติแบบสุดๆ (ง่ายๆ ก็คือ HOT เวอร์แบบที่เม่าทั้งตลาดมาแย่งกันซื้อพร้อมกันนั่นเอง) เพื่อใช้ข้อมูลตรงนี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนจำนวนหุ้นที่จะเข้าลงทุน โดยลงทุนเก็บหุ้นเพียง 1/3 ของจำนวนหุ้นในช่วงที่มีสภาพคล่องผิดปกติสุดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 40- 50% ของขนาดพอร์ตการลงทุนด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เค้าได้กล่าวถึงการควบคุมความเสี่ยงของ drawdown ไว้ 2 ระดับ คือ หากหุ้นตัวที่เข้าลงทุนมีการปรับลดลงของราคาหุ้นราว 20% ของราคาสูงที่ได้เข้าซื้อไว้จะต้องมีการพิจารณาทบทวนว่าจะซื้อถัวเฉลี่ยเพิ่มหรือ cut loss หุ้นตัวดังกล่าว (แน่นอนว่า based on fundamental ไม่ใช่ข่าวลือ ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นการควบคุม drawdown ของ Current Gross NAV รวมทั้งพอร์ตห้ามต่ำเกินกว่าเงินลงทุนเกินกว่า 10 % ซึ่งถ้าการลงทุนเดินมาถึงจุดนั้น เค้าจะพิจารณาเติมวงเงินเข้ามาเพิ่มอีก 15% หรือถ้าลดต่ำถึง 15% จะเติมเงินเข้ามา 30% หรือถ้าลดต่ำกว่า 20% จะเติมเพิ่มเข้าไปเพิ่มถึง 40-60% เพราะเค้าประเมินว่า จุดเข้าซื้อที่ดีกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  !!!

ฟังนโยบายกลยุทธ์ของพี่เค้าไปแล้ว ไปดูผลงานของพี่เค้ากันหน่อยคะ เค้าเลือกหุ้นตัวไหนในตลาดหุ้นไทยกันหน๊อออออ แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ อ้าววววววววววว หมายถึงโดยทั่วไป แต่เราสามารถพบร่องรอยในรายการสำคัญที่ถือว่าเป็น Big Position ใน Portfolio ของเค้าได้ในบางเคสเท่านั้น ซึ่ง SETSMART จะให้คำตอบนี้กับเรา ซึ่งตัวที่น่าประทับใจมากๆ ในผลงานการลงทุนล่าสุดของเค้าก็มีหลายตัวอยู่ แต่ตัวหลักๆ ที่ชื่นชอบก็ยกให้ 2 ตัวนี้ หุ้นตัวนั้นคือ GL และ TPAC (ตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีมากตัวนึงที่เคยแอบตามมา เคยเล่นอยู่พักนึงเลยพอจำข้อมูลได้บ้าง ซึ่ง TPAC มีสภาวะที่แตกต่างจาก GL ชัดเจน เพราะ TPAC เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย และราคาไม่หวือหวา แต่การที่กองทุนเค้าเลือกเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้กังวลในสองปัญหาที่ว่าเลย สะท้อนให้เห็นว่า เค้าให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องกังวลเรื่องการเข้า-ออกมากจนไม่สามารถถือสถานะใหญ่ๆ ได้

ขอเริ่มต้นตามรอยกองทุนด้วย หุ้น GL นี่มันหุ้นในตำนานเลยนะ มหากาพย์มิตสึจึลิสซิ่งนี่ มีระยะการเริ่มต้นลากราคาตั้งแต่ 5 บาท ถึงไปค้างฟ้าที่ 62 บาท คำถามคือ Thai Focused Equity Fund A ข้าลงทุนใน GL ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้สำคัญมาก ไปดูคำตอบกันคะ ปี 2014 (ดูตำแหน่งวงกลมสีเหลืองในภาพ) โดยเพิ่ม Position ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง และปรับลด Position ครั้งแรกปี 2017 (สี่เหลี่ยมสีขาว) อืมมมมมมม จ้ะ โหดอะไรเบอร์นั้น ถ้าดูจากภาพที่เห็น ถ้าจะมีใครสักคนรักมิตสึจิมากๆ อีกสักคนที่ไม่ใช่ เม่าที่ชื่อน้องมี่ (Mii) ก็น่าจะเป็นพี่ Doug นี่ล่ะจ้า  ผลตอบแทนซะขนาดนี้มันก็น่าให้รักอยู่หรอกนะ

GL.PNG

จากตำนานความสำเร็จของ Thai Focused Equity Fund A  กับ GL หลายคนอาจมองว่า กองทุนนี้อาจจะแค่ฟลุค เพราะงั้นไปดูผลงานตัวอื่นของเค้ากัน มีตัวไหนอีก (ตามรอยการถือครองหุ้นของกองทุนนี้ได้จาก SETSMART จะมีแจ้งจุดเข้าถือครองตามรอบการปิดสมุดไว้ เราใช้ตรงนี้เป็นตัวทดสอบผลงานของเค้าว่า ดีสมราคาเจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดในตลาด Emerging Market จริงๆ ด้วย) ตรงนี้จะตามรอยผลงานพี่เค้าผ่านชาร์ทราคาเลยนะคะ คำอธิบายจะสรุปชมเชยไว้สั้นๆ ในภาพเลย ตามมาดูกันค่ะ

WORK 

WORK.PNG

BFIT

BFIT.PNG

TPAC

TPAC.PNG

CBG

CBG.PNG

แต่เราก็จะมองด้านเดียวก็คงไม่ดี เพราะก็มีหุ้นหลายตัวที่กองทุนเข้าลงทุนผิดพลาด ผิดทาง ผิดจังหวะไปบางเหมือนกัน เช่น SAWAD  JMART แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะไปดิสเครดิตเค้า เพราะหลักการลงทุนยึดความสำคัญของจำนวนครั้งที่ชนะต้องมากกว่าแพ้ อัตราผลตอบแทนต้องมากกว่าอัตราความเสียหายของพอร์ต เพราะพอร์ตการลงทุนไม่ว่าจะของใครย่อมมีโอกาสผิดทางได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเชื่อว่า จากหลักการบริหารพอร์ตที่เค้าให้สัมภาษณ์ไว้ข้างบน น่าจะต้องมีจุด Stop loss ที่เหมาะสม ในการ Balance พอร์ตไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงไว้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ภาพรวมการลงทุนของพี่เค้าทำได้ดี ผลงานน่าประทับใจ และที่สำคัญคือ เป็น Big Shot ชัดเจนหลายตัว พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราอยากไหมว่า Position ปัจจุบันของพี่เค้าลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่บ้างจากรอบการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปี 2018 มาดูกันคะ

TFE Lastest.PNG

ถ้าเราตัด GL ออก เพราะพี่เค้าลด Position ลงไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่รอบปิดสมุดปี 2017 กับ TPAC ที่ลดไปล่าสุดแล้วจากรายงาน 246-2 ล่าสุด จะเห็นว่าเหลือหุ้นอยู่แค่ 3 ตัว คือ LIT  SVI  TPCH  ซึ่งสองตัวหลังนี่ต่ำเตี้ยติดดินมายาวนาน อาจได้เวลาพ้นน้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ?!?!  และ LIT ซึ่งเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มลิสซิ่ง ที่ต้องยอมรับว่ายืนได้แกร่งกว่าลิสซิ่งตัวอื่นๆ ที่โดนตลาดเชือดตายเรียบ Relative Strength Index  อ่อนกว่าตลาดก็จริง แต่ถ้าพิจาณาให้ดีจะเห็นว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มลิสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น SAWAD  BFIT  ACAP  GL  TK

คำถามที่ตามมาคือ LIT มีอะไรดี ???   ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่งเข้าลงทุนเสียด้วย คำตอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร ระหว่างคนเขียนบล็อกกับคนตามอ่าน ถ้าเราอยากรู้ แต่ไม่ลงมือหาคำตอบ เราจะได้รู้คำตอบนั้นได้อย่างไร

LIT

คำถามเดียวกัน SVI หุ้นดีของสายวีไอจะกลับมาได้แล้วหรือยัง ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน แต่ตัวนี้ไม่ใช่กองทุนเพิ่งเข้าลงทุนในปีนี้ แต่เป็นการถือครองมา 2 ปีแล้ว ราคาหุ้นไม่เคยขึ้น แต่ทำไมเค้ายังตัดสินใจ Hold หุ้นเอาไว้ ??? อันนี้น่าคิดตาม คำตอบที่ได้อาจทำให้เราเห็นอะไรดีๆ ก็เป็นได้

SVI

คำถามสุดท้าย TPCH จะกลับมาสร้างตำนานราคาได้อีกครั้งหรือไหม ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน คำว่าพลังงานทดแทนยังมีมนต์เสน่ห์หลงเหลืออยู่ไหมในตลาดหุ้นไทย รายได้ที่มีอยู่จะเติบโตได้ถึงไหน มีการขยายโรงไฟฟ้าสำหรับอนาคตอีกเท่าไหร่ Earning Growth จะกลับมาน่าสนใจได้จริงไหม

ด้วยกราฟเทียบกัน 3 ตัว ส่วนตัวชอบ TPCH มากสุด แต่คำว่าชอบมากสุดไม่ได้แปลว่า TPCH ดีสุด แต่กราฟตอนนี้ TPCH ดูแล้วสบายใจที่สุดแค่นั้นเอง ในบรรดาหุ้น 3 ตัวนี้ หุ้นตัวไหนจะดีที่สุด ถ้าไม่ลงมืออ่าน ใครเลยจะรู้ ? 

TPCH

 

May I introduce A.Stotz ?

จั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้่ล่ะ

ถึงแม้ว่าเอาเข้าจริงๆ ผึ้งเองแทบจะยังไม่รุจัก A.Stotz สักเท่าไหร่เช่นกัน !!!

อ้าวเฮ้ยยยย …. แบบนี้ก็ได้หราาา 55555

เดี๋ยวลองมาฟังกันก่อนคะ ใจเย็นๆ นะสหายชาวเม่า

ปกติผึ้งพยายามบอกทีมว่า จงทำสิ่งที่ควรทำ วันที่ลงมือทำเราอาจไม่เห็นประโยชน์อะไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะนึง เราจะพบว่า สิ่งที่ลงแรงไป ไม่มีคำว่าสูญเปล่า

ทีมน้องเม่าของผึ้ง เราช่วยกันสะสมรวบรวมบทวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามหุ้น

แน่นอนผึ้งเองก็ต้องทำงานตรงนี้เหมือนน้องๆ

แต่เมื่อก้าวขามาเป็นนักลงทุน นอกจากลงแรงเก็บข้อมูล เราต้องช่างสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูลตามไปด้วย

เมื่อสองวีคก่อน ผึ้งเปิดการบ้านข้อใหม่ไว้ให้ห้อง Check Up เข้ามาช่วยกันตรวจสุขภาพหุ้น HTC

บรรยากาศการถกมันจะตันๆ หน่อย เพราะตัวนี้เรามีข้อมูลน้อยมากในการถกเถียง

เพราะ HTC เป็นหุ้นนอกกระแส นอกสายตา นอกความสนใจ

ที่นักลงทุนก่อนหน้านี้แทบไม่สนใจ เลยพาให้ไม่มีโบรกไหนจัดทำบทวิเคราะห์

แต่สำหรับเม่าสายกราฟ ฐานราคาที่เริ่มฟอร์มตัวมา กับวอลุ่มที่พร้อมใจกันมาแบบที่ไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน

บอกผึ้งว่า ตรงนี้ถึงจะมองว่ามาไกลแล้ว ถึงจะคิดเองว่าแพงแล้ว แต่ก็ต้องยอมไล่ราคาก่อนที่จะตกรถ

(พอดีถูกสอนมาว่า ถ้าเจอการเบรคเอาท์พร้อม double volume อย่ากลัว ให้กล้าและบ้าเข้าไว้)

ส่องกราฟดูราคาเป้าหมายในทางเทคนิคอล รู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะ HTC ก็ไล่ราคามาพอสมควรแล้ว

แต่…ราคาที่เห็นทำให้รู้สึกว่า อัพไซด์มันยังได้อยู่ในระดับที่มากและน่าสนใจ

เพียงให้การถือเกิดความมั่นใจและกล้ารับเพิ่มถ้ามีจังหวะการย่อตัวทุบสลัดเม่า

การพึ่งพาบทวิเคราะห์จึงจำเป็น ไปไล่ดูบทวิเคราะห์ไม่มีเลยใน database

อ้าว…จบเห่ไร้ที่พึ่ง

แต่…พอไปทำงานตามหน้าที่เพิ่ออัพบทวิเคราะห์รายวันเก็บเข้าฐานข้อมูล

เจอเลยจ้า มาพร้อมกัน 2 โบรค โดยมิพักต้องนัดหมาย

ต่อมเอ๊ะกระตุกทันที อ่านของ KSS ก่อนในฐานะไว้ใจและเชื่อมือนักวิเคราะห์คนเน้เป็นการส่วนตัว

คุณสุนทร ทองทิพย์ ปกติจะเน้นวิเคราะห์พวกเครื่องดื่มบรรจุขวดอยู่แล้ว

ข้อมูลในบทวิเคราะห์ทำให้เข้าใจการพลิกฟื้นของอุตสาหกรรมและแรงส่งเร่งดวนของ HTC

เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปของราคา การเติมของจึงเป็นเรื่องง่าย

แต่ที่พูดมาทั้งหมดวันนี้ไม่ได้จะพูดถึง KSS อ้าววววววววววววววว….

เกริ่นนานเลย แต่เพราะต้องเชื่อมโยงที่มาที่ไปก่อนเพื่อให้เข้าใจ

เพราะ Topic วันนี้จะขอพูดถึงบทวิเคราะห์ในรูปแบบของ Iniatial Coverage ของ CGS

สิ่งที่กระทบความรู้สึกและสมองถูกสั่งงานให้ต่อมเอ๊ะเชื่อมโยงข้อมูลก็คือ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่บทวิเคราะห์ initial coverage เอ่ยถึงหุ้นแล้วหุ้นมา หุ้นวิ่ง

เพราะถ้าเราอ่านบทวิเคราะห์ทุกวัน ถ้าวันไหนหุ้นที่เราอ่านแล้วมันวิ่งเลย

เราจะบอกตัวเองว่า โบรกนั้นเชียร์ หุ้นเลยมา ซึ่งก็ดูปกติดี แต่ไม่ใช่กับ CGS

เพราะอย่างที่บอก เรากำลังพูดถึง Initial Coverage ของเค้า

ที่มีแค่ข้อสรุปสั้นๆ 4-5 ประโยคว่า ธุรกิจมีดีอะไร ยังไม่มีตัวเลขใดๆ มายืนยันสมมติฐานด้วยซ้ำไป

อ้าวววเฮ้ยยย แล้วทำไมหุ้นมา ?????

อ่านมาถึงตรงนี้ ได้สงสัยและตั้งคำถามนี้บ้างไหม

วันที่อ่าน HTC ผึ้งก็สงสัยนะ คนอื่นสงสัยไหม ไม่รุสิ

ความสงสัยทำให้กลับไปไล่หาคำตอบ (อย่าแค่สงสัยเป็น เพราะมันไม่ช่วยอะไร)

ผลการค้นหา ผึ้งพบว่า หุ้นที่ CGS หยิบมาประกาศตัวว่าจะเริ่มติดตามวิเคราะห์ (Initial Coverage) แล้วน๊า

ถึงมีการขับเคลื่อนราคาขึ้นไปแทบจะทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น WICE   WINNER   HTC  ARROW

บังเอิญมั้ง บางคนอาจบอกแบบนี้

ก็ตลาดเป็นขาขึ้นไม่เห็นน่าอะไรป่ะ ก็ขึ้นตามกันทั้งตลาดไหม บางคนอาจคิดแบบนี้

อันนี้ก็ไม่บังคับใจกัน เอาที่สบายใจจะคิด

แต่สิ่งที่ผึ้งคิด มันไม่ได้บังเอิญ!!!  เมื่อเราบอกตัวเองแบบนี้ มันก็ควรต้องมีเหตุผลของความไม่บังเอิญ

และคำตอบที่ผึ้งทึกทักเอาเองว่า คือ ต้นเหตุก็น่าจะเป็น A.Stotz

นั่นก็เพราะว่า ถ้าเป็นบทวิเคราะห์อื่นของ CGS ก็ปกติดีไม่มีอะไร

แต่พอเป็น Initial Coverage ให้ลองสังเกตมุมบนซ้ายของบทวิเคราะห์ดู

เราจะเห็นคำว่า A.Stotz Investment Research

Capture

A.Stotz Investment Research คืออะไร อากู๋เท่านั้นที่จะ่ช่วยเม่าซื่อบื้ออย่างเราได้

ลิงค์ของอากู๋ ได้พาเราไปทำความรู้จักกับ A.Stotz Investment Research

ในฐานะบริษัทที่ให้บริการที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย

Capture.JPG

จากขอบเขตงานของเค้า ขอเดาว่าบริษัทจะทำวิจัยเพื่อจัดอันดับความน่าลงทุน

โดยการวิเคราะห์โครงสร้างทางการเงินของกิจการ เพื่อประเมินมูลค่าของกิจการ

ซึ่งน่าจะมีการวางเงื่อนไขจุดเข้าลงทุนต้นรอบเอาไว้ เพื่อโครงสร้างทางการเงินผ่านเกณฑ์ครบทุกเงื่อนไข

ระบบน่าจะมีการสกรีนแจ้งเตือนว่า หุ้นบริษัทนี้ควรค่าแก่การเข้าลงทุนแล้ว

แน่นอนว่า ลูกค้าของ A.Stotz ไม่น่าใช่เม่าอย่างเรา

แต่น่าจะเป็นพวกกองทุน สถาบันการเงิน หรือบริษัทหลักทรัพย์

และ CGS น่าจะเป็น 1 ในลูกค้าของ A.Stotz อันนี้ผึ้งมโนของผึ้งเองนะจ้ะ ไม่รับประกันความถูกต้อง

ดังนั้น…เมื่อเราจับทริคนี้ได้ แม้เราจะไม่ได้จ่ายตังค์เป็นสมาชิกผู้รับบริการของ A.Stotz

เราก็แอบลอกการบ้านลดงานของเราเองผ่าน CGS ไงจ้ะ แหม…จะอะไรล่ะ ของดีและฟรีย่อมต้องรับไว้

ว่าแต่…วันนี้กระดิ่งดังมีแจ้งว่า Initial Coverage ของ CGS ออกมา 1 ฉบับ

หุ้นอะไรกันละเนี่ย ได้ข่าวว่าเป็นหุ้นกิ๊กเก่าซะด้วย เด๋วต้องจับตาดูหน่อยละ

จะมาจริงไหม อัพไซด์ที่บทวิเคราะห์ให้ไว้ก็ไม่เลวนะ ในภาวะที่ตลาด -40 จุดเข้าไปแล้วแบบวันนี้

ลองจับตาดูกันคะ ว่าตัวละครใหม่ที่พามาแนะนำให้รู้จัก

A.Stotz Investment Research มีดีพอให้เชื่อใจและไว้ใจได้ไหม

 

 

 

 

 

 

กาลครั้งนึง…ก่อนตัดพ้อ

คืนหลังวันมีทติ้งชาริตี้

ผึ้งจำได้ว่า น้องใหม่คนนึงทีี่ผึ้งชวนไปมีทติ้งด้วยกัน

หลังไมค์มาบอกว่า สิ่งที่ได้ฟัง ทำให้ผมรู้ว่า

การเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนไม่ได้ยากจนเกินไป

เนื้อหาในวันนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า พวกพี่ทำอะไรกันบ้างก่อนลงสนามจริง

ผมคิดว่า จริงๆ มันไม่ได้ยากที่จะทำตาม และผมจะพยายามทำให้ได้คับ

ความรู้สึกแรกคือ หัวใจมันฟูนิดๆ เหมือนเทียนที่เราจุด กำลังหมดแท่ง

 

แล้วมีคนมาบอกเราว่า มีเทียนอีกแท่งและอยากลองจุดดู

คล้อยหลังได้ไม่นาน โค้ชชลฝากชมสไลด์ทีม Lotto War ว่าทำดีมาก

ฝากให้กำลังๆ ทีมงานด้วย แหม…ที่เหนื่อยยากกันมา หายเป็นปลิดทิ้ง

ส่วนน้องทีมสามหลังไมค์มาบอกว่า

พี่คนนึงมาขอสไลด์ไปบอกว่าอยากเอากลับไปให้คนที่บ้านดู

เพราะมันชวยเปิดโลกการลงทุนในแง่มุมที่เค้าไม่เคยรู้มาก่อน

มันเหมือนสิ่งที่เราลงแรงทำไป มันเป็นประโยชน์กับคนอื่นอย่างแท้จริง

น้องบอกภูมิใจมาก ดีใจมาก ….มาถึงตรงนี้ หัวใจพองกันเลยทีเดียว

สรุปเป็นความภาคภูมิใจของกำเนิดห้อง 13 แบบเกินคาดฝัน

= = = = =

และแล้ว…เมื่อสองวันก่อนโค้ชยะก็พยายามตื้อว่า ช่วยรับศิษย์พี่ของเขาเพิ่มสักคน

เอาไปไว้ห้องไหนก็ได้ เพราะห้อง 13 อาจไม่เหมาะ เพราะไฟที่เดี๋ยวมอดเดี๋ยวติดเอาแน่นอนยังไม่ได้

(ไม่รุว่าคนฝากฝังไม่แน่ใจ หรือไม่ก็พอรุระดับนึงว่า เคมีคนที่ฝากฝังมาน่าจะยังไม่ผ่านเกณฑ์ห้อง 13

เลยมาต่อรองว่า เอาไปแปะไว้ที่ ห้อง 14 From Poll หรือห้องไหนก่อนก็ได้

เพราะเหมือนรอบนี้เค้าอยากจะกลับมาลงสนามอีกรอบจริงๆ

ก็ได้แต่ฟังไป ไม่ได้รับปากอะไร เพราะในใจไม่ได้คิดว่า

คุณสมบัติที่เจ้าตัวมีอยู่จะเหมาะกับที่แห่งหนไหนเลยสักแห่ง

เสียงเบาๆ ในสายลมที่ดังอยู่เฉพาะในโสตประสาทคือ

เมื่อศิษย์พร้อม อาจารย์ย่อมปรากฎ

วลีนี้อาจเป็นแค่คำกล่าวขาน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ถ้าศิษย์ยังพยายามไม่มากพอ

= = = = =

บางครั้งเราอาจนั่งท้อแท้ว่า เราพยายามขนาดเน้แล้วแต่ไม่เคยชนะ

การคิดแบบนี้มีแต่จะฉุดรั้งให้เราท้อถอย

แต่จะมีสักครั้งไหม ที่เราแอบมองคนรอบตัวเราอย่างจริงจังว่า

สิ่งที่เราทำ มันเทียบได้ประมาณไหนกับสิ่งที่คนอื่นทำ

ที่มาที่ไปของห้อง 13 เกิดขึ้นจากสองเหตุผล

อย่างแรก อยากตอบแทนน้ำใจน้อง ที่พร้อมจะทำเพื่อส่วนร่วม

ผึ้งยังเชื่อว่า “ทีมที่ดี…เราสร้างได้” ขอแค่…เราเชื่อและลงมือทำ !!!

กับอยากมอบสิ่งดีๆ คืนกลับให้น้องๆ ที่มีน้ำใจช่วยเหลือและเชื่อมั่นในพลังของคำว่า “ทีม”

กาลครั้งนึงก่อนตัดพ้อ มาแอบดูกันไหมว่า เด็กห้อง 13 เค้าทำอะไรกันบ้าง

= = = = =

ทีม 13 ตกลงกันว่า เราจะช่วยกันสร้างฐานข้อมูลของเราให้เข้มแข้ง

(ฐานข้อมูลเป็นความพยายามที่เกิดขึ้นนานแล้ว แต่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะขาดความต่อเนื่องและซึมลงๆ)

เราหวังที่จะสร้างข้อมูลที่หลากหลาย ทันการณ์ แ่ละเป็นระบบ

หลังจากที่ฐานข้อมูลของเราลุ่มๆ ดอนๆ เพราะทำกันไปตามอารมณ์และความสะดวก

เราตกลงว่า เราจะรักษาวินัยทำให้สม่ำเสมอ

เราเลยได้เห็นทุกคนในทีมอัพบทวิเคราะห์โบรกที่ตัวเองรับผิดชอบทุกวัน

และข้อตกลงร่วมกันคือ เราจะอ่านบทวิเคราะห์ที่เราเป็นคนอัพขึ้นระบบเองอย่างน้อยวันละ 1 บท

(จำนวนไม่ใช่ประเด็น เราขอความสม่ำเสมอ ทำให้ได้…ทุกวัน

แล้วเราจะเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงของตัวเราเองในวันข้างหน้า)

เราตกลงกันว่า ถ้าบทวิเคราะห์มีการอัพเป้าเพิ่มกะทันหันอย่างมีนัยทั้งในเชิงวันเวลาและราคา

เราทุกคนจะต้องมาถกกันแล้วว่า มันเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น

หรือถ้าอยู่ๆ มีบทวิเคราะห์หน้าใหม่โผล่ทะลุขึ้นมากลางป้อง

เราต้องฝึกต่อมเอ๊ะของเราให้ทำงาน ทำไมๆๆๆๆ ไฉนจึงมีบทวิเคราะห์บ.แห่งนี้โผล่มา

นักวิเคราะห์พบเจออะไรที่เป็นนัยแห่งการเติบโตถึงได้หวนมาสนใจ หรือใครจ้างให้เขียนเชียร์

ประสบการณ์การอ่านที่มากพอจะแยกแยะและบอกกล่าวเราเอง

เวลาผ่านมา 5 เดือน ฐานข้อมูลบทวิเคราะห์เราเข้มแข็ง่ขึ้น มีเกือบครบทุกโบรก

และอัพเดทขึ้นระบบแบบทันท่วงที ไม่มีการทิ้งกองไว้ให้เกิดปัญหามาไม่ทันกิน

แม้ว่า…บางวันในช่วงงบออก บทวิเคราะห์ในความรับผิดชอบของบางคนอาจมีถึงวันละ 50 กว่าบท

แต่…ความตั้งใจและความรับผิดชอบที่ต้องเห็นแก่หน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบ

ก็ควบคุมให้ทุกคนอัพขึ้นตามหน้าที่ ไม่มีบ่น ไม่มีท้อ ไม่มีขาดตกบกพร่อง

เห็นแล้ว รู้สึกชื่นใจและอยากบอกว่า “ขอบคุณอย่างที่สุด”

= = = = =

ผ่านไปสักพัก เราก็พบว่า การนั่งเฝ้า Bid Offer ในหุ้นตัวที่เรามีจนเราคุ้นชิน

จะทำให้เรารู้ว่า การเปิดฉากลากราคาควรเกิดขึ้นเมื่อหน้าตา Bid Offer เปลี่ยนไปแบบไหน

เลยกลายเป็นที่มาของการพยายามหาโปรแกรม cap หน้าจอ Bid Offer

เพื่อเก็บเป็น Case Study มานั่งศึกษากันหลังตลาดปิด

(หลายคนทำงานประจำไม่ว่างเฝ้าจอพอที่จะได้เห็นการเปิดศึก เปิดเกมของเจ้า จะได้มาตามศึกษากัน)

แล้วสายเก็บดาต้าก็เสนอให้อัพโหลดวีดีโอ Bid Offer Case Study ขึ้นเฟสเป็นกลุ่มปิด

ไว้มานั่งตามดูไล่หลังสำหรับคนที่สนใจเคสไหนเป็นพิเศษ

เราก็เลยมีช้อตมหกรรมลาก ช้อตทุบจมฟลอร์ของหุ้นดังๆ ในช่วงนาทีประวัติศาสตร์หลายๆ ตัวเก็บไว้ดูเล่น

= = = = =

ผ่านไปอีกสักพัก เราก็ประชุมกันว่า เราจะสแกนการบ้านหุ้นของแต่ละตัวมาเพื่อประชุมนำเสนอว่า

ช่วงนี้เราควรต้องสงสัยหุ้นตัวไหนเพราะอะไร ดีเด่นในอินดิเคเตอร์ไหนอย่างไร

เราก็มีสายระบบในทีมหลักๆ แค่ 2 คน ก็ปรับจูนระบบสแกนให้ตามที่สมาชิกในห้องร้องขอ

ปรับเปลี่ยนและลองสุ่มใช้งานจนคล้ายๆ จะเข้าที่เข้าทางในระดับที่น่าพอใจ

เกิดเป็นชุดสแกนชื่อเก๋ไก๋ ที่เราตั้งกันเอง ว่า

สแกนพี่หรั่ง สแกนหัวเกรียน สแกนน้ำผุด สแกนต้นน้ำ ให้เลือกเทรดตามสไตล์ของแต่ละคน

จากนั้นคนในทีมก็ทยอยรวบรวมเก็บชุดแสกนอัพขึ้นเฟส รวมไว้กับ Bid Offer Case Study

เพื่อให้ทุกคนไว้สืบค้นเทียบเคียงย้อนหลังได้ถ้าต้องการ

(สังเกตได้ว่าเคมีของเป็นสายบ้าเก็บดาต้าเริ่มเช้าสิง 5555)

= = = = =

เมื่อสแกนหุ้นเข้าที่ เราก็เลยเถิดไปถึงอยากให้ทีมระบบรวบรวม Big lot ใส่ลงในฐานข้อมูลไว้ด้วย

เพื่อใช้ประโยชน์ไล่หาสืบค้นย้อนหลังได้ ก็เลยได้ database ในส่วนของ Biglot เพิ่มเข้ามา

ก่อนขยับไปเก็บดาต้าของ Block Trade  SSF   ช่วงแรกๆ ตั้งแค่ไว้ตามดูย้อนหลัง

แต่ทำไปทำมาผุดไอเดียพัฒนาไปดูการทำรอบของพี่เจ้า

บนสมมติฐานว่า ทุกคนมีตังค์จำกัด เจ้าก็เช่นกัน

เลยพยายามปรับจูนระบบเพื่อกรองหาสเต๊ปการหมุนทำรอบของเจ้า

ผลงานออกมาน่าพอใจ แต่ยังไม่ดี แต่ช่วงนั้นยังไม่มีเวลาปรับปรุงเพิ่มเติม

เลยตกลงกันว่าจะพักค้างไว้แบบนี้ก่อน (เรื่องของเรื่องสไลด์มีทติ้งทับหัวกันอยู่ 5555)

= = = = =

แล้วเราก็ขยับมามองหาข้อมูลสายพื้นฐานเพื่อเติมเต็มส่วนที่เป็นจุดอ่อนของห้อง

การเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารเลยเกิดขึ้น

มีการเก็บสรุปตัดข่าว จากทันหุ้น ข่าวหุ้น หุ้นอินไซด์ และนสพ.ธุรกิจอื่นๆ ตามหมวดหุ้น

แยกเป็นไฟล์อย่างชัดเจน มีไม่เว้นแม้กระทั่งคอลัมน์ซุบซิปนินทาหุ้น แบบเจ๊เยลเลน แม่นางโมนิก้า

เรื่อยไปจนถึงการเก็บสรุป Opp Day รายไตรมาส  ที่รวบรวมเอาจากน้องๆ นอกห้องในห้อง

ก่อนลากยาวไปลุยเก็บ Opp Day มาได้ครบ 1 ไตรมาส เริ่มเห็นโอกาสการลงทุนจากการไปเยี่ยมชมกิจการ

เลยงอกต่อยอดมาขอเก็บข้อมูล CV เพิ่ม และบานปลายไปจนถึง AGM

ซึ่งจริงๆ ทีมเราแทบไม่ได้ออกแรงอะไรมากมาย แต่เป็นน้ำใจจากน้องๆ สายตรง

ที่มีเรคคอร์ดข่าวสารเก็บไว้อยู่แล้ว กับกลุ่มที่สนใจถอดเทปสรุปออฟเดย์

กับสายตรงเยี่ยมชมกิจการที่จดสรุปมาให้เสร็จสรรพ

ทีมเก็บข้อมูลก็สบายไป แค่จัดหน้าเซฟไฟล์แล้วอัพขึ้นระบบ…สบายแฮไป

ด้วยน้ำใจและการทำเพื่อส่วนรวม ทีมเราเลยมีข้อมูลที่พร้อมระดับนึงสำหรับการทำการบ้านอย่างเป็นระบบ

ที่เราแน่ใจว่า การบ้านเราจริงจังกว่าแบบฝึกหัดท้ายชม.ของใครบางคน

และนี่คือ เรื่องเล่า ….กาลครั้งนึงก่อนตัดพ้อ

คุณภาพของการบ้านที่ต่างกันย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

การทำการบ้านจะไม่เหนื่อยยาก หากฝึกทำสม่ำเสมอ และทำพร้อมกันเป็นทีม

ทีมที่ดีสร้างได้ … ขอแค่เราเชื่อและลงมือทำ

เพราะสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ลงมือทำจริงจังเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

จากการร่วมมือกันของสมาชิกแค่ 11 คน ที่มีใจเกินร้อยให้กับคำว่า…ทีม

= = = =

การร่วมหัวจมท้ายลงแรงกันของห้อง 13 (ทีี่มีแค่ 11 คน) ผ่านมาได้สักพัก

มีคนขอลาออก 2 คงทนไม่ไหว บ้าไม่ถึงขั้นจะอยู่ร่วมห้องหายใจเป็นหุ้นไปด้วยกัน)

พิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่า เคมีแบบนี้ที่เราต้องการให้คนในทีมมี

เกิดมาพร้อมจะทำเพื่อผู้อื่น เกิดมาพร้อมจะเป็นผู้ให้ก่อน

เกิดมาบ้าพอที่จะลงแรงทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังไม่เห็นค่า ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์

(อย่าลืมว่าคนทำเป็นสายกราฟแทบทุกคน แต่…กำลังนั่งเก็บดาต้าสายพื้นฐาน)

เกิดมาเพื่อทำโดยไม่ต้องคิดว่า เราทำมากกว่าใคร …ใครทำน้อยกว่าเรา …ใครไม่ทำอะไรเลย

เพราะการคิดแบบนี้ รั้งแต่ปิดกั้นให้เราหาข้ออ้างที่จะไม่ทำ และเริ่มตัวทำตัวเป็นหินถ่วงกลุ่ม

ก่อนที่จะนั่งบ่นท้อแท้ว่า ทำไมคนอื่นอย่างนั้น คนนี้อย่างงี้ ทำไมเราไม่เคยมี Big Shot แบบเค้าเลย

ให้ถามตัวเองก่อนว่า ที่เราทำอยู่คือ การบ้านหรือแค่แบบฝึกหัดท้ายชัั่วโมง

และเรามีทีมที่ดีพอที่จะช่วยผลักดันให้เราเดินไปข้างหน้าแล้วหรือยัง

ถ้ายัง… อย่าเสียเวลาหา แต่ลงมือสร้างมันขึ้นมา

#ทีมที่ดีอยู่ที่เราเชื่อและลงมือทำ

 

 

 

 

TOA เสน่ห์แรงดึงดูด Cornerstone Investor

Capture

แรกเริ่มเดิมทีผึ้งไม่สนใจ TOA เลยนะ ด้วยไซส์ราคา IPO ที่ค่อนข้างแพง 24 บาท

ก้อวันแรกเลยได้แต่นั่งมองเหงาปนเฉา มองเค้าเปิดเกมกันสนุกสนานลากไปทำไฮที่่ราคา 33

ก่อนย่อตัวลงมาปิดที่ราคา 32.50 บาท โอ้โฮแฮะ เก่งไปเปล่าว่ะ

จากที่เหล่ตามองตอนเช้าที่เปิดกระโดดมา 28 บาท เลยต้องกลายมาเป็นหรี่ตามองด้วยความสงสัย

มีไรดีฟร่ะ หุ้นออกใหญ่ ราคาออกหนัก มาแรงมาก

ตัดสินใจไปรื้อบทวิเคราะห์มาอ่าน ว้ายต๊ายตาย ตกรถอย่างแรง

เพราะ TOA เป็นหุ้นตัวที่สองของตลาดที่มีการเปิดขาย Cornerstone Placing Agreement

(ตัวแรกคือ BPP ที่การันตีผลงานไปแล้วว่า ขึ้นเร็ววิ่งแรง)

(TPIPP ทำท่าจะเปิดขายแต่ไปๆ มาๆ ไม่รุติดขัดอะไรเลยล้มแผนไป แล้วราคาหุ้นก็ลุ่มๆ ดอนๆ)

ประวัติศาสตร์การวิ่งขึ้นของ BPP ในความทรงจำ ทำให้เกิดอาการตาพอง

ไล่หาบทวิเคราะห์ของทุกสำนักมากางเทียบ เพื่อหา Consensus Valuation

(แน่นอนทำเองไม่เป็นนิหว่า ยากไป ลอกโบรกแล้วมาไล่ตรวจย่อมง่ายกว่า อิอิ)

ปรากฎว่า ไม่มีตัวเลขเป้าราคา คงเพราะไม่มี PE ในรายธุรกิจเดียวกันให้เทียบ

ส่วน PE กลุ่มก็ราว 40 แต่ก็อาจดูเทียบแล้วไม่เหมาะกับตัััวธุรกิจแบบแท้จริง

คนทำบทวิเคราะห์ก็เลยเลี่ยงไปใช้วิธี DCF ซึ่งงงจ้า ไม่เคยเรียน

แต่โดยสรุปจากความเข้าใจอันน้อยนิดทางงบ ตัวเลขประมาณการมาร์เก็ตแคปที่ได้

ราคาน่าจะอยู่โซน 40 บาท อุ่ยยยย ดูยังมีอัพไซด์

แต่น่าแน่นอนว่า เราซึ่งไม่เข้าใจ DCF จึงไม่รุว่าเราควรเชื่อใจตัวเลขนี้แค่ไหน

Capture.JPG

ขอเคาะราคาหยาบๆ แบบ PE Forecast ในภาคผึ้งน้อยขามั่วดูก่อน

เอา EPS 3 ปีย้อนหลังมาเฉลี่ย 1.24 + 1.04 +0.65 = 0.97

(เทียบกับ EPS Q1/60  0.20 ถือว่า โอเคพอเชื่อถือได้ไม่เบี่ยงเบนมาก)

เคาะตัวเลขอิง PE เฉลี่ยกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ 40 ได้ราคา 38 อู้ยยย

จริงๆ โบรคให้ PE เฉลี่ยที่ 50 ด้วย เพราะในกลุ่มนี้มันกระจัดกระจายวายวอด

ตัวถ่วงกลุ่มนี่ PE 100+ แทบทั้งนั้น ถ้าเคาะด้วย 50 ก็ได้เป้าครึ่งร้อย

ดูเพ้อไปหน่อย แต่ส่วนตัวมองว่าใช้ PE 40-50 ไม่ถึงกะเกินงาม

เพราะเราหารเฉลี่ย EPS 3 ปี ย้อนหลัง

ทั้งๆ ที่จริงๆ จะไม่เวทเลย เอาปีล่าสุดมาคิดเลยก็ไม่ถึงกะน่าเกลียด (รึป่าว)

แน่นอนว่า เห็นเป้าแล้วความกล้าไล่ราคาย่อมมี

แต่ถ้าเป้ามันปีหน้าละจะรอไหม  ก็ไม่ไหวนะ นานไปล่ะ จริตไม่ได้

เพราะฉะนั้นประเด็น Cornerstone Investment จึงเป็นตัวตัดสินใจในเกมนี้ของเรา

มันจี๊ดจ๊าดตรงไหน ทำไมเราต้องสนใจมัน

คำว่า Cornerstone Investor กลต.ใช้คำว่า ผู้ลงทุนหลักเฉพาะเจาะจง

(อ่านแล้ว งงเนอะ ขอเรียกเองแบบบ้านๆว่า ผู้ได้สิทธิจองซื้อเป็นกรณีพิเศษ ล่ะกัน)

Cornerstone Investor เป็นรูปแบบการลงทุนใหม่ที่เปิดช่องให้รายใหญ่ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา

เข้าลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ได้บนข้อยกเว้นพิเศษที่ให้เอกสิทธิเยอะแยะเพื่อแลกกับ “จงจองซื้อเยอะๆ”

อาทิเช่น มีสิทธิและได้รับประโยชน์ทางกฎหมายเท่าเทียมกับหุ้นสามัญทุกประการ

และให้นับจำนวนหุ้นในส่วนนี้เป็นการถือครองหุ้นสามัญรายย่อย (Free Float)

อันแปลว่าได้ ขายได้เลยในวันแรกของการ IPO ไม่ต้องติด Silent Period

เพียงแต่คนจะจองซื้อในรูปลักษณ์ของ Cornerstone Placing Agreement นี้ได้

ต้อง…ห้ามส่งตัวแทนเข้าไปนั่งบริหารบริษัท

(แปลง่ายๆ ว่า การถือหุ้นเยอะจะโหวตตัวเองมานั่งบริหารไม่ได้นะจ้ะ)

และต้องไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท (ห้ามขายให้พวกพ้องของกรรมการนั่นเอง)

เพื่อแลกกับการให้สิทธิจองซื้อหุ้น IPO ลอตใหญ๋ได้

แถมการทำสัญญานี้เป็นการผูกมัดแบบยังไม่ต้องวางตังค์ แหม…ดีวุ้ย

เคยซื้อหุ้นนอกตลาดก่อน IPO ป่ะหล่ะ ถ้าเคยคือ เราต้องซวยรับความเสี่ยงจ่ายตังค์ไปก่อนไง

ยังไม่รุเลยว่า ไอ้บ.นี้จะยื่นไฟลิ่งผ่านไหม ถ้าไม่ผ่านจะอะไรยังไง ก็ไปวัดวาวัดดวงเอาเองนะ

แต่กรณีจองหุ้น Cornerstone Placing Agreement เป็นสัญญาที่ตกลงจะจองซื้อ

โดยมีผลผุกพันให้สิทธิซื้อแต่ยังไม่ต้องจ่ายตังค์ (ก็แน่ล่ะ ยังไม่รุราคา IPO ไงล่ะ)

ถ้าบ.ยื่นไฟลิ่งผ่านก็ค่อยมาจ่ายตังค์ตามราคา IPO

ดีอ่ะ ไม่เสี่ยง ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องประสาทกินถ้าไฟลิ่งไม่ผ่าน

เพราะงั้นการที่ TOA มีสัญญาขายหุ้นให้ผู้จองซื้อพิเศษแบบนี้ 105 ล้านหุ้น

ให้กับผู้ได้สิทธิของซื้อเป็นกรณีพิเศษ รวม 7 ราย

(กองทุนบัวหลวง กองกสิกร กองไทยพาณิชย์ กองอเบอร์ดีน กอง AIA

กับกองต่างชาติที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Hill House อีก 2 กอง คือ

Goaling Fund กับ YHG Investment)

ซึ่งแน่นอนว่า กลต.บังคับให้ขายให้เฉพาะกับนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนเท่านั้น

มันก็เลยเหมือนเป็นการการันตีว่า TOA น่าจะดี เพราะสถาบันให้ความสนใจจองซื้อ

(การอยู่กับกองทุนย่อมดีก่าเม่าอยู่กันลำพัง ถูกไหมล่ะจ้ะ)

ตอนนี้ใช้ 100 tick จับไปก่อน เพราะดูเห็นแนวเวฟได้ชัดสุด

ก็หวังที่ 37 บาทก่อน ใกล้เคียงกับเป้าที่เคาะด้วย PE 40

ถ้ายืนได้ก็มองป้ายหน้าไปทีละสเต็ป 41  49  (งานมโนไว้ใจเรา อิอิ)

Capture

 

 

 

 

Ross Intelligence # AI Legal Assistant

นักลงทุนอย่างเราๆ เริ่มได้ยินการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI)

ผ่านการโปรโมทของโบรค ที่นำเสนอระบบเทรดด้วยหุ่นยนต์ เพื่อตัดปัญหาการไร้วินัยในการเทรด

การไม่มีเวลาเฝ้าจอ การไม่สามารถหาจุดซื้อ-ขายที่เหมาะสมได้ แล้วแต่จะโฆษณาชวนเชื่อให้ฟัง

จะว่าไป ระบบย่อมน่าจะเทรดได้ดีกว่ามนุษย์ ส่วนตัวก็เชื่อแบบนั้น

เพราะความสามารถในการประมวลผลของ AI ที่น่าเหนือกว่าสมองจริงของมนุษย์

โดยเฉพาะถ้าต้องแข่งขันกันในเชิงเวลาและแรงกดดัน

แต่วันนี้ไม่ได้จะมาเขียนถึง AI ในโลกการลงทุน แต่เป็น AI ในสายกฎหมาย

ไม่น่าเชื่อว่า โลกมันก้าวไปไกลและเร็วมาก

มนุษย์กำลังจะมีที่ปรึกษากฎหมายเป็น AI และแน่นอนว่า ในอนาคตทนายของเราอาจเป็น AI

= = = = =

วันนี้พอดีตั้งใจจะค้นเกี่ยวกับที่ปรึกษากฎหมายแห่งหนึ่งของบริษัทในตลาดหุ้นบ้านเรานี่ล่ะ

แต่ดันจับพลัดจับผลูไปเจอที่ปรึกษากฎหมายอื่นที่น่าสนใจเข้า

เจอใครล่ะนั่น ถ้าเจอคนก็คงเฉยๆ แต่บังเอิญดันไปเจอที่ปรึกษากฎหมาย AI ในนาม ROSS Intelligence

อึ้งเลยทีเดียว เพราะ ROSS เป็น AI ทางด้านกฎหมายที่พัฒนาขึ้นจากซอฟท์แวร์ของ IBM

กดลิงค์นี้ดู VDO Presentation ที่นี่

 

Andrew Arruda  CEO ของ ROSS Intelligence อธิบายคอนเซปการทำงานของ ROSS

ไว้ในเวทีสัมมนาของ Clio Cloud Conference

(จริงๆ เค้าไปพูดให้ TED Talk ด้วยแต่มันสั้นไปดูแล้วสู้เวทีนี้ไม่ได้ เพราะมีวีดีโอพรีเซนต์ประกอบง่ายกว่า)

ผู้บริหารบอกว่า ROSS is not ROBOT

หากแต่เป็น an umbrella term ของ 4 ส่วนประกอบด้วยกันคือ

1) Learning อันนี้เค้าบอกว่าระบบจะทำหน้าที่คล้ายเป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้

ที่สะสมข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ถ้ามีตัวบทกม.ใหม่ๆ ออกมาหรือมีคำพิพากษาใหม่ออกมา

ระบบก็จะรวบรวมข้อมูลไปใช้ประมวลผลต่อไปแบบเพิ่มพูน

2) Speech เค้าโม้เลยว่าเราเน้นให้ ROSS มีคุณลักษณะการโต้ตอบด้วย

ภาษาพูดเหมือนคนให้มากที่สุด คล้ายเราพูดกับ SIRI ในโทรศัพท์

(เราสามารถพูดภาษาบ้านๆ ได้ แต่ ROSS ประมวลผลเป็นความเข้าใจด้านภาษากฎหมายได้เอง)

3) Vision แน่นอนว่า ปัญญาประดิษฐ์ย่อมต้องอาศัยสเต็ปในการพัฒนาในก้าวเท่ามนุษย์

ช่วงแรกด้อยกว่ามนุษย์ แล้วค่อยๆ ทันมนุษย์ และล้ำขึ้นแซงหน้ามนุษย์ (อันนี้เติมเอง เค้ายังไม่บอก)

โดยระบบจะออกแบบให้มีลักษณะเป็น Cognitive computing ประมวลผลอัจฉริยะ

และด้วยความชาญฉลาดของมัน มันเลยมาขัดปัญหาเรื่อง Technophobia

ให้กับคนที่มารับการปรึกษาที่มีปัญหากลัวการใช้เทคโนโลยีด้วย

ประมาณว่า ใช้ง่ายจริงๆ นะจ้ะๆ เหมือนนั่งคุยกับคนจริงๆ

4) Language รองรับหลากหลายภาษา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขึ้นศาลประเทศอะไร สบายๆ

ตอนนี้ ROSS ยังมีสโคปเฉพาะแค่สายงานกฎหมายล้มละลายเท่านั้น

อันนี้เป็นเฟสระยะเริ่มต้น ที่ได้รับการตอบรับจากสำนักงานกฎหมายเข้าใช้งานแล้ว

แน่นอน เฟสต่อไปของ ROSS Intelligence น่าจะขยายออกไปครอบคลุมทุกด้าน

อีกหน่อย เจ้ามือในตลาดหุ้นไทย อาจต้องเรียกใช้บริการ ROSS

แทนสำนักงานกฎหมายที่เราแอบส่องวันนี้อยู่ก็ได้ใครจะรุ หุหุ