OCEAN is Blue and so are you

ocean chart

ตำนานศึกชิงมหาสมุทรนั้นลุ่มลึกเกินกว่าพระอภัยมณีจะหยั่งถึง หลายคนอาจจะพอรู้ว่า ประโยคนี้หมายถึงอะไร แต่..ตรงนั้นก็ช่างมันเหอะ เพราะเรื่องราวปมนั้นมันก็จบลงไปแล้ว แน่นอนว่ามวลเม่าบางส่วนล้มตายไปในช้อตทุบสะท้านโลกันตร์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 ที่กดทิ้งดิ่งเกือบติดฟลอร์ ก่อนงัดขึ้นในแค่ไม่กี่อึดใจ ลากๆ พักๆ ตบๆ ทุบๆ สลัดเม่าสายไล่ราคาให้ออกจากเกมไปให้หมด ก่อนจะใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์เพื่อเริ่มต้นเส้นทางซึมขึ้นแบบเงียบๆ ช้อตทุบมหาโหดทำให้ OCEAN กลายเป็นมวยการ์ดตกที่สายเทคนิคอลปาของคืน เลิกมองเลิกสนใจและไม่ให้ราคาอีกต่อไป สายงบไม่ต้องเอ่ยถึงงบที่ง่อยแบบเรียกแขกไม่ได้เลย ไหนเลยใครจะสนใจ OCEAN ดังนั้นช่วงหลังฉากทุบสกัดเม่าเรื่อยไปจนถึงระยะช่วงรอยต่อระหว่างรอประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติเพิ่มทุนในวันที่ 27 สิงหาคม จึงเป็นให้อารมณ์ OCEAN is Blue ของจริง เงียบเหงาและเศร้าหมอง ขนาดคนที่รอด้วยความเข้าใจอย่างผึ้งเองยังพอหงอยตาม

แต่แล้ว…เมื่อมติที่ประชุมเพิ่มทุนผ่านฉลุยกุ๋ยแบบไร้เสียงโหวตค้าน มติเอกฉันท์ขาด และภาพผู้ถือหุ้นรายใหญ่สองคนกอดกันหัวเราะร่า ทำให้เม่านั่งมองด้วยความงงงวยแล้วสรุปช้อตทุบโหดสลัดรัสเซียเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม มันคืออะไรหว่ะ ??? แล้วไฉนอยู่ๆ กลับมารักกันหน้าตาเฉยได้ขนาดนี้ แต่ช่างมันเหอะ บทละครมันปรับมันแก้กันได้ถ้านักแสดงยินยอมพร้อมใจจะแสดงให้ เรื่องราวของ OCEAN is Blue ก็เริ่มหายบลู (ที่แปลว่า เศร้า กลับเป็นบลูที่แปลว่า ฟ้าเจิดจรัส กันเสียที) เอาช่วงกลางของการประุชุม EGM นี่ละ ไล่ราคาขึ้นมาแบบครื้นเครงจนนั่งประชุมผู้ถือหุ้นไปก็สงสัยไปว่า ตกลงราคาในกระดานนี่ก็ส่วนหนึ่งของบทละครด้วยสินะ แถมจากนั้นเช้าวันถัดมาก็ลากต่อไปแบบสร้างความหวังให้มวลเม่าทั้งหลายประมาณว่า อาจจะกลับไปทำไฮใหม่ได้ แต่เกมก็ทิ้งกลางอากาศลงมาซะดื้อๆ เหมือนจะเลิกงานพับโต๊ะกลับบ้าน แต่ด้วยความที่นั่งนับหุ้นตามมาตลอดทาง ทำให้คำนวณได้ว่า “หนุ่มน้อยหน้ามนคนนั้น” ยังมีของอยู่อีกเพียบ งานเลี้ยงจะจบลงแค่นี้ไม่ได้แน่ เพราะฉะนั้นก็ต้องทนให้เป็น เย็นให้ได้ ตามเจ้าไป จนกระทั่งมีรายงานแจ้งตลาดว่า 6 กันยายน มีบิกลอต OCEAN 29.76 ล้านหุ้น เราก็นั่งสวดมนต์กันไปว่า คล้อยหลังไปอีก 3 วันตามกติกาตลาด หวังใจว่า OCEAN is  Blue ที่พ่อหน้ามนใครคนนั้นอย่าได้แจ้งขายหุ้นออกมาเชียวนะ ไม่งั้นได้มีวงแตกกันบ้าง แล้วพี่เม่าจะงงหนักมากว่า เกมจะโอเวอร์แค่ตรงนี้จริงๆ เหรอ ซึ่งพอผ่านไปครบกำหนดก็ไม่มีใครคนนั้นแจ้งซื้อขายหุ้น OCEAN ไม้ใหญ่ก้อนนี้ตามหลังมา สรุปว่า OCEAN is still Blue เฮ้อออออออออ ฟ้ายังฟ้าอยู่นะจ้ะเด็กๆ เล่นเอาเม่าน้อยที่แอบตามเกาะกางเกงพี่เจ้ามาโล่งอ๊ก โล่งใจ ไปตามๆ กัน

biglot ocean.PNG

แล้วทุกอย่างก็ซึมๆ เหมือนไม่มีอะไร ยกเว้นแต่ Bollinger Band ที่กลับมาบีบตัวเข้าหากันอีกครั้ง และ..แล้ว  OCEAN ก็มาระเบิดสามเหลี่ยมเอาวันที่ 24 กันยายน แล้วก็กระชากสายโหดเรียกพี่ สายเชี่ยเรียกพ่อกันเลยทีเดียว เพราะใช้เวลา 2 วันติด ในการไล่ทำ All Time High ต่อเนื่อง 2 ครั้ง แบบหักปากกาเซียนสายเทคนิคอลทุกสำนักที่เคยได้สะบั้นรักกันไปเมื่อเดือนก่อนชนิดหมามองเครื่องบินห้ามกระพริบตากันเลยทีเดียว อะไรก็มันก็ดีอยู่นะ จนกระทั่งอยู่เมื่อวันที่ 26 กันยายน ดันมีฟอร์ม 246-2 แจ้งการเข้าถือครองหุ้น OCEAN ของนักลงทุนท่านนึง ซึ่งตอนแรกก็แจ้งว่าซื้อไป 25 ล้านหุ้น (ตัวเลขคุ้นๆ เนอะตรงกับยอดตัวเลข Biglot เมื่อสองปีก่อนเลยให้ตายเหอะโรบิ้นนนน) จากนักลงทุนหญิงคนนึง แบบซื้อขายกันโดยตรง (Biglot) ซึ่งถ้าจริงตัวเลขที่แจ้งก็ไม่ตรงกับยอดบิกลอตวันที่ 6 กันยายน ที่มีแค่ 1 transaction และถ้าใช่ก็คือแจ้งได้ดีเลย์มากกกกกกกกกกกกกกกก พอเราเอ๊ะเข้าให้หน่อย ฟอร์มหน้าเว็บก็หายไปจ้า…………. เหลือให้ดูแค่ฟอร์มของ DNA แบบนี้ก็ได้หราาาาาา  แต่ดีนะ เราเซฟเอาไว้ ใครหาไม่เจอเด๋วดูที่นี่ OCEAN 246-2 เอาเซ่ะๆๆๆ จะปาหี่อะไรก็เอาเหอะพี่ หนูก็พร้อมจะดูภาคต่อ

ocean 26

จากกราฟดูก็รู้ว่าเกมนี้ยังไม่จบแค่ตรงนี้ แต่…เราก็แค่ไม่ชอบอะไรที่มันผลุบๆ โผล่ๆ ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เด๋วรอติดตามกันต่อไปว่าฟอร์มที่หายไปจะมีฉบับแก้ไขตามหลังมาเมื่อไหร่และมีข้อมูลตรงจุดไหนบ้างที่มีการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่ควร  แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะอะไร ??? หรือเพราะใคร ??? ก็ยังยืนยันตรงนี้ บอกได้คำเดียวว่า Money Game ของ OCEAN นี่เป็นมหากาพย์สองปีที่ตื่นเต้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และเกมนี้ยังไม่จบแค่ 2 บาทนิดๆ แบบนี้ เพราะมันกระจอกเกินไป ท่องเอาไว้เลย OCEAN is “BLUE” and so are you. 

Welcome Back กับการกลับมาของตำนาน 15 แท่งเขียว +480%

Capture.PNG

หากใครเข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี น่าที่จะรู้จักหุ้นตัวนี้ (ขออภัยที่ต้องปิดชื่อและราคาหุ้น เพื่อป้องกันการชี้นำทางราคา) เพราะเขาผู้นี้คือ “เจ้าของตำนาน 15 แท่งเขียว +480% ในเวลาเพียงแค่ 15 วันทำการเท่านั้น” เอ้า…ปรบมือสิคะ รออัลไลลลลลลล มหกรรมพาเหรดยกราคาหุ้นขึ้นดั่งปุยนุ่นแบบนี้ คงจะใช้คำอื่นใดไม่ได้แน่ นอกจากนี่คือ การปั่นราคาหุ้น อย่างแน่แท้ ส่วนใหญ่เรามักชอบพูดกันว่า อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันฉันรักเธอ เอร้ยยย ไม่ใช่ละ อย่าออกทะเล คำว่า “อดีต” ในวงการหุ้นสำคัญเสมอ และสำคัญมากด้วย เพราะในทฤษฎีดาว (Dow’s Theory) ยังมีประโยคคลาสสิคที่ว่า History repeats itself เลยจริงไหม เพราะฉะนั้นอดีตของหุ้นตัวเน้ก็เช่นกัน เพราะคนเรานิสัยก็คือนิสัย มันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะว่าไหมล่ะ

วัฎจักรของการทำราคาหุ้น มักต้องเริ่มต้นจากการเก็บหุ้นในระดับถูกๆ ก้นๆ ต่ำๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดี และที่สำคัญราคาต่ำๆ เรี่ยดินจะเกิดขึ้นเมื่อหุ้นได้นอนเน่าตายมาแล้วสักภพสักชาตินึง เพราะมันนานมากพอให้เม่าเบื่อหน่ายที่จะอดทนรอต่อไป หรือทำให้หมดหวังที่ได้กลับไปขายหุ้นที่ราคาเดิม และเมื่อเจ้ามือหุ้นได้ของไปตุนไว้ในมือมากพอสำหรับก่อการแล้ว เราก็จะเริ่มเห็นการค่อยๆ ยกตัวขึ้นของราคาหุ้น พร้อมกับการปรากฎตัวของขาใหญ่ใครบางคน ซึ่งสิ่งที่เม่าจำเป็นต้องเพ่งพินิจก่อนไปร่วมวุ่นวายมุงแย่งของกับเขาก็คือ สัดส่วนการถือครองหุ้นของขาใหญ่มาใหม่ และสัดส่วนของ Freefloat ในกระดาน ที่ควรจะต้องยุบลดหายไปอย่างน้อย 15-30% ตรงนี้จะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า งานเลี้ยงต้องดำเนินต่อไป เพราะเจ้ามือหุ้นมีของมากพอเกินกว่าจะผละงาน ดังนั้นการเฝ้าติดตามรอดูกำหนดการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะโดยเหตุผลกลใด ทั้งปิดสมุดทะเบียนประชุม AGM ธรรมดา หรือปิดสมุดทะเบียนเพื่อกำหนดสิทธิ XR  XW  XD ทั้งหลายจึงเป็นกิจวัตรที่เม่าน้อยหอยสังข์พึงต้องหมั่นติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไว้บ้าง และนี่ก็คือ ปิดสมุดทะเบียนเมื่อกาลก่อนของปีที่แล้วของเจ้าของตำนานผู้นี้ ณ 15 กันยายน 2560 มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยสูงถึง 71.23% แล้วถ้าพี่เม่าจะบอกว่า ปิดสมุดรอบใหม่ที่กำลังจะเพิ่งปิดสมุดไปและอยู่ระหว่างการรออัพเดทรายชื่อใหม่ในวันจันทร์นี้มันควรจะมี Freefloat ลดลงเหลือสักราวๆ 35% ล่ะ น้องเม่าทั้งหลายจะว่ายังไง ?

Capture.PNG

ถ้าตัวเลขมาตามนัดที่บอกไว้ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนสัก +-5% ล่ะ เราตื่นเต้นตาพองได้ไหม ก็คงต้องบอกว่า ได้สิหว่ะ มันควรต้องตาพองเป็นปลาทองกันบ้างละงานเน้ ในเมื่อผลงานในอดีตของพี่เค้าก็่ช่างหอมหวลเย้ายวนใจน้องเม่ายิ่งนัก รุนแรงถึงขั้นประทับจิตประทับใจเสียขนาดนั้น เม่าไหนเลยจะลืมความหลังครั้งวันวานยังหวานอยู่ได้ลงคอล่ะจริงไหม โดยเฉพาะเมื่ออยู่ดีไม่ว่าดี เดิมทีมีกรรมการกันอยู่แค่ 7 หน่อ ก็อยู่ๆ ลุกพรวดพราดมาแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน ซะอย่างนั้น ก่อนหน้าจะประกาศวาระการเพิ่มทุนแจกวอร์ แบบนี้ด้วยแล้ว มันผิดกลิ่นอยู่ไม่น้อย แล้วคล้อยหลังการเพิ่มทุนแบบที่เจ้าภาพเดิมใช้สิทธิเพิ่มทุนเกินจำนวนแบบท่วมท้นล้นประมาณ อยากได้หุ้นเยอะๆ ไปทำไมมากมาย ตามด้วยการแจ้งแบบฟอร์มการเข้าถือครองหลักทรัพย์ติดทำเนียบรายใหญ่ของผู้มาใหมผ่านการถือครองในนามนิติบุคคลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกรรมการนิติบุคคลเป็นบุรุษหนุ่มผู้ลือนามกระฉ่อนไกลในฐานะเจ้ามือปั่นหุ้นที่เพิ่งถูกกลต.ขึ้นบัญชีดำไปไม่นานนี้เองอีกด้วย แบบนี้จะให้พี่เม่าเพิกเฉยดูดาย ไม่ลุกขึ้นมาจัดเวที Welcome Back ปรบมือต้อนรับการกลับมาครั้งนี้ได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะเมื่อสบตาพาดผ่านรายนามของ 3 เกลอที่เคยร่วมสำนักร่ำเรียนหนังสือหนังหามาด้วยกันเมื่อครั้งยังเยาว์วัยมาด้วยกันอีกตังหาก ที่อยู่ๆ รอบนี้โคจรกลับมาถือหุ้นร่วมกันแบบพร้อมเพียงกันโดยมิได้นัดหมายด้วยแล้ว พี่เม่าก็ได้แต่ยิ้มบางๆ เอ่ยเบาๆ ว่า Welcome Back AVENGERS Team ก็แล้วกันนะจ้ะๆ

ปล. ใครรู้ว่าเจ้าของตำนาน 15 แท่งเขียวคือหุ้นตัวไหน ก็อย่าได้เสียงดังออกไปเชียวล่ะ เงียบไว้ จุ๊ จุ๊

 

EPCO เพิ่มทุนไปทำไม ???

Capture.PNG

หลังจากโพสต์ล่าสุด เราทิ้งความสงสัยไว้ว่า EPCO เพิ่มทุนผู้ถือหุ้นเดิมไปทำอะไร ? ถ้าเรามีถืออยู่เราควรยอมเพิ่มทุนให้พี่เค้าหรือไม่ ในเมื่อกิจการก็เติบโตไปด้วยดี ส่วนทุนก็ไม่ได้ติดลบหรือง่อนแง่น ทำไมไฉนใยต้องเพิ่มทุน  และแล้ว…ในที่สุด EPCO ก็แจ้งแก้ไขรายละเอียดการเพิ่มทุนครั้งนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเย็นวันนี้ โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการใช้เงินว่า จะนำไปลงทุนทั้งสองอย่างตามที่เราคาดเดากันไว้เลยจ้า ทั้งการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างแดน และเข้าซื้อกิจการโรงพิมพ์ เอาเฮ้ย สองอย่างเลยวุ้ย !!! ว่าแล้วเราตามไปดูรายละเอียดคำชี้แจงของพี่เค้ากัน อย่างที่บอกไปแล้ว โดยส่วนตัวชอบ EPCO เพราะดูทำมาหากินมาอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เกเรเหลวไหล มีรายได้กลับมาปันผลให้กับนักลงทุนมาโดยตลอด เรียกได้ว่า คบหาต่อไปได้ ฝากผีฝากไข้ได้ประมาณนึง ดังนั้นพอพี่เค้าเอ่ยปากให้เติมเงินเข้ากิจการเพื่อไปขยายการลงทุนต่อ เราก็พอจะมีใจให้ได้ไม่ยาก เพราะผลงานที่ผ่านมาการันตีได้ว่า ผู้บริหารไม่ได้เข้าเงินไปถลุงละลายน้ำที่ไหนแบบนี้เม่าที่ไหนก็พอจะมีใจอยากเติมเงินให้อยู่หรอกนะ

ตามแผนงาน EPCO จะทำการออกหุ้นเพิ่มทุนจำหน่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering: RO) มูลค่า 344.86 ล้านบาท โดยแยกเป็นเงินลงทุนโรงไฟฟ้า 310 ล้านบาท และอีก 34.86 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยมีทุนสำรองสำหรับการใช้เงินในอนาคตผ่านการออกวอร์แรนต์ EPCO-W3 หากมีการแปลงวอร์แรนต์ทั้งจำนวนอีกราว 522.52 ล้านบาท เงินก้อนปล่อยผ่านไป เพราะเราวัดอะไรในเชิงมุ่งหมายระยะยาวไม่ได้ แต่สำหรับวงเงินการแปลงวอร์แรนต์นั้นมันพอจะเป็นกุญแจเฉลยความในใจของผู้บริหารได้ระดับหนึ่ง หากว่าระยะเวลาการแปลงวอร์แรนต์ถูกกำหนดขึ้นมาในลักษณะที่สอดคล้องกันกับระยะเวลาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งระยะเวลาเฉลี่ยที่นิยมใช้ในการดำเนินการคือ 18 เดือน แล้วกำหนดแปลงวอร์แรนต์ EPCO-W3 ล่ะ กำหนดไว้แบบไหน ไปดูกันสักหน่อยสิ เอกสารชี้แจงไว้ว่า วอร์แรนต์มีอายุ 2 ปี กำหนดแปลงทุกสิ้นเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคมของทุกปี ซึ่งก็ดูสอดคล้องกับเงื่อนไขในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพอสมควร อนุมานว่า น่าจะออกวอร์แรนต์มารองรับการขยายงานในส่วนของโรงไฟฟ้าจริงๆ

Capture.PNG

วัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มทุนครั้งนี้จะนำเงินไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม รวม 2 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวม 109.76 MW ภายใต้สัญญาขายไฟ 25 ปี ให้กับการไฟฟ้าของเวียดนาม ในอัตรารับซื้อไฟแบบ Feed in Tariff : FIT ในอัตราหน่วยละ 0.0935 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 3.08 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน 32.96 บาทต่อ 1 $US) ในเฟสแรกที่กินระยะเวลา 20 ปี และเฟสที่สอง ใน 5 ปีสุดท้ายจะเป็นไปตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ราว 3 พันล้านบาท (โดยส่วนที่เหลือบริษัทจะหาสินเชื่อหรือผู้ร่วมลงทุนต่อไป) โดยคาดหวังอัตราผลตอบแทนการลงทุนในส่วนทุน (EIRR) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18 ถ้าเป็นไปตามนี้ได้จริง เรียกว่าฟังดูดี หากหาผู้ร่วมลงทุนได้ อาจฟังดูไม่เร้าใจหากต้องเป็นการหาสินเชื่อ เพราะแปลว่า กิจการจะมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มไงจ้ะ ถึงกิจการได้มีรายได้เยอะ แต่ถ้าต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยหมด มันก็เหลือกลับมาถึงนักลงทุนน้อย แบบนี้ความน่าสนใจในการถือลงทุนในระยะ 2-3 ปี ข้างหน้าจึงเป็นอะไรที่ต้องคิดล่ะ

ส่วนการขยายการลงทุนอีกอย่างที่บริษัทเล็งไว้ก็คือ จะเข้าซื้อหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์อยู่แล้ว แต่ EPCO เองก็ชี้แจงมาชัดเจนว่า เหมือนธุรกิจอับแสงที่พ่ายให้กับสื่อยุคใหม่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เลยตั้งใจว่าจะใช้สถานที่ของโรงพิมพ์แห่งนี้ไปทำ “กิจการกล่องลูกฟูก ซึ่งเป็นกิจการแขนงหนึ่งอยู่แล้วของโรงพิมพ์แห่งนี้โดยมีประสบการณ์ในด้านนี้มาแล้วยาวนานถึง 20 ปี” เนื่องจากมองเห็นว่ามีแนวโน้มเติบโตได้ดีกับธุรกิจโลจิสติกส์ โดยอยู่ระหว่างการทำ Due Diligent ที่ได้มีการวางมัดจำไปแล้ว 2 ล้านบาท แต่หากตกลงกันไม่ได้ ยังคงได้รับเงินมัดจำคืนเต็มจำนวนว่างั้น โดยมีกำหนดจะเข้าซื้อในเดือนพฤศจิกายน 2561 หลังได้รับอนุมัติเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ ตกลงซื้อเอาที่ดินมาใช้เป็นที่ตั้งกิจการโรงงานกล่องว่างั้น โดยเป็นการซื้อผ่านการเข้าถือหุ้นกิจการ ตรงนี้ที่แหม่งๆ นิดหน่อย เพราะราคาเองก็ยังไม่ชัดเจน (เพราะเค้าแจ้งว่าอยู่ระหว่างทำดีล) แต่ราคาการเข้าซื้อควรต้องชัดเจนในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในรอบนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นเองก็จำเป็นต้องไปซักไซ้ไล่เรียงให้กระจ่างแจ้งว่า โรงพิมพ์อะไร เจ้าของเดิมคือใครหนอ (อันนี้ล่ะโคตรของโคตรสำคัญเลย) มูลค่าการเข้าลงทุนเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ วางโครงการเงินลงทุนหมุนเวียนไว้เท่าไหร่ มีฐานลูกค้าหรือตลาดรองรับไว้แค่ไหน จะคืนทุนได้ในกี่ปี ซึ่งตรงนี้อยากบอกว่า กิจการโรงงานกล่องลูกฟูกฟังดูดีและสอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจ แต่วงเงินเข้าลงทุนยังคงเป็นคีย์สำคัญที่จะทำให้เราพยักหน้าว่าดี หรือ ส่ายหน้าแล้วร้องยี้แพงไปไม่สมเหตุผล ตรงนี้เลยที่ต้องรอความชัดเจน เพราะข้อมูลตรงนี้จะทำให้เราแยกออกได้ทันทีว่า EPCO กำลังจะลงทุนจริงๆ หรือแค่ทอนเงินกันนอกกระดานให้กับผู้หนึ่งผู้ใด

แล้วถ้าจะถามกันต่อไปว่า ไอ้โรงพิมพ์ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อแซ่ อ้างแต่ว่าอยู่ระหว่างการทำ Due Deligent นั่นล่ะ น่าจะเป็นที่ไหนกันหน๊ออออออ ถ้าจะบอกว่า ขอเดาว่า เป็น SPACK ไปเลยล่ะจะได้ไหม ?????  SPACK ชื่อเน้ถ้าไม่ใช่สายหุ้นซิ่งอาจมีทำหน้างงกันเลยทีเดียว แต่ถ้าสายหุ้นซิ่งรับรองว่า ร้องอ๋อกันทุกคน เพราะ SPACK ขึ้นชื่อว่าเป็น หุ้นซิ่งร้อนฉ่าที่มีเงาของใครคนนึงเด่นชัดอยู่เสมอเวลาที่หุ้นตัวนี้วิ่งแบบร้อนแรงในหน้าจอ Ticker เพราะมันต้องทั้งซิ่งและร้อนฉ่าให้สมราคาของ หุ้นพ่อมดทางการเงิน จริงไหมล่ะ ! จะใช่ SPACK หรือไม่ใช่อดใจรอสักประเดี๋ยวอีกสองเดือนก็ได้รู้กันว่า Trick or Treat ?

Capture.PNG

 

 

 

 

 

 

EPCO # Volume Bird Know

โดยปกติเม่าจะมองเห็นการขึ้นรัวๆ สีเขียว พอๆ กับการลงพรวดๆ สีแดง ผ่านหน้าจอ Ticker เหตุการณ์ในกระดานของวันที่ 10/09/2018 เม่าทั้งหลายน่าจะได้เห็นการลงพรวดๆ แดงยาวๆ แท่งลึกของหุ้น EPCO ผ่านตากันไปบ้าง การที่หุ้นสักตัวจะแดงในภาวะตลาด Sideway Down ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การลงพรวดพราดแบบมีวอลุ่มจึงเป็นเรื่องที่เม่าต้องให้ความสนใจ การทิ้งตัวลงมักถูกถามหาข่าวเกิดอะไรขึ้น ซึ่งบางครั้งแท่งแพนิคนั้นอาจมีคำอธิบายในวัน แต่กับหุ้นบางตัวมันอาจลงไปแบบไร้คำอธิบายในวัน หากแต่ต้องรอการเฉลยหลังจากตลาดปิดไปแล้วอีกสักใหญ่ และดูเหมือน EPCO จะเป็นเคสหลังที่การปรับตัวลงเมื่อวานปราศจากคำเฉลย จนกระทั่งเย็นวันที่ 11/09/2018 หลังตลาดปิด คำเฉลยของ Volume Bird Know ที่ทิ้งบอมบ์ถล่มลงมาจึงได้ฤกษ์เฉลยออกมา EPCO ประกาศเพิ่มทุนแจกวอร์ให้ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) ในอัตราส่วน 8:1 ที่ราคา 3.30 บาท โดยทุกคนที่เพิ่มทุนจะได้รับวอร์แรนต์ EPCO-W3 เป็นของกำนัลในอัตรา 1:1 พอรู้คำเฉลยแบบเน้ ถามว่า Volume 23 ล้านหุ้นเมื่อวานนั้น เม่าบังเอิญพร้อมใจกันขาย หรือใครบางคนที่เป็น Bird Know ตั้งใจเทของลงมา ???

ทำไมถามอะไรแบบเน้ ??? ไปสงสัยอะไรแบบนั้น !!! ลองถามตัวเองดูว่า ถามแบบนี้น่าเกลียดไปจริงๆ หรือ ในเมื่อบอร์ดมีประชุม 11 กันยายน เวลาเราเป็นกรรมการบริหารเราต้องคิดวางแผนอะไรล่วงหน้ามาก่อนไหม โดยเฉพาะเรื่องใหญ่แบบเพิ่มทุน หรือมานั่งปรึกษากันเอาในห้องประชุมวันนี้ เดี๋ยวนี้ และตกลงกันเลยแบบปุบปับ ก็อาจมีบ้าง ก็อาจเป็นได้ แต่ความน่าจะเป็นมันค่อนข้างต่ำที่จะเป็นเคสนี้หรือเปล่า ถ้างั้นถามต่อ…วอลุ่มที่สาดลงมาบังเอิญอีกไหม หรือใครบางคนหรือหลายคนตกลงอะไรกันมา ก่อนมาบอกเม่าๆ อย่างเรา เออ…น่าคิดแฮะ

ทำไม EPCO ต้องเพิ่มทุน ??? ดีหรือไม่ดี ปกติบริษัทที่เพิ่มทุน “มักจะเป็นบริษัทที่ผลประกอบการร่อแร่ เจียนหมดลมหายใจ” EPCO นี่น่ะ ไม่ใช่นิหน่า ตัวนี้ถือเป็นบริษัทลูกยอดกตัญญูที่สุดด้วยซ้ำไป เพราะทำให้หุ้นอย่าง AQUA มีปันผลมาแจกเม่าดอยนะเอ้ออ ไม่เชื่อสิท่า ไปแกะงบ AQUA ดูสิจ้ะ จะเห็นว่ารายได้จากเงินปันผลที่ AQUA ไปถือหุ้น EPCO ไว้คือ ที่มาของเงินปันผลนั่นเอง ตกลงงบ EPCO ดีหรือไม่ดี อะไรยังไงไปแอบส่องกันหน่อยดีกว่า

ที่ผ่านมา EPCO ไม่ได้เพิ่มทุนแบบขอเงินผู้ถือหุ้นมาเติมมาก่อน แต่ที่ส่วนทุนเรียกชำระแล้วเพิ่มขึ้น (กรอบสีน้ำเงิน) เกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นทำการแปลงวอร์แรนต์มาเป็นหุ้นแม่นะจ้ะ ในแ่ง่ของรายได้ การ COD โรงไฟฟ้าทำให้รายได้ของ EPCO เติบโตเพิ่มขึ้นชัดเจนในปีที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เห็นหรือยังว่า เป็นบุตรที่แสนดีของ AQUA จริงๆ (ชีวิตจริงในตลาดจะสลับฉากกับชีวิตความเป็นจริงนิดหน่อย เพราะคุณยุทธ ชินสุภัค ผู้บริหาร EPCO มีสถานะเป็นบิดาของคุณฉาย บุนนาค ซึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่า มีเงาของคุณฉายชัดเจนในทุกเหลี่ยมมุมของ AQUA) อ้าวเฮ้ยงบก็ดูดี แล้วทำไมไฉนจึงมาเพิ่มทุน RO ซะงั้น

จากการค้นข่าวที่ลือกันมา (ยังไม่มีการแจ้งตลาดอย่างเป็นทางการ) สำนักข่าวอ้างว่า ผู้บริหารแจ้งว่า Q3/61 จะมีการ COD โครงการโซลาร์ฟาร์ม Kurihara ที่ญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก 11.68 MW อันนี้ก็ถือเป็นข่าวดีที่จะมาเสริมการเติบโตของกิจการ แล้วก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเพิ่มทุนเลยว่าไหม แถมยังมีข่าวดีจ่อนำเข้าบริษัทลูก Eastern Power Group เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เหมือนจะได้เงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเพิ่มแล้วใช่ไหมแบบเน้ แล้วทำไมยังจะต้องเพิ่มทุนอีก ??? ถ้างั้นข่าวสุดท้ายล่ะมีสิทธิไหม ? EPCO มีแผนจะเข้าซื้อกิจการโรงพิมพ์มูลค่า 500 ล้านบาท ห๊ะ…. เด๋วววววว ตัวเลขนี้คือ ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งปีของบริษัทเลยนะ !!!! ถ้าเอาจริงก็เกินตัวไป เพราะจะทำให้บริษัทเสียสภาพคล่องไปกับการจ่ายเงินก้อนนี้ไปพอสมควรเลยทีเดียว แต่ถ้า… เพิ่มทุน 8:1 โดยอัตราจองสิทธิ 3.30 ก็จะได้เงินจากการเพิ่มทุนราวๆ 350 ล้านบาท ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเลขที่เป็นข่าวอยู่พอสมควร

แต่ข่าวก็คือข่าว จริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ แต่ถ้าเราอ่านงบเป็น เราจะพอรู้ว่า EPCO น่าจะมีแผนการลงทุนอะไรบางอย่างรอเค้าอยู่ และผู้บริหารต้องการเงินก้อนนี้เพื่อนำไปลงทุนมากกว่าไปถลุงล้างผลาญแบบที่บริษัทอื่นๆ เค้านิยมเพิ่มทุนกันอยู่ โดยส่วนตัวมองว่า การเพิ่มทุนของ EPCO ให้ภาพบวกมากกว่าภาพลบ ส่วนราคาจะไปทางไหน อันนี้พี่เม่าไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพียงแต่อยากจะวิพากษ์ไว้สักหน่อยว่า หากเป็นการนำไปลงทุนในกิจการโรงพิมพ์จริงๆ พี่เม่าเวียนเฮดแทน กิจการโรงพิมพ์ตอนนี้เราก็รู้กันอยู่ว่า IRR ต่ำและน่าจะใช้เวลาคืนทุนนานพอสมควร EPCO น่าจะไปทำอะไรที่ตัวเองถนัดอีกแล้วดีกว่า คือ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป อย่างที่มีอีกกระแสข่าวบอกว่า EPCO สนใจบุกไปทำที่ลาวกับฟิลิปปินส์อะไรแบบนี้น่าจะดีและชัวร์กว่า หากเงินลงทุนที่ EPCO วางแผนไว้เป็นเคสหลัง พี่เม่าก็จะเห็นดีเห็นงามเอาใจช่วยไปด้วยคน แต่ถ้าผู้บริหารเลือกโรงพิมพ์ พี่เม่าก็หวั่นใจว่า จะเป็นการย้ายเงินในกระเป๋าเม่าไปใส่กระเป๋าใครหว่าก็ไม่รุสินะ เม่าอย่างเราก็ต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปว่า EPCO จะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไร ใครมีอยู่ก็ติดตามข่าวมาหน่อย ไป EGM ด้วยจะได้ไปซักถามให้กระ่จ่างแจ้งก่อนร่วมใส่เงินให้เขาไปนะจ้ะ

 

เมื่อเม่า VI ไวไว ไปฟัง VI ของจริง

โพสต์นี้เป็นการสรุปไอเดียจากงานสัมมนา VI 101 เมื่อวันที่ 26/08/2561 ที่( อดีต)พี่เม่าสายซนซื้อไวขายไว อยากลองเปิดใจให้ VI อีกสักนิด ด้วยการไปฟังนักลงทุนสาย VI พูดถึงแนวทางการลงทุน ฟังแล้วน่าสนใจอย่างเรื่องเลยสรุปมาแชร์แบ่งปันให้คนที่ไม่ได้ไปฟังแล้วกันนะคะ

Part 1 financial planning (กิตติศักด์ โภคา)

– ใช้ financial calculator (search ใน google เลย) จะช่วยคำนวนระยะเวลาการออมกับจำนวนเงินที่ต้องออม สำหรับการวางแผนการเก็บออมเพื่อเป้าหมายสั้น กลาง ยาว

– การทำประกัน ถ้าเราคือเสาหลักของครอบครัวแต่รายได้ไม่มาก กับกลุ่ม first jobber เพิ่งเริ่มมีรายได้ไม่มากให้ทำประกันแบบ term (จำกัดระยะเวลาจ่ายกี่ปี คุ้มครองกี่ปี)

– ประกันแบบ whole life เมื่อการงานรายได้มากพอ ควรขยับมาทำแบบนี้เพื่อความมั่นคงระยะยาว เบี้ยจะแพงกว่าแบบ term

– ถ้าวางแผนการเงินเป็นแล้ว และลงทุนเป็นพอสมควร ไม่จำเป็นต้องทำแบบสะสมทรัพย์ แม้จะเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อลดหย่อนภาษี ถ้าจะลดหย่อนให้ไปซื้อ LTF RFM ไปเลยจะดีกว่า

– ทุนประกันควรเท่าไหร่ ? 5เท่าของรายได้ต่อปี (หรือเคสที่มีคนเบื้องหลังรอบตัวเยอะอาจตั้งจากค่าใช้จ่ายจำเป็นของคนรอบข้างสำหรับเวลา 2ปี)

– ใครลงทุนหุ้นต่างประเทศ ขอแนะนำให้อย่าผลีผลามโอนกำไรกลับเข้าประเทศ การรอข้ามปีภาษีจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษี (ตามหลักแหล่งพำนักกับหลักรายได้ในรอบปี)

– การขอเครดิตภาษีคืนจากเงินปันผลจะมีประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่ฐานภาษี 10-15 เท่านั้น

– นักลงทุนบช. Cash อาจใช้กองทุนตลาดเงินสำหรับพักเงินแทนการนอนนิ่งในบช.ธนาคาร เพราะการตัดยอดเงินเวลาเคาะซื้อหุ้น т+2 จะยังทันกับรอบการสั่งขายกองตลาดเงิน т+1 ส่วนบช. Cash balance โอเคอยุ่แล้วเงินนอนในบช.เทรด ดอกเบี้ยยังดีกว่ากองทุนตลาดเงินอยุ่จ้ะ

– วลีเด็ด “การลงทุนในตลาดหุ้นอาจไม่ใช่ทางของทุกคน” หากลองไปสัก 3ปี แล้วยังไม่ชนะตลาด ควรเลิกเปลี่ยนไปซื้อกองดัชนีแทน

– หนังสือเพื่อการวางแผนการเงินที่แนะนำให้อ่าน คนไทยฉลาดการเงิน (เล่มนี้ย้ำหนักมาก) กองทุนรวมฉบับพื้นฐาน บ้านเช่าหลังแรก (หากจะลงทุนให้เช่าอสังหา) เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน (มีเขินกันเลย เพราะยังไม่เคยอ่านสักเล่ม 🙄)

Part 2 หุ้นไทยครึ่งปีหลัง (นวค กลยุทธ์ Tisco)

– อ่านบทวิเคราะห์ Tisco ช่วงเดือนกรกฎาคม มีพูดถึง Fund Flow ของฝรั่ง เม็ดเงินที่ต่างชาติยังขายออกได้อีก คือ 4-5 หมื่นล้าน (อิง market cap) หรือ 6-8 หมื่นล้าน (อิง paid up capital)

– แรงขายที่ออกไปมากแล้ว ทำให้คนคุมเกมในตลาดกลายเป็นสถาบันแทนต่างชาติ ประกอบกับแรงขายที่ขายไปมากแล้วทำให้เชื่อว่า ตลาดจะไม่ลงเยอะกว่านี้มาก อยุ่ช่วงหา bottom out ของรอบ และเพราะกำลังจะมีเลือกตั้งในปีหน้า ทิสโก้จึงค่อนข้างมีมุมมองบวกต่อตลาด

Part 3 หลักการลงทุนสไตล์ VI (มานะชัย ตันติกาญจนากุล)

– ให้เปลี่ยนแผนการใช้เงินจาก เหลือเท่าไหร่ออมเท่านั้น เป็น กำหนดไปเลยว่า ออมเท่าไหร่ เหลือแค่ไหนให้ใช้จ่ายได้แค่นั้น

– คนลงทุนแล้วไปต่อได้ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมีนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้

– เลือกครูให้ถูกคน การลงทุนมีหลายแนว แต่การเลือกครู (ทั้งในแง่คนที่เป็นไอดอลและหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้การลงทุน) มีความสำคัญมาก เพราะการเลือกครูสำคัญกว่าการเลือกหุ้น

– หนังสือแนะนำให้อ่าน ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนอย่างวอร์เรนบัฟเฟต เหนือกว่าวอลล์สตรีท กุญแจของการลงทุน ลงทุนสวนกระแสอย่างโทนี่โบลตัน นักลงทุนดันโด แกนการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

– Value investment ซื้อในสิ่งที่มีคุณค่าสูงกว่าราคาที่จ่ายไป (การประเมินมุลค่าหรือ valuation จึงสำคัญมาก

– VI style Benjamin Graham ซื้อหุ้นราคาถูก คุณภาพปานกลาง พิจารณาจาก financial ratio เป็นหลัก ขายเมื่อราคาเกินมูลค่าหุ้น

– VI Style Warren Buffet ซื้อหุ้น Super Stock ถ้าพื้นฐานยังดีถือไปไม่ต้องขาย จนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยน

– หุ้น Super stock ดูยังไง กึ่งผูกขาด เลียนแบบได้ไม่เหมือน มีรายได้ต่อเนื่อง เติบโตระยะยาว ไม่ถูกคุกคามจาก disruptive technology ผู้บริหารเก่ง เชื่อถือได้ ไม่เจ๊งใน10 ปีข้างหน้า และราคาต้องไม่แพงเกินไป (ประเมินจาก valuation)

– หนังสือช่วยขุด super stock หุ้นสามัญกำไรไม่สามัญ หุ้นดีต้องมีปราการ หลักคิดเรื่องกลยุทธ์และการแข่งขัน

– ทำไมต้องหัดอ่านงบ เพื่อเข้าใจธุรกิจหรือสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้ และใช้เป็นฐานในการประเมินอนาคตของกิจการ

– หนังสือหัดอ่านงบที่แนะนำ วิธีอ่านงบการเงินในหุ้น วิเคราะห์งบการเงิน คัดหุ้นทำกำไร ก้าวแรกอ่านงบการเงิน วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หลักสูตรม.โคลัมเบีย

– VI เลือกและตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นด้วยข้อมูลไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก

– VI ต่างจาก mainstream financer ตรงที่กระจายพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการเข้าไม่ถึงข้อมูลบางอย่างหรือภาวะที่ไม่คาดคิด (tail risk) ไม่ใช่เพื่อผลตอบแทนสูงสุด

– ระวังอคติจาก over confidence anchoring

– -หนังสือจิตวิทยาการลงทุนที่แนะนำให้อ่าน thinking fast and slow mistake were made but not by me จิตวิทยาการลงทุน แค่คิดก็ผิดแล้ว เล่นหุ้นอย่างไรไม่ให้ลำเอียง ที่เราแย่เพราะโชคร้าย เขาสบายเพราะโชคดี

– ถ้ามีภาวะขี้เกียจ ไม่อยากอ่าน ไม่อยากค้นคว้า เราจะทำไง ถ้ายังอยากมีอิสรภาพทางการเงิน กลับบ้านนอนชิลทุกอย่างย่อมเหมือนเดิม เปลีายนเป้าหมายให้ง่ายลง เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จทำได้มากขึ้น (ไม่มีอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง แต่อาจเกษียณแบบไม่ลำบาก) และ “เปลี่ยนทัศนคติและวิธีการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้”

– Henry Ford กล่าวไว้ว่า “wheather you think you can, or think you can’t. You’re right. (แล้วแต่เอ็งเลือกเชื่อ. ว่างั้น)

– วิทยากรจบได้ดีมาก ภาพของ Bill Gates ที่ยอมทิ้งชีวิตวัยรุ่นเบนเข็มมาลุยงานเต็มตัว กับภาพออฟฟิค Amazon ช่วงแรกๆ ที่ดูซอมซ่อและ Jeff Bezos นั่งทำงานอย่างหนักเพื่อพาตัวเองมาสู่การประสบความสำเร็จ วิทยากรบอกว่าเราเห็นแต่ภาพสวยหรูตอนพวกเขาประสบความสำเร็จ แต่ระหว่างทางที่ยากและแสนโหดร้าย เขาต้องเจอกับความล้มเหลวมากมาย แต่เพราะเค้าไม่ท้อและศึกษาเพื่อเติมมุ่งมั่นเพื่อเรียนรู้และต่อสู้กับปัญหา ภาพนี้คือชีวิตจริงของคนประสบความสำเร็จที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น จาก belief ร่วมกับ value จะนำพาเราไปยัง goal โดยต้องมี passion ที่หนักแน่น Action อย่างจริงจัง focus ในสิ่งสำคัญ แบบมี strategy ผ่าน failure นับร้อยพันครั้ง แต่กระบวนการเรียนรู้ใน process ทั้งหมดจะพาเราไปสู่ success ในที่สุด (จงอย่าหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ถ้ายังทำตัวเหมือนเดิม เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีก่อน แต่เมื่อย้อนเวลาไม่ได้ ช่วงเวลาดีสุดรองลงมา คือ จงลงมือปลูกเสียแต่ตอนนี้)

Q&A

– เพื่อนรอบตัวคนสำคัญ 5 คนแรกของเราจะเป็นตัวช่วยและตัวกำหนดวิถีการลงทุนของเรา

– กิจวัตรที่ดีของ VI คืออ่านบวค ฟัง opp day ติดตามข้อมุลข่าวสาร และแลกเปลี่ยนเพื่อต่อยอด

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: