สังฆกรรมมาฆบูชา

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us

ทฤษฎีวันมาฆบูชา กับ Nominee ผู้สาบสูญ

You need to login to view this content. Please . Not a Member? Join Us
+

VNT # กำไรทุบสถิติ New High เหตุไฉนราคาดันจะ New Low

งบ Q1/61 VNT

ตรรกะมันดูไม่สอดคล้องกัน ถ้างบสักกิจการทำสถิติกำไรทุบ New High แต่ราคาดันจะ New Low จริงไหมล่ะ ?  แต่…อะไรไม่แย่เท่า งบตัวนั้นดันเป็น VNT !!!!!!!!!!!  หรือวลี “งบดีให้ขายออก งบกระจอกให้ซื้อเข้า” คือเรื่องจริง ? ไม่เอาอ่ะ อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าเราเห็นว่าตรรกะมันควรต้องสอดคล้องกันเราก็ควรต้องตามหาเหตุผลว่า อะไรทำให้คนไม่โหมเข้าซื้อ ทั้งที่กิจการทำสถิติกำไรนิวไฮ มันมีอะไรที่ทำให้ตัวเลขกำไร 900 ล้านมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อกำไรไตรมาสเดียวเทียบเท่ากับกำไรของปีที่แล้วครึ่งปี หรือในคำว่า “กำไรนิวไฮ” มีอะไรลวงตาเราอยู่ ทำไมคำว่า “กำไรนิวไฮ” ถึงทรงพลังไม่พอที่จะดึงดูดให้เม่ากระโจนเข้าไล่ราคา

การดรอปลงของกำไรครั้งแรกของ VNT เกิดขึ้นเมื่อ Q4/60 แต่เป็นการดรอปลงที่ข้อเท็จจริงมันยังคงให้ภาพที่โอเค คือ รายได้เติบโตแต่มีรายจ่ายแบบ one time loss พวกตั้งสำรองด้อยค่าบริษัทย่อย แบบนี้ถึงกำไรดรอปยังไม่หนักใจ แต่รอบนี้กำไรทุบสถิตินิวไฮแต่กลับมีตัวเลขการเติบโตที่ไม่น่าพอใจ (อย่างน้อยในสายตาของผึ้ง) เพราะในความนิวไฮของกำไรที่ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้น รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 แต่ต้นทุนขายมันโตตามเร็วมากโดยต้นทุนขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 เป็น 13.2  ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เป็น 15.7 อันเนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่…ก็มีตัวเลขที่สะดุดตาอีกจุดนึงคือ รายได้อื่นๆ ในส่วนของบริษัทย่อยที่มีความบวมของตัวเลขเกิดขึ้นแบบมีนัย แม้จะยังไม่มาก แต่ในช่วงเวลาที่มีการเริ่ม diversify โครงสร้างรายได้ ถือว่าเป็นเรืื่องที่ต้องเริ่มโฟกัสและจับตาดูว่า อะไรยังไงได้แล้ว ทว่า…ก็ไม่ได้มีการลงรายละเอียดแจกแจงว่าคือรายได้จากส่วนไหน แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเกาะติดกันต่อไป กับมีจุดที่น่าพอใจอีกจุดตรงที่ตัวเลขของต้นทุนการเงินที่ลดลงจากหนี้ที่ลดไปเยอะมากแล้วในปี 2017 ซึ่งตรงนี้ก็เบาตัวไปได้เยอะ

นอกจากตัวเลขรายได้กับต้นทุนขายแล้ว มีอะไรที่ต้องเอ๊ะอีกบ้าง ใน AGM 1/61 บอกเราว่า Capacity เริ่มตึงมีแนวโน้มจะขยายโรงงานเพิ่มในปี 2019 ซึ่งจะหาข้อสรุปการขยายการลงทุนให้เสร็จกลางปีนี้่ว่าจะทำอะไรยังไงบ้าง แต่ที่น่าจะลงทุนอยู่อีกจุดหนึ่งคือ การวางท่อส่งวัตถุดิบที่รับจาก PTTGC มายังโรงงานเลย ใน AGM ไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ แต่ในงบ Q1/61 มีตัวเลขตรงนี้เป็นนัยๆ ซึ่งตรงนี้ในหมายเหตุมีอธิบายแค่ว่า มีการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินก้อนหนึ่งมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนการลงทุนและค่าวางท่อ โดยระบุว่า มีการจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัทแม่อาซาฮี ซึ่งตรงนี้ก็คือ การ Diversify โครงสร้างรายได้ตามที่เคยบอกไปแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องมีการค้าขายกับต่างชาติ ต่อไปเรื่องค่าเงินจะกระทบกับ VNT มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเงินยูเอสและเงินเยน ซึ่งมีแจกแจงไว้ในเรื่องต้นทุนการนำเข้าส่งออก

คำถามคือ รายจ่ายด้านการวางท่อส่งมีนัยมากไหม เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลใดยืนยัน ก็ได้แต่มโนไปก่อน ถ้าวางตามแนวถนน คาดว่าจะอยู่ในช่วง 5-8 กม. แต่เชื่อว่าน่าจะวางตามแนวคลอง ซึ่งระยะจะสั้นกว่าคือ ราวๆ 2-3 กม. ตัวเลขค่าก่อสร้างท่อส่งยังหาตัวเลขของต้นทุนการวางท่อส่งสารเคมีโดยตรงไม่ได้ ขออนุมานจากต้นทุนตัวเลขท่อส่งน้ำมันมาใช้แก้ขัดไปก่อน ตรงนี้ใครมีตัวเลขก็แจ้งเข้ามาเป็นข้อมูลหน่อยนะคะ ต้นทุนต่อกม.คือ 35 ล้านบาท ก็บวกลบ 5 ล้าน ตามสภาพพื้นที่ คาดการณ์ (เอาเอง) ว่า น่าจะมีรายจ่ายตรงส่วนนี้ราวๆ 100 ล้านบาท เคสวางตามแนวคลอง หรือ 300 ล้านบาท เคสวางตามแนวถนน แต่ตัวเลขในงบตอนนี้เห็น 117 ล้านบาท ก็ดูเข้าเค้าพอประมาณ ส่วนจะถูกต้องแค่ไหนตรงนี้ไม่ขอรับรองนะจ้ะ

เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่เห็นชัดในงบแล้วทำให้รู้สึกสบายใจจริงจังคือ การเติบโตของ ECH ที่พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรได้อย่างแท้จริงเสียที แต่ก็เหมือนยังมีวิบากกรรมบดบังไว้ เพราะสเปรด ECH ที่โตแบบเวอร์วังก็ยังไม่สามารถฉายแววเจิดจรัสได้สุดตัว ด้วยเหตุว่ายังโดนปัญหาค่าเงินกดหัวอยู่พอสมควร แต่ต้องถือว่า การฟื้นของสเปรด ECH มาต่อยอดการเติบโตของ VNT ได้ทันเวลา (อย่าลืมส้งเกตว่า กำไรของส่วนงานไวนิลเริ่มดรอปลงแบบแผ่วๆ แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องหนักใจเพราะอ่อนตัวลงตามสเปรดที่พักตัว)

Untitled33.png

จากสถานการณ์งบที่เห็น ประเด็นที่จะเป็นแรงผลักดัน VNT ให้ไปต่อจึงน่าหนีไม่พ้น 3 เรื่อง คืือ ปัจจัยการเติบโตของสเปรด Caustic Soda กับ ECH เป็นสองตัวหลัก (ส่วนตัวมองว่า สเปรด PVC จะหยุดการโตแรงแต่จะทรงๆ ตัวและขึ้นแบบเนิบๆ ) อะไรทำให้มองว่า สเปรด Caustic Soda และ ECH จะยังเดินหน้าปรับตัวขึ้น ก็เพราะโซดาไฟและกลีเซอรีนเป็นผลพลอยได้จากการผลิต PVC ถ้าการควบคุมการเปิดดำเนินการของโรงงาน PVC ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง โซดาไฟกับกลีเซอรีนก็จะคงสภาพมี surplus ต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ PVC ยังถูกทดแทนได้จากการผลิต PVC จาก Feedstock สายน้ำมัน ซึ่งภาวะ surplus ของ PVC จะไม่ชัดเท่ากับสองตัวแรก กับ ปัจจัย การเคลื่อนไหวของทิศทางค่าเงินบาท เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า การ Diversify ออกไปทำเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์ที่ต่างประเทศจึงต้องผูกพันกับค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งล่าสุดในกราฟวีคก็เหมือนเงินบาทจะเบรค downtrend line ขึ้นมาได้แล้ว และปัจจัยสุดท้ายที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตทิศทางของสเปรดผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นนโยบายการสั่งปิดโรงงานของพี่จีน ซึ่งตรงนี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมได้ แต่ถือเป็น risk factor ที่น่ากลัวที่สุด ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเกาะติดสถานการณ์ข่าวอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้วส่วนตัวมองว่า VNT ในปีนี้จะให้อารมณ์แบบที่บทวิเคราะห์ Phatra กล่าวไว้ คือ Down but not out อารมณ์ดรอปแต่ยังไม่เลิก ถามว่ายังกล้าหวังถึง 50 ไหม ก็อยากบอกว่า กล้านะ แต่ความมั่นใจอาจไม่เต็มร้อยเท่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถามว่า 42 ลำบากไหม คิดว่า ศักยภาพของ VNT  42 ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อเกินฝัน ที่สำคัญเราจะหาหุ้นดีๆ งบคลีนๆ รายได้ก็โต หนี้ก็แทบไม่มีได้จากที่ไหน ในยุคที่ตลาดมีแต่กิจการงบยัดไส้สร้างภาพให้ดูหรูหราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผ่านไปอีก 2 ไตรมาสงบพลิกหัวทิ่มกลับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือไม่ก็ผู้บริหารสร้างภาพร่วมมือกับขาใหญ่กับกองทุนลากกันเองไม่ต้องสนงบไม่ต้องแคร์พื้นฐานกิจการ สรุปลองหลับตาถือไปทั้งน้ำตาในบางช่วงบางครา แล้วค่อยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่ฝันเป็นจริงเลยก็แล้วกัน ในเมื่อสถานการณ์งบล่าสุดแม้ตัวเลขนิวไฮอาจไม่ได้ให้ภาพที่ดีสมราคาตัวเลข แต่งบของ VNT รอบนี้แม้ไส้ข้างในมันสะท้อนการดรอปตัวลงนิดๆ ไม่ถึงกับดิบดีแต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรจริงไหม

อ่านรายละเอียดบทวิเคราะห์ VNT ล่าสุดจากสองค่ายที่เกาะติด VNT ได้ที่นี่ Phatra VNT_20180510_PHATRA   UOB VNT_20180510_UOB

 

 

 

Reblog 3 # Elon Musk เมื่อเด็กเกเรอยากลองขายลูกกวาด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช เมื่อคืนนี้ ตามที่ผมได้นั่งฟังการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ และแปลลงเพจ Club VI กันสดๆ ไปแล้วนั้น หนึ่งในประเด็นที่มองว่าน่าสนใจและอยากเอามาถ่ายทอดต่อ คือคำถามเกี่ยวกับ moat หรือ “คูเมือง” สืบเนื่องจากคำกล่าวของ อีลอน มัสก์ เรื่องของเรื่องก็คือ ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มัสก์ บอกกับนักวิเคราะห์ใน conference call แถลงผลประกอบการของเทสล่าว่า “ผมคิดว่า คูเมือง (moat) เป็นเรื่องไม่เข้าท่า” ก่อนจะบอกต่อว่า “มันฟังดูดีแบบโบราณๆ ออกจะเก่าคร่ำครึนะ” “ถ้าคุณเอาแต่ตั้งรับข้าศึกที่รุกรานเข้ามาอยู่หลังคูเมือง คุณอยู่ได้ไม่นานหรอก สิ่งสำคัญคือความรวดเร็วของนวัตกรรม นั่นแหละคือตัวตัดสินความสามารถในการแข่งขัน” ถามว่าคำพูดกว้างๆ แบบนี้เป็นเรื่องขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มัสก์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อบัฟเฟตต์หรือชื่อใครสักหน่อย? คำตอบคือ เพราะผู้ที่ยกเอาคำว่า moat หรือ “คูเมือง” มาเปรียบเทียบกับความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ competitive advantage ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง และมันก็ได้กลายเป็นการอุปมาอุปไมย […]

via ช็อตต่อช็อต วิวาทะสุดคลาสสิก “มัสก์ – บัฟเฟตต์” — Club VI คลับ วีไอ

การเป็นคนเก่ง บางครั้งทำให้ได้รับอภิสิทธิในการได้รับการให้อภัยเมื่อบางทีอาจดูโอหัง หรือผยองไปบ้าง แต่การเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ แม้ว่าการเป็นคนเก่งแบบจีเนียสอย่าง Elon Musk จะไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีให้เห็นบ่อยๆ ก็ตาม ถึงกระนั้นการเป็นคนดีนั้นยากกว่า เพราะความดีมันลึกซึ้งเกินกว่าแค่การฝึกฝนที่จะประพฤติดี พูดดี คิดดี วางตัวดี แต่มันต้องบ่มเพาะต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นควรต้องใช้คำว่า “สั่งสมความดี” ปู่บัฟเฟต์ จึงดูจะเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้ชีวิต คือ เป็นคนเก่งที่ทุกคนรักและศรัทธา แต่ Elon Musk ยังมีทั้งฝ่ายรักและแกมระอา แต่ก็ไม่แน่เผื่อว่าการริอยากทำลูกกวาดของ Musk อาจเป็นลูกกวาดที่อมแล้วพยายามไปโผล่ที่ดาวอังคารก็เป็นได้ ต้องรอติดตามกันต่อไป

+ VNT กับโอกาสในการ diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว

VNTกับโอกาสการ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

อยากบอกว่า ระแวง VNT จังเลย แต่เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ อ่านให้จบก่อน ไม่ได้ระวังว่า หุ้นไม่ดี ยังยืนยันคำเดิมว่า VNT เป็นหุ้นดีที่ควรค่าแก่การถือหุ้นไว้ แล้วระแวงอะไรล่ะ ? ระแวงว่า VNT กำลังก้าวเข้าสู่การ Diversify ครั้งสำคัญ แต่การ Diversify ครั้งนี้ของ VNT ไม่ได้ออกเกิดขึ้นในระดับการปรับ Business Model หากแต่เป็นเพียงการ Diversify โครงสร้างรายได้ของกิจการเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา VNT รายได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาจากยอดขาย PVC ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกิจการ ซึ่งภาวะเช่นนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของกิจการ ดังนั้นการ Diversify ไปยังภาคส่วนอื่นน่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับกิจการเอง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เอื้อให้แนวทางการ Diversify โครงสร้างรายได้เห็นผลจริงจังได้ชัดเจนขึ้น เมื่อกระแสสังคมอยู่ในระยะถามหา และส่งเสริมธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียว ที่พลาสติกรักษ์โลกอย่าง ECH กำลังได้เวลาออกโรงเป็นพระเอกเสียทีหลังจากที่ VNT ลงทุนลงแรงพยายามฟูมฟักผลิตภัณฑ์นี้มานานหลายปี

ในระหว่างที่ชาวเม่ากำลังใจสั่นกับการทุบเขย่าขวัญของหุ้น VNT ไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และกำลังกลัวๆ กล้าๆ ในการจะถือรันเทรนด์หุ้น VNT ต่อไปดีหรือไม่ เพราะแม้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาหุ้น VNT จะทะยานกลับมาเกือบ 10% แต่ด้วยเทรนด์ของ   สเปรด PVC ที่่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสเปรดของปี 2017 และยังเหลือสงครามประสาทกำหนดขึ้น XD ในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่อาจทำให้เม่าระแวงว่า เป็นการไล่ขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อลุ้นรับปันผลหรือเปล่า นั่นปล่อยให้ชาวเม่าเค้ากังวลกันไป ไอ้ชาวถือแล้วทำใจขายไม่เป็นแล้วอย่างเราไประแวงอย่างอื่นกันดีกว่า ตอนนี้ควรต้องระแวงอะไรล่ะ ??? ข่าวที่แจ้งตลาดทำให้ระแวงเรื่อง Diversify นี่ล่ะ !!!

VNT ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวและพลาสติกรักษ์โลก

 

ถ้าเราติดตาม VNT อย่างจริงจัง เราต้องทราบว่า ส่วนหนึ่งของโซดาไฟที่ VNT จำหน่ายเราไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด หากนำเข้ามาบางส่วน เดิมธุรกิจของ VNT ผลิตโซดาไฟ 2 เกรด (จำแนกตามความเข้มข้น) แต่ในรายงานปี 2017 บริษัทมีโซดาไฟ 3 เกรดแล้ว ซึ่งผู้บริหารเคยใน AGM 2017 ว่า บริษัทได้ริเริ่มนำเข้าโซดาไฟบางส่วนเนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีต้นทุนหลังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่ำกว่าลงมือผลิตเอง ซึ่งหลังจากการดำเนินการนำเข้าโซดาไฟมาได้สักระยะหนึ่ง ทางผู้บริหารน่าจะเล็งเห็นถึงโอกาสในทางธุรกิจที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว จึงได้ยื่นเสนอต่อที่ประชุม AGM ปี 2018 ในวาระขอปรับแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทในหนังสือบริคณฑ์สนธิของบริษัท ใน 3 ข้อ คือ ขอประกอบการค้าเคมี ทุกชนิด โดยขยายขอบเขตวัตถุประสงค์เพื่อ นำเข้าส่งออก เคมีทุกชนิด ให้สามารถรับเป็น นายหน้าตัวแทนตัวแทนค้าต่าง ในกิจการเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ตรงนี้สะท้อนอะไร มันบอกเรากลายๆ ว่า ต่อไปนี้VNT จะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์หากแต่พร้อมจะดำเนินการเป็นตัวแทนนำเข้าส่งออกเคมีทุกชนิดไม่จำกัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้อีกต่อไป  !!! 

สรุป VNT จะไม่นั่งผลิตแค่ PVC  Caustic Soda  VCM  และ ECH อย่างเดียวอีกต่อไป แต่…นับจากนี้ต่อไป VNT จะลงสู่สนามของการเป็นผู้จำหน่ายเคมีภัณฑ์ทุกชนิดเลย ถ้าเคมีภัณฑ์ตัวไหนผลิตเองไม่ได้ก็ซื้อมาขาย หรือถ้าผลิตเองได้แต่หาที่ทุนต่ำกว่าได้ก็จะไปซื้อมาขาย แบบว่า อะไรที่ได้เงิน พี่จะทำให้หมด !!! ซึ่งอันนี้ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะอย่าลืมว่า VNT มีแบ๊กใหญ่แบบอาซาฮี (AGC) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีรายการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้เลือกสรรมาจำหน่ายได้หลากหลายจุใจแน่นอน ซึ่งตรงนี้เองมีส่วนสำคัญให้ Net Profit ของ Caustic Soda ฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

vnt gpm npm  Gross Profit และ Net Profit ของผลการดำเนินงานของ VNT ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อนำไปพิจารณา Gross Profit เทียบกับ Net Profit จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2017 มีการเติบโตของ Net profit ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งก็เป็นผลหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของสเปรดผลิตภัณฑ์ ECH ที่ปัญหามลภาวะในจีนและปัญหาสภาวะโลกร้อนได้กดดันให้เกิดการรณรงค์หันมาสนับสนุนและเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นชนวนสำคัญของการปรับตัวขึ้นของสเปรด ECH จาก 1,200$ ในปี 2017 เป็น 1,500$ ในปี 2018 ที่มีการคาดการณ์กันว่า ECH น่าจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ VNT ได้อานิสงฆ์อย่างมากในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรักษ์โลก ภายใต้นวัตกรรม Epicerol ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมที่มีการนำเอากลีเซอรีนมาใช้แทนโพรพิลีน ซึ่งสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตลงได้ถึง 61% ซึ่ง VNT เคลมว่า การใช้อีพิเซอรอล 1 ตันในผลิตภัณฑ์ใดสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นลงได้ถึง 2.56 ตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลกของ ECH คงเหมือนผู้พิทักษ์โลกร้อนตัวจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัญหามลภาวะที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งมีการระบุสถิติว่า มีคนต้องเสียชีวิตจากปัญหาคุณภาพอากาศมากถึง 5 แสนคนต่อปี ย่อมส่งผลทางอ้อมให้เกิดการรณรงค์ให้มีการหันมาใช้พลาสติกรักษ์โลกอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้อย่าลืมว่า สภาวะอากาศที่เลวร้ายอย่างมากในประเทศจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโอกาสทางธุรกิจของ VNT จึงถือเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การตั้งลำของธุรกิจ ECH น่าจะเกิดเสถียรภาพอย่างจริงจังได้เสียที ทั้งนี้สภาพอากาศในจีนเลวร้ายขนาดไหน อยากให้ลองชมภาพยนตร์โฆษณา Breathe Again เจ้าของรางวัลภาพยนตร์โฆษณายอดเยี่ยมของจีนหลังสะท้อนปัญหาสภาพอากาศที่เลวร้ายรุนแรงของประเทศจีนได้อย่างถึงแสบสันต์ ทว่าโทนของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มันชวนให้เศร้าหมองยิ่งนัก click here

การได้เห็นถึงสภาพปัญหาของมลภาวะในอากาศของจีน ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดทั่วโลก ทำให้เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า โอกาสการ Diversify โครงสร้างรายได้ของ VNT ไปสู่ภาคส่วนผลิตภัณฑ์อื่นน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการลดภาวะการพึ่งพิงรายได้หลักจาก PVC อันจะส่งผลให้กิจการมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงสะท้อนการเติบโตเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากการดำเนินการ อันเป็นผลมาจากทั้งประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนของ Caustic Soda และโอกาสของมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของสเปรด ECH เม่าก็ได้แต่เอาใจช่วยให้การ Diversify สู่ธุรกิจปิโตรเคมีสีเขียวในครั้งนี้เกิดผลที่แข็งแกร่งและนำพากิจการให้เติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ว่าแต่วันจันทร์นี้รบกวนปันผลฟรีด้วยแล้วกัน ไม่ได้ขออะไรมากมายเลยนะ กลับไปยืน 35 กันดีกว่า กิจการออกดี อนาคตก็มากมี ผู้บริหารก็แสนดี  VNT Go Go

+ BTS Total Shareholder

BTS กับวงวานวังน้ำวน

ช่วงต้นเดือนนี้ คำถามหนึ่งที่ปรากฎแทบจะทุกห้องไลน์การลงทุนคือ BTS ของคีรี กาญจนพาสน์ มาได้ยังไง ?  BTS แรงไปไหน !!! BTS โด๊ปอะไรมา ทำไมขึ้นแรง ? BTS จะ 10 ไหมรอบนี้ ?  BTS เอาจริงหรือยัง ?  ใครมี BTS บ้างอิจฉาจังเลย ? BTS มีข่าวอะไร ? แล้วทำไมดูเหมือนหุ้นในเครือของตระกูลกาญจนพาสน์ถึงได้สามัคคีวิ่งพร้อมกันหมดในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น BTS  BEM  BLAND นัดกันมาหรืออย่างไร?  ต่อให้เราปิดจอไม่เทรดเลย แต่อ่านห้องไลน์เราคงต้องรู้โดยสัญชาตญาณว่า กราฟราคาหุ้น BTS น่าจะพุ่งทะยานขึ้นแน่นอนจริงไหม แต่…คำถามไหนน่าสนใจที่สุดในบรรดาคำถามข้างต้นทั้งหมด สำหรับคนอื่นคงนานาจิตตัง ตอบกันไปคนละทาง ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรสุดแต่ใจสงสัยใคร่รู้ แต่ถ้าถามผึ้ง คำถามเดียวที่ผึ้งอยากรู้ไม่ได้อยู่ในคำถามที่เอ่ยมาเลย แต่สิ่งเดียวที่ผึ้งอยากรู้คือ สัดส่วนการถือครองหุ้น BTS ของตระกูลกาญจนพาสน์ โดยเฉพาะในส่วนของคุณคีรี กาญจนพาสน์ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรอบการปิดสมุดปีก่อนกับปีนี้ !!! ไปดูกันคะ

bts 2017

รายชื่อปิดสมุด BTS ปี 2017

bts 2018

รายชื่อปิดสมุด BTS ปี 2018

แค่หุ้นตระกูลกาญจนพาสน์สามัคคีพาเหรดออกตัววิ่งพร้อมกัน แค่นี้เราก็ต้องสนใจด้วยหรือ ? หลายคนอาจคิดแบบนั้น ก็ถ้าไม่มีหุ้นจะไม่สนใจก็ไม่มีใครว่าอะไรแน่ แต่…การเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือมีปัจจัยอะไรบ้างในกระบวนการทำราคาหุ้น เป็นเรื่องที่เม่าทุกคนควรสนใจไม่ใช่หรือ ???

ถ้าจะว่ากันจริงๆ พอมาเทียบกัน จะเห็นว่า ภาพรวมการถือครองของตระกูลกาญจนพาสน์ใน BTS ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบมีนัยในรายของเจ้าของหุ้น เบอร์ 1 และ เบอร์ 3 มีแค่กองทุนกสิกรที่แอบลี้จากไป แต่มีนักลงทุนหน้าใหม่โผล่เข้ามาแทน แถมน่าสนใจตรงที่เป็นคนสนิทกับเบอร์ 1 โผล่เข้ามาถือแทน โปรดสังเกตสัดส่วนดูใกล้เคียงกันกับที่กองทุนหายไป ที่เหลือก็คงเดิมๆ ลดทอนสัดส่วนการถือครองลงไปเล้กน้อย บ้างก็เพิ่มการถือครองขึ้นเล็กน้อย แต่หลักๆ ยังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ อ้าวแล้วไงล่ะ จะบอกไปต่อไม่ถูกเลยคงไม่ได้ เพราะเรายังมีอีกสองที่พึ่งช่วยไขปัญหาให้กระจ่าง ว่าแล้วไปดูกันเลย

สมมติฐานแรกเกิดขึ้นบนความคิดง่ายๆ แต่เป็นตรรกะที่แท้ทรูอย่างปฎิเสธไม่ได้ ถ้าคิดจะลากทำราคา ไม่มีเจ้ามือคนไหนใจดีลากให้เม่ารวย เค้าต้องทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะลากทำราคา ต้องเก็บของเข้าพกเข้าห่อให้มากเข้าไว้ งั้นไปดูกันสิ มีปรากฎการณ์แอบดูดสูบหุ้น BTS ออกไปหรือไหม ? เฉลยแรกคือ NVDR มีสัดส่วนหุ้น BTS เพิ่มขึ้นหลัก 30 ล้านหุ้น (ส่วนตัวมองว่า ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่) แต่จุดที่ผึ้งให้ความสำคัญและมองว่าน่าสนใจมากกว่าคือ สัดส่วนจำนวน Total Shareholder ลดลงเรื่อยๆ ในทุกรอบการปิดสมุดในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มี 8.4 หมื่นคน เหลือเพียง 7.9 หมื่นคน มันได้มีการละลายเม่าหายไปร่วม 5 พันคนได้ ว้าวววว …. ตรงนี้สิที่น่าสนใจ

bts total shareholder

จำนวนผู้ถือหุ้น BTS ในการปิดสมุดในแต่ละรอบ ช่วงปี 2017-2018

จากนั้นตามไปดูพี่ใหญ่เบอร์ 1 กันด้วย มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือเปล่าในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา กระดาน 59-2 จะเป็นคนไขปริศนานี้ให้เราเพราะพี่เค้าเป็นกรรมการบริษัทด้วย ว่าแล้วก็ชะโงกไปดู 59-2 ย้อนหลังกันหน่อย (สนใจค้นหาแบบฟอร์ม 59-2 ย้อนหลัง click here) ผลปรากฎว่า พี่เค้าดอดเก็บหุ้นมาเรื่อยๆ ตลอดทาง ทำไมเป็นคนเปิดเผยแบบนี้ จะดีใจก็ระแวงเวลาเจอเจ้าเปิดเผยมากไป เค้าว่ากันว่า เจ้ามักเขี้ยว (เหมือนใครคนใดคนหนึ่งที่เรารักมาก เวลาซื้อก็โชว์หล่อให้ดูประจำ แหมมม ระแวงกันเลยทีเดียว) ยังๆๆๆ พี่เค้ามีโอนออกด้วยนะเอ้อ  เค้าระบุไว้ว่าเป็นการโอนออกไปเพื่อฝากเข้าบัญชีกองทุนต่างชาติ 2 กองทุน ซึ่งก็บังเอิญอีกว่าเป็นกองทุนที่มีรายชื่อติดอันดับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BTS เสียด้วยสิ แบบนี้แสดงว่า กองทุนทั้งสองแห่งนี้ก็น่าจะเป็นนอมินี่ถือหุ้นแทนพี่เบอร์ 1 ป่าวน๊าาาา เพราะถ้าไม่ใช่พี่เค้าจะโอนออกไปฝากทำไมจริงไหม

Capture.PNG

รายงานการซื้อขายหุ้น BTS (แบบฟอร์ม 59-2 ย้อนหลัง) ของคีรี กาญจนพาสน์

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วคุณคีรี กาญจนพาสน์ จะต้องโอนออกไปทำไมให้ยุ่งยาก วุ่นวาย เก็บไว้ในชื่อตัวเองไม่ดีกว่าหรือ ? คำตอบก็คือ ถ้าคุณคีรีซื้อเก็บไว้ในชื่อตัวเองเยอะ ๆ เดี๋ยวจำนวนหุ้นรวมทั้งหมดก็จะคร่อม Ticker point ต้องแจ้งซื้อในแบบฟอร์ม 246-2 อีกไงล่ะ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ เวลาขายออกไม่ต้องแจ้งไง เพราะถ้าโอนไปฝากไว้ที่กองทุนนอมินีแทนแล้ว ก็หมดปัญหาตรงนี้ไป เพราะกองทุนนอมินีทั้งหมดไม่มีกองทุนไหนถือครองถึง 5% ก็ไม่เข้าข่ายต้องแจ้งเมื่อทำการซื้อหรือขายไงล่ะ เก็ทแล้วน๊าาาา

bts update.PNG

รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ BTS รอบการปิดสมุดทะเบียน 22 มกราคม 2561 (โฟกัสไปที่การถือครองของตระกูลกาญจนพาสน์)

ที่นี่มาดูรายชื่อแบบเพ่งๆ อีกที ปรากฎว่า บ้านพี่นี่มันวังน้ำวนของแท้เลยอ่ะ อะไรๆ มันก็คือของพี่หมดเลย แต่ถือในชื่อของนิติบุคคลแทนเพื่อไม่ให้ดูเอิกเกริก เฉพาะชื่อแดงๆ นี่บวกๆ เข้าไปสิได้กี่เปอร์เซนต์ มีหุ้นในบังคับบัญชาสั่งการกำหนดทิศทางได้แค่ไหน แล้วทำไมคาดสีแดงที่บริษัท เคทูเจ โฮลดิ้ง เข้าไปด้วย ก็เพราะบริษัท เคทูเจ โฮลดิ้ง จำกัด มีความเป็นมาเสมือนหน้าฉากให้ตระกูลกาญจนพาสน์  เพราะถือกำเนิดในปี 2549 แบบปุ๊บปั๊บฉับไวเฉพาะกิจมากๆ เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อเข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ BTS โดยเฉพาะ อารมณ์เดียวกับ หุ้นเพิ่มทุนของ NPP ที่เสกบริษัทขึ้นมารับงานประมาณนั้นเลย ว่าแต่ เคทูเจ คือนินจาไร้ตัวตนจริงหรือ ก็ต้องตอบไม่เชิง หากแต่บริษัทนี้ตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาให้เป็น Holding Company ให้กับตระกูลรถไฟฟ้ามหานคร ที่ถือหุ้นผ่านทางบริษัท เอ็กเซล แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด (ประเทศฮ่องกง) กับบุคคลที่สองคน ที่ถูกระบุให้เป็นกรรมการออกหน้าแทน ซึ่งตามหลักฐานการจดทะเบียน ระบุชื่อกรรมการเป็นนายพงษ์ศักดิ์ ชมสุวรรณ และ นางสาวเพ็ชรรัตน์ ดลเฉลิมพรรค ในครั้งนั้นเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเฉพาะกิจไปกับกลุ่มกองทุนต่างชาติเฉพาะกิจที่รับดำเนินการแทนนักลงทุนต่างชาติอีก 5 ราย หากไม่มีการเปิดเผยว่าเป็น  ผู้ใด (แหมมมมมมม) และแล้วแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทธนายง (TYONG ชื่อเดิมของ BTS) ก็ราบรื่น ฉลุยกุ๋ยด้วยดี โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำ Tender Offer ด้วย (แหมมมมม ว่าแต่มันจะแหมอะไรบ่อยๆ ขยันหมั่นไส้เค้าเนอะเรานิ) ซึ่งจวบจนถึงวันนี้ เคทูเจก็ยังคงถือหุ้น BTS มาจนถึงทุกวันนี้ สรุปแล้วหุ้นบ้านเน้ แหลกเงินเค้ายากหน่อยนะ เล่นได้แต่อย่าโลภเพราะถ้าเจ้าไม่เขี้ยว เค้าไม่พา TYONG ผ่านร้อนผ่านหนาวอุ้มเข้าแผนฟื้นฟูกิจการแบบล้มบนฟูก เจ็บไม่มาก หุ้นไม่หาย แล้วพากลับเข้าเทรดในนาม BTS แบบชนิดที่กลายเป็นหุ้นพื้นฐานดี กิจการมั่นคง ได้แบบทุกวันนี้หรอกจริงไหม

ปล. ราคาหุ้นโปรดใช้วิจารณญาณ ส่วนตัวมองว่าใกล้พัก แต่ยังห่างไกลคำว่าจบรอบอีกมาก

Brief อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

พอดีน้องๆ อัพเดทบทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical) ของ KSS มาให้ อธิบายแจกแจงความเป็นมาเป็นไปแบบง่ายๆ ไม่ศัพท์วิชาการจ๋า และไม่สั้นจนไม่ได้ความ แต่ก็ไม่ยาวจนเกินจะอ่านไหว เห็นว่าช่วยปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเบื้องต้นได้แบบกระชับฉับไว เลยเอามาแปะให้อ่าน เผื่อสาวกแฟนคลับน้องหมี VNT จะอยากทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมของตัวเองให้มากขึ้น (อีกประเด็นนึงที่สาวกหมีสงสัยมาตลอด คือ ทำไมผึ้งถึงตั้งชื่อเล่นให้ VNT ว่าน้องหมี ขออนุญาตไขปริศนาตรงนี้นะคะ ปกติเป็นคนชอบตั้งฉายาให้หุ้น พอชอบ VNT แล้วก็พยายามนึกว่าควรจะเรียกว่าอะไร ก็ตัดสินใจเรียกจากการพ้องเสียง VNT มาจากชื่อเต็มว่า บริษัท วินีไทย ก็นึกถึง Winnie the Pooh ก็เลยเรียกว่า น้องหมี พอไหวไหมค่ะ 55555) ดาวน์โหลดฉบับเต็มที่นี่ IO_Petrochemicals_30042018_KSS

KSS ให้ข้อสรุปว่า วัฎจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical Sector) มีรอบยาวถึง 6-9 ปี โดยในระยะ 3 ปีข้างหน้าคาดว่ายังเติบโตที่อัตรา 3.0-4.5% และสิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตของปิโตรเคมีทั้งกลุ่มคือ ราคาแนฟทา (สิ่งที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน ซึ่งถูกใช้เป็นสารตั้งต้น (Feedstock) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้แนฟทาเป็นสารตั้งต้น โดยในเคสของ VNT เรานำเอาแนฟทามาผลิตเป็นเอทิลีนก่อน จากนั้นนำเอทิลีนมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิต PVC อีกทอดนั่นเอง ซึ่งเราซื้อเอทิลีนจาก PTTGC ผู้ถือหุ้นเบอร์ 2 ของเรามาผลิตต่อนั่นเอง เป็นความสัมพันธ์ทางใจต่อกัน หวังว่าจะรักกันไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร อย่าได้ขายบิกลอตคืนให้อาซาฮีไปเน้อออออ
price

ทิศทางราคาสารตั้งต้น (Feedstock Prices) 3 ชนิด

จากภาพข้างบน เราจะเห็นว่า VNT มีความได้เปรียบโรงงานในจีนมาก จากการที่ถ่านหินปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันแม้จะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังปรับตัวในอัตราช้ากว่าสายถ่านหินอยู่ค่อนข้างมาก ถ้าพิจารณาดูตัวเลขคาดการณ์ของความต้องการของอุตสาหกรรมนี้จะเห็นได้ว่า สายเอทิลีนนำโด่งมาก่อนเลย ซึ่งก็เป็นเพราะว่าราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ดีมานด์โหมเข้าใส่ Supply ที่ใช้เอทิลีนเป็นสารตั้งต้น (ราคามีผลให้เลือกฝั่งเอทิลีนนั่นเอง) และเช่นกันเมื่อดูคาดการณ์ความต้องการเอทิลีนต่อ GDP ก็จะเห็นว่า มีอัตราเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับสารตั้งต้นชนิดอื่นๆ ซึ่งต้นทุนของอุตสาหกรรมนี้ 60-70% เป็นราคาของสารตั้งต้นนั่นเอง ดังนั้นการได้เปรียบในธุรกิจนี้จะต้องมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ (Cash Cost) โดยจะต้องมีการบริหารจัดการสารตั้งต้นอย่างเหมาะสม (Feedstock Management) อีกด้วย แต่การลงทุนครบวงจรเองก็มีผลต่อธุรกิจอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะจะช่วยให้เกิด Economic of Scale ซึ่ง VNT เรามีโรงงานคลอร์อัลคาไรด์แบบครบวงจรแล้ว ฮิโซยิ่งนัก ภูมิใจเนอะ บริษัทอะไรดีๆ หนี้ก็น้อย แต่ราคาตอนนี้ไม่น่ารักเลยให้ตายสิ

feedstock consumption.PNG

อัตราการบริโภคสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปี 2016

demand.PNG

การคาดการณ์ความต้องการระยะยาวของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีชนิดต่างๆ

สิ่งที่ต้องรู้อีกเรื่องสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคือ สิ่งที่กำหนดราคาปิโตรเคมีเรียกว่า Spread ซึ่งก็คือ ส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาวัตถุดิบตั้งต้น (Spread = Product prices
– Raw material prices) ซึ่งจะต้องคอยติดตามอัพเดทราคาสเปรดจากโบรกเกอร์ ซึ่งส่วนใหญ่โบรกจะอัพเดททุกวันอังคาร ดังนั้นเราจะพบว่า ราคาหุ้นที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะผันผวนขึ้น-ลงตาม Spread ของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยในเคสของ VNT ก็ให้เกาะติด Spread ของ PVC กับ Caustic Soda และ ECH ไว้เป็นหลัก (หรือหมั่นดูทิศทางราคาแนฟทากับโพลิเอทีลีน ตัวย่อคือ PE ไว้เป็นสำคัญ) ซึ่งจากบทวิเคราะห์ของ KSS ก็บอกเราว่า PVC น่าจะเติบโตได้ดี เพราะ Demand ยังคงมากกว่า Supply เนื่องจากกำลังการผลิตขยายตัวเพียงร้อยละ 1 ขณะที่ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 3-4 ฟังดูดี แต่ทำไมราคาดูไม่ดีตามที่พี่เค้าคาดการณ์ ไม่เข้าใจๆๆๆ   แต่แน่นอนว่า การที่เราไม่สามารถเกาะติดราคาของ Spread แบบเรียลไทม์ได้จึงถือเป็นความซวยอย่างช่วยไม่ได้ของเม่าไทย ที่ไม่มีโบรกไหนยอมจ่ายเพราะค่าใช้จ่ายแต่ละสเปรดก็แพงโขอยู่เหมือนกัน ก็นั่งรออัพเดท 8 โมงเช้าวันอังคาร ตามเพลงของปาล์มมี่ไปกันนะจ้ะpvc.PNG 

+ สังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน Sharing Economy

เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 3 เมื่อสังคมจีนยกระดับสู่สังคมเศรษฐกิจแบ่งปันเต็มตัว (Sharing Economy)

 

แนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เป็นแนวคิดที่ก่อกำเนิดจากความพยายามสร้างรายได้จากการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งของที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเพียงลำพังหรือจากนิติบุคคลเป็นเจ้าของได้ทั้งสิ้น ธุรกิจใกล้ตัวที่คนไทยคุ้นเคยก็อย่างเช่น Airbnb ที่ทำธุรกิจ Home Sharing ที่นำเอาที่พักอาศัยมาปล่อยเช่าให้กับนักเดินทางเป็นการชั่วคราว โดยที่เจ้าของที่พักไม่ได้ทำธุรกิจโรงแรม หากแต่มีห้องว่างเพียงแค่ห้องเดียวก็สามารถนำมาหารายได้เพิ่มได้แล้ว หรือธุรกิจ UBER ที่นำรถยนต์ส่วนตัวมาให้บริการเช่าพร้อมคนขับเป็นรายเที่ยวเพื่อชดเชยการใช้บริการรถแท็กซี่
สังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน

วิวัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) Photo credit : Udermy

แนวคิดธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เริ่มบูมไม่เฉพาะแต่ในจีนหากแต่เป็นภาวะที่พบเห็นได้แพร่หลายทั่วโลก เมื่อสิ่งของรอบตัวหลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคตระหนักดีว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้สิ่งของนั้นอยู่ตลอดเวลา หากต้องการใช้เป็นครั้งคราว ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อมาเป็นการถาวร แต่สามารถเลือกใช้บริการเช่าใช้เป็นครั้งคราวแทนได้ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้บูมอย่างจริงจังคือ การมี Startup เป็นช่องทางให้เจ้าของไอเดียเข้ามาขอรับการระดมทุนเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ให้เกิดเป็นรูปเป็็นร่างอย่างจริงจังนั่นเอง ประจวบเหมาะกับการเกิดสังคมเทคโนโลยี Internet of Things ที่อุปกรณ์ทุกสิ่งถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการทำธุรกรรมการขอเช่าและส่งคืนข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาแบ่งปันกันใช้

ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันพบว่า ผู้ใช้บริการร้อยละ 81 มองว่าธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปันช่วยให้เกิดความประหยัดและเป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อสินค้านั้นไว้ใช้เองเป็นการส่วนตัว และมีจำนวนมากถึงร้อยละ 83 ที่ชื่นชอบความสะดวกสบายของบริการแบ่งปันในลักษณะนี้ โดยมีผู้ใช้บริการราวร้อยละ 76 ที่ชื่นชอบบริการนี้เพราะเห็นเป็นหนทางในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

แต่ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของ Sharing Economy เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า เรื่องความไว้วางใจ (Trust) ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของโอกาสที่ธุรกิจสังคมแบ่งปันจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ด้วยเช่นกัน หากคิดในประเด็นนี้แล้วเราจะมองเห็็นโอกาสนี้ประสบความสำเร็จได้ในประเทศจีนได้มากแค่ไหน ในเมื่อเราต่างรับรู้กันดีว่า คนจีนขึ้นชื่อในความเป็นชาติที่ไร้ระเบียบลำดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ดังนั้นหัวใจหลักของความสำเร็จในธุรกิจนี้จึงอยู่ที่ Platform ที่ใช้ในการทำธุรกรรมขอเช่า-ส่งคืน รวมถึงการกำหนดวงเงินการวางมัดจำที่เหมาะสมกับมูลค่าของสิ่งของที่มีการแบ่งปันเป็นสำคัญ ซึ่งปกติแพลทฟอร์มการชำระเงินของจีนเองอย่าง Alipay และ Tenpay (ชื่ออย่างเป็นทางการของระบบชำระเงินของค่าย Wechat) ได้รับการยอมรับแพร่หลายอยู่แล้วในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน จุดนี้ทำให้สตาร์ทอัพที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจสังคมแบ่งปันไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรอีกแล้ว เพียงแค่บริหารจัดการธุรกิจเฉพาะในส่วนของตัวให้ลงตัว อาทิ

  • การกำหนดเงินมัดจำ (แพงไปเสียโอกาสให้คู่แข่ง ถูกไปเสี่ยงไม่คืนสินค้าที่เช่าไป) มีผลการวิจัยระบุว่า ผู้บริโภค 64% พิจารณาการเลือกค่ายผู้ให้บริการจากจำนวนเงินมัดจำ
  • การบริหารระยะห่างของจุดรับ-คืนสินค้าให้เหมาะสม
  • การจัดสรรสินค้าให้เพียงพอต่อการให้บริการแต่ละจุดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
  • การมีสินค้าให้บริการหลากหลายรูปแบบ (เช่น ธุรกิจเช่ารถ ต้องมีทั้งรถซีดานและ SUV ให้เลือกตามความต้องการ เป็นต้น)

บ่นมายาวแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า ในจีนตอนนี้มีธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) อะไรกันบ้าง ที่เห็นมีให้บริการแบบแพร่หลายเลยก็ Bicycle Sharing (เจ้าที่ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด คือ OFO และ Mobike คู่หูดูโอจักรยานสีเหลืองและสีส้มที่ยังคงขับเคี่ยวกินกันไม่ลงอย่างชัดเจน) Car Sharing (Marketshare สูงสุดเป็นของ Go Fun) Power Bank Sharing (Anker Box ค่ายนี้เท่านั้นที่สาวกแอปเปิ้ลมั่นใจ) Home Sharing (Xiaozhu ก็คงต้องเรียกเธอว่า Airbnb สัญชาติจีนประมาณนั้น) ตอนนี้เรามาลองดูตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ Sharing Economy ในจีนกันบ้าง แน่นอนว่าคงไม่สามารถหาตัวเลขของแต่ละธุรกิจได้โดยตรง แต่อยากให้ดูตัวอย่างของธุรกิจ Power Bank ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประมาณการขึ้นมาจากจำนวนของ Device ทุกชนิดที่ต้องใช้การสำรองไฟ ทำให้ระดับรายได้ของธุรกิจนี้เติบโตหลักหลายพันล้านเหรียญเลย

Laidian Power Bank Station (Photo Credit : Pinterest)

คนแรกที่เห็นโอกาสของธุรกิจให้เช่า Power Bank Sharing ในประเทศจีนคือ บริษัท Laidian ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ริเริ่มจากการระดมทุนแบบ Startup และได้รับเงินอุดหนุนจาก Alibaba ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้ระบบการรับชำระเงินของค่ายนี้ถูกผูกขาดกับทาง Alipay โดยผู้บริหารของบริษัทอ้างถึง ผลการวิจัยของ iiMedia ที่ระบุว่า ความต้องการใช้งาน Power Bank จะเพิ่มจาก 104 ล้านคน ในปี 2017 เป็น 246 ล้านคนในปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมนิยมเล่นเกมและสตรีมมิ่งสดวีดีโอมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของเขาถึงโอกาสการเติบโตในธุรกิจนี้ อ่านเพิ่มเติม ที่นี่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่สนามมากมายไม่ว่าจะเป็น

Ankerbox ค่ายนี้มาแปลกกว่าเพื่อนเพราะเป็นค่ายเดียวที่มีกำเนิดมาจากบริษัทผู้ผลิต Power Bank โดยตรง ด้วยเหตุนี้ทำให้ค่ายนี้ชูนโยบาย Power Bank ค่ายเดียวที่ได้รับมาตรฐาน MFi Certificate จากค่าย Apple ที่จะเน้นทำการตลาดผ่านสาวกแอปเปิ้ลเป็นหลัก โดยล่าสุดประกาศแผนงานวางเป้าทุก 500 เมตร จะต้องมีจุดรับ-คืน แต่ในที่สุดด้วยสมรภูมิเดือดทำให้ Ankerbox ต้องแยกธุรกิจนี้ออกมาจากบริษัทแม่และเดินตามรอยเพื่อนร่วมทางรับระดมทุนผ่าน Startup โดยคว้ามาได้ 100 ล้านหยวนจากการสนับสนุนของ IDG และ Sunwoda เพื่อโตต่อในสนามที่ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอีกมากรออยู่ โดย Ankerbox เคลมว่า ตอนนี้ตัวเองยังคงมีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในตลาด และไม่หวั่นไหวกับการโตพรวดของ Xiaodian ที่แม้จะมีอัตราค่าเช่าที่ต่ำที่สุด แต่เชื่อมั่นว่า นโยบายไร้ค่ามัดจำของตัวเองยังคงเป็นแม่เหล็กชั้นเยี่ยมในการดึงดูดลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Ankerbox Power Bank Sharing (Photo Credit : All Tech Asia)

EnMonster หรือชื่อเต็มว่า Energy Monster น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ที่ระดมทุนได้ 200 ล้านหยวน จาก Xiaomi ค่ายผู้ผลิตมือถือหัวเว่ย ช่วงปลายปี 2017 มีฐานที่มั่นอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เพิ่งประกาศตัวลงสนาม ลุยทั้งในรูปแบบธุรกิจเดิมที่เป็นเพียงแค่ Table Charger มาสู่แบบ Take away Power Bank) ซึ่งเม็ดเงินที่เพิ่งได้มาสนับสนุนยังต้องรอติดตามต่อไปว่า เจ้าตัวประหลาดชาร์จไฟได้ตัวนี้จะแผลงฤทธิ์สั่นคลอนตลาดนี้ได้มากน้อยเพียงใด  อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Xiaodian จอมวายร้ายแห่งวงการหลังคว้าสถิติครองตำแหน่ง Highest return investment โดย Xiaodian เป็น Startup ที่ได้รับเงินระดมทุนไป 100 ล้านหยวน และถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ Wechat เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่า ถ้าเช่ากับเจ้านี้ต้องชำระเงินผ่านค่ายไหน อิอิ อะไรคือกลยุทธ์ที่ทำให้จอมวายร้ายมาทีหลังชนะเข้าวินรั้งตำแหน่งรีเทิร์นผลตอบแทนสูงสุดไปได้ คำตอบก็คือ แผนการตลาดภายใต้ชื่อ Mini Program คือ ดั้มพ์ราคาค่าเช่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในอัตราค่าเช่าต่อชั่วโมง เพียงแค่ 1 Fen (อัตราค่าเงินของหยวน 1 หยวนเท่ากับ 5 บาท โดย 1 หยวน เท่ากับ 10 Fen) เฮ้ยยยยยจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร ถูกเว่อร์ปานนั้น เหตุผลก็คือ ต้องการยึดหัวหาดสร้างฐานลูกค้าแข่งกับเบอร์ต้นๆ ของตลาดเสียก่อนแค่นั้นล่ะ แต่ก็ประสบความสำเร็จเพราะเพียงไม่กี่เดือน Xiaodian ก็ขึ้นอันดับ 15 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดไปทันที และรั้งอันดับ 2 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่ใช้การระดมทุนผ่าน Startup เป็นรองเพียงแค่ Mobike เท่านั้น เรียกได้ว่าหมัดพี่เค้าเด็ดจริงๆ มาแรงแซงทุกโค้ง อ่านเพิ่มเติม ที่นี่

Xiaodian Rental Kiosk (Photo Credit : South Money)

จากการเก็บรวบรวมสถิติเงินระดมทุน Startup ของธุรกิจ Power Bank Sharing ในประเทศจีนพบว่า ช่วงปลายปี 2017 ในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษๆ ธุรกิจ Power Bank Sharing กวาดเงินระดมทุนจากทุกเวทีสตาร์ทอัพไปรวมทั้งสิ้น 1.2 พันล้านหยวน !!!! (ที่มา : All Tech Asia อ้างอิงจาก Yuanchuang สื่อท้องถิ่นของจีน) เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดูถูกกันไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ และอย่างที่รู้กันว่า จีนเป็นตลาดปราบเซียน Startup รายใดที่จะแจ้งเกิดและยืนหยัดอยู่ในจริงในธุรกิจนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

+ Facial Recognition ในจีนใช้ระบบของบริษัท Skynet

เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 2 ความสำเร็จของจีนหลังการก้าวข้ามสังคมไร้เงินสดมุ่งหน้าสู่ระบบจดจำใบหน้า

เรื่องใหม่ที่นักเดินทางผ่านจีนอย่างผึ้งสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ พี่จีนกำลังเร่งมือผลักดันให้ทุกส่วนหันมาใช้ “ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition)” เพื่อแก้ลดความสิ้นเปลืองเวลาในการตรวจสอบผู้คนในสังคมเมืองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งแนวทางนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีกับเมืองที่มีประชากรเยอะมากๆ แบบจีน ที่รัฐเองก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งจากที่ได้สัมผัสมาน่าจะประสบความสำเร็จเต็มรูปแบบในเวลาอีกแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่จีนได้ก้าวข้ามการเป็นสังคมไร้เงินสด (cashless society) ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเราพบเห็นการชำระเงินด้วย Alipay และ Wechat เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าริมทาง ไม่เว้นแม้แต่หาบเร่แผงลอย หรือศิลปินริมทางสตรีทโชว์ที่เปิดหมวกรับชำระด้วย Alipay เป็นภาพที่เราพบเห็นจนชินตาในประเทศจีน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่า ความสำเร็จของสังคมระบบจดจำใบหน้าของจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่แค่ความพร้อมทางเทคโนโลยีที่ผลักดันให้จีนทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ หากแต่…เป็นเพราะความเอาจริงจังที่จะลงมือทำต่างหาก ซึ่งการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนของจีนนำระบบนี้ไปใช้อย่างจริงจังนั่นเอง

Facial Recognition

Facial Recognition ระบบจดจำใบหน้า

ถ้าใครเคยไปจีนย่อมทราบดีว่า จีนเข้มงวดและความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้กระทั่งการซื้อตั๋วรถไฟเดินทางข้ามเมืองก็ยังต้องใช้บัตรประชาชนทุกครั้ง หรือแม้กระทั่งตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะต้องผ่านระบบสแกนนิ้วนะจ้ะ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าพักในโรงแรมที่คนจีนเองก็ต้องลงทะเบียนเข้าพักแบบจริงจังมาก ต้องแสดงบัตรประชาชนประกอบด้วยเสมอ แต่สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดกำลังกลายเป็นขั้นตอนในอดีตไปแล้วสำหรับจีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) แบบเต็มตัวในเร็วๆ นี้

หากเราเป็นคนจีน (หมายถึงถือบัตรประชาชนจีน ไม่ใช่แค่ลูกครึ่งไทย-จีนนะฮ่ะ) และเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน China Southern Airlines เราจะต้องเข้ารับการเช็คอินด้วยระบบการจดจำใบหน้าแทนระบบการเช็คเอกสารด้วยบัตรประขาชนแล้ว หรือในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป เมื่อเราเข้าพักก็ต้องผ่านการเช็คอินด้วยระบบนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลดำเนินการร่วมกับบริษัท Skynet ในการนำระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้งาน เป้าหมายแรกเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายใช้งานเต็มระบบสมบูรณ์แบบภายในปี 2020 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดของอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคลจะถูกนำไปเก็บไว้บน Police Cloud ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐโดยตรง ข้อมูลอ้างอิงจาก Washington Post ดูตัวอย่างการใช้งานเพื่อการควบคุมอาชญากรรมได้ที่วีดีโอในลิงค์ของวอชิงตันโพสต์

จากที่แอบเห็นขั้นตอนมาก็สะดวกง่ายดายทีเดียว โดยเริ่มต้นจากการนำบัตรประชาชนแตะที่เครื่องสแกนบัตร เพื่อดึง่ข้อมูลส่วนตัวเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นก็ไปยืนหน้าเครื่องสแกนใบหน้า (จริงๆ ควรเรียกว่า เครื่องจดจำใบหน้าเพราะมันไม่ได้ใช้หลักการแสกนแบบที่แสกนม่านตาหรือลายนิ้วมือ แต่ขอใช้คำนี้เพื่อให้สื่อสารได้เข้าใจมากขึ้น) เมื่อเครื่องทำการจับคุณลักษณะเฉพาะทางสรีระของใบหน้า โดยสิ่งที่ปรากฎขึ้นที่หน้าจอให้เราเห็นจะเป็นเพียงแค่กรอบสีเหลี่ยม คล้ายกรอบสแกน QR Code นั่นล่ะ ซึ่งจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 5-10 วินาที ในการจับคุณลักษณะของใบหน้า พอระบบดำเนินการเสร็จก็จะส่งเสียงดังดื้ดขึ้นมาเพื่อแจ้งว่า กระบวนการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กดดูตัวอย่างที่แอบถ่ายวีดีโอมาได้

 

machine

เครื่องจดจำใบหน้าสำหรับใช้ในการเช็คอินเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน (ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดใช้ได้เฉพาะกับผู้ถือบัตรประชาชนจีนเท่านั้น ยังไม่สามารถใข้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้)

 

จริงๆ ระบบนี้แทบจะไม่ใช่ระบบใหม่อะไรเลย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย เพราะจริงๆ แล้วระบบนี้เราเองก็พบเห็นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอๆ เพียงแต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเท่านั้นเอง อย่างเช่น Facebook เองก็มีระบบจดจำใบหน้า เพราะเดี๋ยวนี้หากเราต้องการโพสต์ภาพถ่ายคนในครอบครัวหรือเพื่อนขึ้นสเตตัส เราแทบจะไม่ต้องกด Tag ชื่อคนในภาพเลย แต่ระบบจะดำเนินการแท็กให้เองผ่านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่สอดคล้องกับ Profile Picture ที่ผู้ใช้ Facebook ตั้งเอาไว้นั่นเอง แต่เทคโนโลยี Facial Recognition ในระยะแรกเองยังมีข้อด้อยบางเรื่อง เช่น สามารถนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวจริงในการให้เครื่องอ่านได้ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนี้ได้ถูกแก้ไขด้วยการใช้เวคเตอร์เพื่อคำนวณระยะของตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าในหลากมิติ เพื่อป้องกันปัญหาการนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่เราพบความแพร่หลายของการนำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าใครช่างสังเกตเพียงพอจะพบว่า ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของจีน เครื่องมือที่นำมาใช้ไม่ใช่กล้องบันทึกภาพถ่ายแล้ว หากแต่เป็นการนำเอาเครื่องจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลบุคคลที่เดินทางออกเข้า-นอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจุดนี้ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ระบบการขอวีซ่าของจีนในอนาคตอันใกล้จะเข้าสู่ระบบการจัดเก็บไบโอเมตริก (Biometrics ซึ่งจะดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลใน 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ม่านตา ลายนิ้วมือ และภาพถ่าย) แบบที่ประเทศในยุโรปได้เริ่มทำกันไปสักพักแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับฐานข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จาก Smart Chip ในบัตรประชาชนเข้ามาช่วย ว่าแต่ Smart Chip ของไทยมีไหม ก็มีน่ะ เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำจนถึงเดี๋ยวนี้เวลาเราไปติดต่อหน่วยงานราชการเรายังต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนกันอยู่เหมือนสมัยเราเรียนชั้นประถมกันอยู่เหมือนเดิมล่ะเนี่ย ไทยแลนด์ 4.0 ไหมล่ะ เฮ้ออออออออ

เรื่องเล่าจากจีน # Part 1 STARBUCK ในแดนมังกร

starb.PNG

ความที่ห่างหายจอไปนาน คงต้องเริ่มต้นบล็อกด้วยเรื่องราวรอบๆ ตัวแทนไปก่อน จนกว่าเจ้าของบล็อกจะกลับมาสนิทชิดเชื้อคุ้นเคยกับตลาดอีกรอบ แล้วค่อยกลับมาเป็นบล็อกการลงทุนกันอีกทีนะคะ ทริปจีนรอบนี้มีอะไรให้ได้เรียนรู้เยอะเลย โลกกว้างขึ้นเสมอยามเราออกเดินทาง ปกติถ้าอยู่เมืองไทยส่วนตัวถือเป็นขาจรของสตาร์บัค มีใช้บริการนานๆ ครั้ง เพราะอดคิดไม่ได้ว่า แพงไปหน่อยสำหรับการดื่มเป็นกิจวัตร แปลง่ายๆ ว่า งกนั่นเอง แต่โดยเนเจอร์เป็นคนชอบเครื่องดื่มเย็น อะไรก็ได้ให้หวานๆ เย็นๆ ก็ถูกใจทั้งนั้น

S__13680651.jpg

แต่พอต้องเดินทางไปต่างแดน STARBUCK กลับเป็นร้านที่ต้องแวะประจำ ซึ่งสาเหตุแรกคงหนีไม่พ้นพอเทียบราคาเครื่องดื่มกับค่าครองชีพของเมืองนั้นๆ แล้วเราสัมผัสได้ทันทีว่า กาแฟนางเงือกไม่แพงเลย (แต่ความรู้สึกนี้ไม่เกิดที่เมืองไทยไง อย่างปกติชอบชาเขียวปั่นแก้วใหญ่ก็ 37 หยวน 185 บาท ในไทยก็ 180 อารมณ์มัน same same แต่พอดูเทียบกับเครื่องดื่มเย็นตามร้านก็ราคาพอกัน แต่กินตาบัคการันตีว่า รสชาติถูกปากไว้ใจได้อะไรแบบนี้) สาเหตุที่สอง มักเป็นเรื่องของการซื้อบริการเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งส่วนตัวแล้วมักหนีไม่พ้นสามอย่าง คือ ที่นั่งพักขาจากความเมื่อยล้า แอร์เย็นๆ หนีอากาศร้อนอบอ้าว กับบริการห้องน้ำที่มั่นใจว่าน่าจะโอกว่า (โดยเฉพาะห้องน้ำที่จีน) อันนี้คือ 3 เหตุผลหลักที่ต้องแวะสตาร์บัคในทุกทริป แต่ถ้าเป็นที่จีนจะเพิ่มอีกเหตุผลหนึ่งคือ จีนเป็นชาติที่ไม่นิยมกินน้ำแข็ง (อากาศและวัฒนธรรมของเค้าคือการดื่มชาร้อน) ดังนั้นคนติดน้ำแข็งแบบเราจึงต้องเทใจให้สตาร์บัคทุกคราไป เพราะถ้าเป็นที่นี่ เมนูที่ได้คือ มาตรฐานสตาร์บัค ขณะที่เมนูเครื่องดื่มของร้านอื่นๆ ที่เป็นแบรนด์อินเตอร์แนชันแนลก็จะให้น้ำแข็งแค่ 2-3 ก้อนอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นชานมของ McDonald หรือชามะนาวของ KFC สรุปถ้าโหยหาเมนูเครื่องดื่มเย็นให้มุ่งหน้าหานางเงือกเท่านั้นจึงจะสมประสงค์ สิ่งที่สั่งได้ตามแบบฉบับที่เคยลิ้มชิม ปั่นคือปั่นจนเป็นเกล้ด เย็นคือน้ำแข็งเต็มแก้ว

menu.PNG

สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ STARBUCK เติบโตเร็วมากในจีน ปีก่อนๆ เราจะเจอ McDonald มากกว่าเจอ STARBUCK แต่มารอบนี้ ทุกที่เราจะเจอ STARBUCK ด้วยเสมอ ไม่เว้นแม้แต้ที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ยังแอบนึกเลยว่า ฮ่องเต้จะสั่งเมนูอะไรระหว่าง อเมริกาโน่ กับ เอสเปรสโซ่ แต่ที่แน่ๆ ต้องเป็นเมนูเครื่องดื่มร้อนแน่ๆ เพราะคนจีนไม่นิยมน้ำแข็งอย่างที่บอกไง กลับมาเลยลองเสิร์ชดูว่า สาขาในจีนมีเท่าไหร่ แล้วก็พบว่าน่าตกใจมากๆ เปิดไปแล้ว 3 พันสาขา และกำลังเปิดเพิ่งอีก 2 พันสาขา ภายในอีก 3 ปี โดยอัตราเปิดเพิ่ม 1 สาขา ทุกๆ 15 ชม.!!!! เฮ้ยยยยยยยยยยยย ตกใจดิ๊ และสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่เซี่ยงไฮ้นะจ้ะ ซึ่งใหญ่กว่าสาขาต้นตำรับอย่างซีแอทเทิล 2 เท่า

star.PNG

และอย่างที่เราทราบกัน เมืองจีนการหาคนสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่นั่นไม่ใช่กับพนักงานสตาร์บัค ถ้าเราอยู่ในร้านสตาร์บัคเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษสั่งซื้อสินค้าได้เลยตามปกติ แต่เราจะทำแบบเดียวกันนี้ที่ร้านแมคหรือเคเอฟซีไม่ได้ เพราะพนักงานหน้าเคาน์เตอร์พูดได้แต่จีนกลางล้วนๆ อย่าแม้จะเอ่ยว่า One Chicken Burger หรือ Medium Frech fried เพราะต่อให้เป็นแค่เมนูประจำร้าน แต่แม่นางทั้งหลายหาฟังเข้าใจไม่ สรุปถ้าเดินเข้า McDonald หรือ KFC จงเอ่ยประโยคแรกว่า English Menu Please จากนั้นรบกวนจิ้มสั่งเท่านั้นนะจ้ะ ซึ่งตรงนี้มองว่า อาจไม่ต้องได้อิงลิชกันทุกสาขา แต่สาขาที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A พนักงานที่สาขาเหล่านี้ควรสื่อสารอิงลิชเบื้องต้นได้ อย่างน้อยชื่อเมนู กับการแจ้งราคาก็ยังดี ความแตกต่างตรงนี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอะไรในสตาร์บัคที่จีน การสกรีนพนักงานที่รับเข้ามาทำงานอาจไม่ได้ภาษาอังกฤษดีเลิศ แต่พนักงานจะต้องพอสื่อสารเบื้องต้นและเข้าใจรายการสินค้าภายในร้านเป็นภาษาอังกฤษได้ แจ้งราคาได้ สอบถามขนาดที่ลูกค้าต้องการได้ อันนี้ได้ทุกสาขาเลยนะ จากที่ใช้บริการมาในหลายๆ ทริป ซึ่งตรงนี้ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า มันไม่ใช่แค่รสชาติและคุณภาพตามสูตรต้นตำรับเท่านั้นที่ลูกค้าต่างชาติที่ไปใช้บริการจะได้รับ แต่มันเป็นความไม่ต้องหนักใจเวลาจะสั่งเมนูแล้วต้องกังวลว่าอาจได้รายการที่ไม่ต้องการมาแทน ขณะที่การใช้บริการ McDonald กับ KFC ถึงจะเป็นเมนูทั่วไปอย่างเบอร์เกอร์ แต่เราจะยังคงรู้สึกได้ว่า รสชาติของทั้งอาหารและเครื่องดื่มยังคงผิดเพี้ยนไปจากที่เราเคยกินในไทยไปบ้างนิดหน่อย โดยเฉพาะชามะนาวนี่ชัดมาก แบบฟ้าเหวกันเลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุดิบที่ใช้ ของไทยเป็นมะนาว ของจีนใช้ไลม์ อะไรแบบนี้

สิ่งที่อดพูดถึงไม่ได้คือ กลยุทธ์การสะสมแก้วที่ระลึกประจำเมืองต่างๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่า จริงๆ แล้วดีไซน์ Tumblers ที่เป็นชุดชื่อเมือง ทำได้บ้านๆ มาก (อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวนะ เลยไม่นิยมซื้อชุดชื่อเมืองเป็นของฝาก เว้นแต่เจอคอลเลคชั่นเฉพาะกิจที่สวยจริงๆ) ซึ่งถ้าเป็น Tumbler ก็ตกเฉลี่ยใบละ 95 หยวน ถ้าเป็น Mug ก็ราว 98 หยวน เรียกว่า มาร์จิ้นดีไม่แพ้เครื่องดื่มเลยทีเดียว แต่ก็อย่างว่าละน่ะ เราต้องจ่ายค่าแบรนด์เข้าไปด้วยเสมอไง แต่ก็พยายามคิดเสียว่า Tumbler เก็บอุณหภูมิได้นิ่งและไม่มีละอองน้ำเกาะนอกแก้วให้รำคาญใจแบบแก้วอื่นๆ เพราะงั้นก็จ่ายๆ ไปซะ ถ้าคิดสะสมเป็นจริงๆ เป็นจังจะว่าไปมันก็ดูสวยดี เพราะหลากสีสัน แต่ถ้าซื้อมาแต่ยังไม่มากพอก็จะยังงั้นๆ อยู่มั้ง อันนี้คิดเอาเอง เพราะตอนเห็นมันตั้งอยู่เมืองเดียวมันดูบ้านๆ ธรรมดาจริงๆ แต่พอมาค้นรูปในเว็บเจอตั้งเรียงกันเป็นพรืดหลายๆ เมืองแบบนี้ก็ดูสวยดีเหมือนกันแฮะ

trumbler.PNG

S__13680652.jpg   S__13680654.jpg

แต่สิ่งที่เห็นว่าแปลกผิดธรรมเนียมสตาร์บัคที่เราพบเห็นคือ การจ่ายเงิน ด้วยความที่จีนเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มตัวไปแล้ว เราจึงแทบไม่พบเห็นการใช้ Starbuck Card ในการตัดจ่ายเงิน แต่ลูกค้าเลือกจ่ายด้วย Alipay (แต่ยังสามารถสะสม starbuck reward ได้ตามปกติ) ตรงนี้ทำให้เห็นว่าคนจีนไม่เอาเงินสดไปกองไว้ใน E-card แบบบ้านเรา ซึ่งถ้าอีกหน่อยสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบทั่วโลก ตรงนี้คงกระทบกับเงินหมุนเวียนของ (ธนาคาร) สตาร์บัคไม่น้อยเหมือนกัน เพราะคนไม่เอาตังค์ไปออมที่สตาร์บัคแล้ว เผลอๆ ตรงนี้เขย่าขวัญสตาร์บัคได้มากกว่าการทะยานขึ้นของราคาเมล็ดกาแฟซะด้วยซ้ำไป อิอิ

 

 

 

 

แกะรอยเจ้า Block Trade ในฤดูกาลปันผล

จากครั้งก่อนที่เราแอบไปสาระแนเห็นรายใหญ่แอบใช้ช่องโหว่ในเครื่องมือการลงทุนมาคว้าเงินปันผลไปนอนกอดล่วงหน้าก่อนเป็นเดือน (เคส TOP Block Trade) ออกแรงแค่ 1 วัน คว้าไป 16 ล้านบาท ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร ผ่านมาได้อีกพักเดียว ก็มีวีรกรรมทำนองเดียวกันโผล่มาให้คิ้วกระตุกกันอีก เริ่มต้นด้วย SCC กับ THCOM ที่ขึ้น XD ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน ตามด้วย ADVANC วันที่ 4 เมษายน และ INTUCH วันที่ 9 เมษายน และมันช่างแสนจะบังเอิญที่หุ้นทั้งหมดเป็นหุ้น Blue Chip ที่ถูกดำเนินการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อเสกเงินปันผลเข้ากระเป๋าล่วงหน้าก่อนกำหนด Pay Date

ไม่รุว่า ตัวเองว่างมากไป หรืออ่านนิยายสายลับขนมหวานมากไป (สักอย่างนี่ล่ะ 5555) เลยอยากจะสวมวิญญาณเป็น Hannah Swensen อยากจะลุกขึ้นมาสืบหาว่า พี่คนเน้เค้าเป็นใครกันหนอ ทำไมทั้งแสนจะรวย และแสนจะฉลาดได้ถึงขนาดนี้ อาการหนักได้ที่ถึงขนาดนั่งกดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายได้ของพี่เค้าเลยทีเดียวเชียว ยิ่งเห็นตัวเลขในเครื่องคิดเลข ยิ่งอยากรู้เข้าไปอีก พี่คนเน้คือใครหนอ ????? ทำไมช่างเฉลียวฉลาดบริหารเงินเสกกำไรได้หวานหมูขนาดนี้ เมื่อ “สายสืบฮันนาห์” องค์ลงประทับอะไรก็หยุดเราไม่ได้ล่ะ มาแกะรอยกันหน่อย ขอเห็นหน้าค่าตาพี่เค้าสักนิด ไม่งั้นสายสืบสมัครเล่นมือใหม่คนเน้คงนอนไม่หลับ ฮ่า………

กลยุทธ์ของการเล่นแร่แปรธาตุเสกเงินเข้ากระเป๋าก่อนกำหนดเวลาเท่าที่เราสังเกตเห็นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?  อันดับแรก พี่เจ้าต้องมีหน้าตักที่มากพอประมาณที่จะวางเงิน initial margin ในไซส์ของการเปิดสัญญาที่มากพอ (อย่าลืมว่า เงื่อนไขสำคัญของรอบนี้คือ หุ้น Blue Chip เท่านั้น หุ้นกลุ่มนี้ราคาก็พอประมาณเลยทีเดียว) แต่นี่เป็นแค่เงื่อนไขที่เบสิคมากกกกกกกกกกกก เพราะเงื่อนไขที่แท้จริงคือ เงื่อนไขข้อที่สอง ซึ่งก็คือ พี่เจ้าต้องมีหุ้นตัวที่ต้องการเปิด Block Trade ในมือ ซึ่งไม่ใช่แค่มีธรรมดา แต่ต้องมีในระดับที่เข้าข่ายเป็น “Major Shareholder” ใช่!!!!! อ่านไม่ผิด ต้องเข้าขั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ !!!!!

What ????? ล้อเล่นรึป่าว  เปล่าเลย พูดจริง very seriously เลยล่ะ  ถามว่าเพราะอะไร เพราะหุ้น Blue Chip เป็นหุ้นที่มีจำนวนหุ้นทั้งหมดไม่ได้มากมายอะไร ด้วยราคาหุ้นที่แพงสมค่าตัวหุ้น ทำให้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ ส่วนใหญ่จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดา ซึ่งก็ได้แก่ หน่วยงานรัฐ กองทุน หรือนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น custodian (ถือหุ้นแทนบุคคลธรรมดาที่ไม่ประสงค์เปิดเผยการลงทุน) โดยที่พี่เค้าจะเลือกกระทำการเปิดสัญญา Block Trade ในรูปแบบเฉพาะกิจแบบที่เราเห็นกัน ก็คือ ทำการ Big Lot หุ้น (ที่ตัวเองถืออยู่) ให้กับโบรคก่อน เพื่อนำหุ้นก้อนนี้มาเปิดสัญญา Block Trade โดยไม่ต้องการเสียสัดส่วนหุ้นในการถือครองเดิมออกไป (ลดปัญหาการต้องไล่เก็บหุ้นคืนในกระดานที่อาจได้ของคืนไม่ครบ และอาจส่งผลต่อราคาในกระดานด้วย) ดังนั้นหากมีการเปิดสัญญา Block Trade ขึ้นในเคสฤดูกาลปันผล เราอาจพบการเพิ่มสูงขึ้นของจำนวนสัญญาโดยที่ไม่มีผลต่อการทำราคาในกระดานไม่ว่าจะในสถานะ Long หรือ Short

ถ้าเราตามดูกระดาน Big Lot เทียบกัน ระหว่าง “ก่อนวันขึ้น XD และ วันขึ้น XD” เราจะเห็นการ Big Lot ซื้อ-ขายปิดกลับด้วยจำนวนเท่ากันในสองวันนี้ชนิดที่เรียกว่า ยอดเดิมพอดีเป๊ะ !!! และมาปรากฎตัวเลขในสัญญาเปิด-ปิด Block Trade ด้วยยอดที่ลงตัวกับจำนวนหุ้นที่ได้ทำการ Big Lot กันพอดีเป๊ะอีกเช่นกัน ซึ่งทำเช่นนี้ไปทำไม เหตุผลเดียวที่อธิบายแรงจูงใจนี้ได้คือ ขอรับเงินปันผลล่วงหน้านั่นเอง (ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเคส TOP Block Trade ไล่อ่านย้อนหลังเอานะคะ)

เคส SCC

scc.png

scc bt.png

 เคส THCOM

thcom.png

thcom bt.png

เคส ADVANC

advanc.png

advanc 2500.jpg

ว่าแต่…ใครล่ะเป็นพี่เจ้า ผู้มีฝีมือล้ำเลิศชาญฉลาดคว้าเงิน (ปันผลล่วงหน้า) ไปหลายล้านคนเน้ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่า ในฐานะที่เพิ่งทดลองสวมบทเป็นสายสืบฮันน่าห์ สิ่งที่แกะรอยพบเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่มีบทพิสูจน์ว่า จริงเท็จประการใด เพราะคงไม่มีใครออกมายอมรับว่า ผลงาน Block Trade ในห้วงเวลาปันผลที่ทำมานั่นเป็นของข้าเจ้าเอง แต่เอาเป็นว่า ให้แต่ละภาพเป็นตัวนำกลิ่นนี้ไปก็แล้วกัน ใครบ้างที่จะมีเงินมากพอที่จะถือครองหุ้น TOP 5 ล้านหุ้น SCC 1.42 ล้านหุ้น ADVANC 2.5 ล้านหุ้น THCOM 1.49 ล้านหุ้น INTUCH 2.3 ล้านหุ้น น่าสนใจใช่ไหมล่ะ มาลองดมกลิ่นจากกระดาษ 5 แผ่นนี้กันดีกว่า

advanc sthcom s.pngintuch s.pngscc s.pngtop s.png

ถ้าเราตัด Thai NVDR ออก เราเจอผู้ต้องสงสัยเพียงแค่ “ผู้เดียว” ที่เราพบเห็นร่องรอยของเค้าในทุกเคส บังเอิญ (เกินไป) หรือไหม ???  ถามใจออเจ้าดูเอง อย่างที่บอกแต่แรก สายลับสมัครเล่นอย่างเรา ทำได้เพียงแค่สงสัยว่า CHASE NOMINEE พี่คนนี้ใช่หรือไม่?!?!  แต่…ไม่สามารถยืนยันได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ดอกหนาออเจ้า ขอออเจ้าชั่งใจพิจารณาตรองดูเองเถิดหนา

CHASE NOMINEE คือใคร ด้วยเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเงินไปลงทุนกับบริษัทวาณิชธนกิจให้เป็นผู้บริหารพอร์ตการลงทุน (Custodian) ได้ทั้งในลักษณะกองทุนส่วนบุคคลหรือกองทุนรวม ซึ่งเคสของ CHASE NOMINEE เป็นการตั้งขึ้นในรูปของกองทุนรวม ที่บริหารงานโดย JP Morgan Chase (JPM) ที่มีขนาดกองทุนระดับบิ๊กบึ้มกองหนึ่งของโลก โดยจะสังเกตได้ว่า กองนี้จะเน้นการเข้าลงทุนในหุ้น Blue Chip ในหมวด ENERGY และ ICT  (ข้อมูลจาก Bloomberg) ซึ่งหากสังเกต custodian อื่นๆ ที่เราพอคุ้นหูที่เข้ามาลงทุนแบบเดียวกับ CHASE ก้อจะมี HSBC NOMINEE แต่กลุ่มนี้จะเน้นเข้าลงทุนในหุ้นอสังหา  ส่วน EAST FOURTEEN จะเน้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่ไม่ว่ากองไหนจะสนใจเน้นเข้าลงทุนในกลุ่มไหนอันนั้นก็ตามแต่ถนัด แต่สิ่งเดียวที่อยากชี้ให้เห็นในเกมนี้คือ จำเลยหนึ่งเดียวผู้นี้ของเราเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเงินเป็นเลิศ เพราะอย่างน้อยก็เสกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้ก่อนใครเพื่อน แถมยังก่อนกำหนด Pay date เป็นครึ่งค่อนเดือน เค้าถึงว่า คนเก่งอยู่ตรงไหนก็เหนือกว่าคนอื่นนั่นเอง เสียดายใน Bloomberg ไม่มีการอัพเดทว่า Key Executives คนไหนที่นั่งแป้นบริหาร CHASE NOMINEE อยู่ตอนนี้ อดเห็นหน้าคนเก่งแสนฉลาดกันเลยเสียดายจังbloomberg.PNGปล. ขอลาพักร้อนสงกรานต์ยาวเลย เจอกันใหม่ต้นเดือนพฤษภา มีความสุขเดินทางปลอดภัยช่วงสงกรานต์ด้วยกันทุกๆ คนนะคะ

Reblog 2 # Car Sharing

There’s a new story on Quartz: Daimler and BMW are merging their car-sharing businesses to take on Uber The move reflects how traditional carmakers are under major pressure to get deeper into the shared-mobility market. Relying simply on selling cars is no longer enough. See it here: https://ift.tt/2pLFyqk

via New on Quartz: Daimler and BMW are merging their car-sharing businesses to take on Uber — Focus News Agency

car sharing

ไอเดียเรื่อง Sharing Economy เป็นการวางคอนเซ็ปที่น่าสนใจ แบ่งปันทรัพยากรกันใช้เพื่อให้ทุกคนแบ่งปันค่าใช้จ่ายรวมกันแบบจ่ายน้อยลงแต่ได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน ตัวอย่างที่ Blog ข้างบนที่นำมา Reblog เป็นคอนเซ็ปของ Car Sharing แบ่งรถกันใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มันเริ่มเข้าถึงง่ายเมื่อ GM ได้ริเริ่มในการนำเอา Multi-modal on-demand Mobility มาใช้กับบริการ Car sharing และกลายเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ผ่าน Application MOVEN  ที่ใช้ในการกระบวนการจองและรับคืนรถไปแล้ว ที่เด่นสุดต้องยกให้ระบบแจ้งศูนย์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระบบจะสามารถรู้พิกัดได้เอง รวมถึงรู้รายละเอียดของรุ่นรถที่เกิดอุบัติเหตุ โดยที่ผู้ขับเพียงแค่กดปุ่มเดียวทุกอย่างจบปิ๊ง อะไรจะดีเว่อร์ ทำความรู้จักและเข้าใจบริการนี้แบบง่ายๆ ได้  ที่นี่

Capture.PNG

ในละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ยังคงเป็นพี่ใหญ่นำทัพธุรกิจนี้ไปก่อนหน้าเราเมื่อหลายปีก่อน ภายใต้การนำของ BlueSG ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Bollore Group หนึ่งในผู้นำ Car Sharing รายใหญ่ของฝรั่งเศส โดยโปรเจ็คของ BlueSG ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์อย่างจริงจัง เพราะต้องการลดปริมาณรถยนต์บนถนน ส่งผลให้มีสถานีชาร์จไฟฟ้าแล้วถึง 32 แห่งในปัจจุบัน เพื่อรองรับธุรกิจของ BlueSG ที่เป็นรถ EV (Electrical Vehicle) ทั้งหมด เรียกว่าไปก่อน ไปไกล และไปเร็วมากเสมอสำหรับสิงคโปร์

Capture.PNG

แต่เคสของการ Reblog ครั้งนี้ส่วนตัวให้ความสนใจไปที่ เดิมแต่ละบริษัทรถต่างมี Application ในการให้บริการนี้ ซึ่งหมายความว่า หากเราพึงใจรถค่ายใดก็ต้องเลือกใช้บริการแอพของค่ายนั้น ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของแหล่งรับรถ-คืนรถที่อาจอยู่ไกลเกินไป แต่มันคงจะดีกว่าหากค่ายรถยอมนำรถของตนเองมาเข้าร่วมให้บริการใน Application ของระบบแชร์กันใช้รถส่วนกลางอย่าง UBER อย่างที่เป็นข่าวเกรียวกราวสร้างกระแสความสนใจจากบรรดา Bloggers ให้เข้ามาเขียนถึงแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ของทั้งสองค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่กันอย่างที่เห็นข้างบน

haup.PNG  Capture.PNG

เมืองไทยมีไหมบริการนี้ ? แน่นอนว่ามีอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่แพร่หลาย และผู้นำตลาดเจ้าแรกในไทยก็คือ Haupcar ซึ่งอันนี้เด็ดผู้เช่ารถจ่ายเพียงแค่ค่าเช่าคิดตามนาทีการใช้งาน (กรณีเช่ารายวันจะคิดเหมาเมื่อเช่าใช้งานเกิน 8 ชม.) และระยะทางที่ใช้งาน โดยราคาที่จ่ายครอบคลุมค่าน้ำมันและประกันภัยเรียบร้อยแล้ว อ้อ…มีบริการส่งรถถึงที่ (Delivery) อีกตังหาก เริ่ดดดดดดดดดดดดดดดดดอ่ะ  มองเผินๆ เหมือนเช่ารถขับเที่ยวต่างจังหวัด แต่การเช่ารถแบบนั้นคือเหมาวันจ่าย แต่เคสนี้เราสามารถยืมรถมาใช้เป็นรายชม. ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า และมีจุดบริการรับรถราวๆ 100 จุด อันนี้เยอะกว่าที่คิดเอาไว้แฮะ แถมมีจุดที่เป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า ค่อนข้างเยอะ เรียกว่าสะดวกมากๆ เลย อันนี้เป็นตารางราคาค่าเช่าเปรียบเทียบแบบง่าย ตามประเภทรถ และระยะเวลาในการเช่า โดยฝั่งซ้ายเป็นราคาพิเศษสำหรับนักศึกษา และฝั่งขวาเป็นราคาปกติสำหรับบุคคลทั่วไป

haupcar.png

ดูมืออาชีพค่ายแรกไปแล้ว มาดู Start Up น้องใหม่ของประเทศไทยกันบ้าง Drivemate (เป็น Start Up ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก DTAC)  อันนี้ไม่ใช่แค่แชร์ใช้รถ แต่เป็นการเปิดให้เจ้าของรถเอารถมาปล่อยเช่า  ในช่วงเวลาที่ตัวเองไม่ได้ใช้รถ (ฟิลลิ่งเดียวกับ Airbnb เพียงแต่เปลี่ยนจากบ้านเป็นรถประมาณนั้นเลย)  แต่อันนี้จะแอดว้านซ์ตรงที่เจ้าของรถเป็นผู้กำหนดราคาค่าเช่าเอง Drivemate ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ตัวกลางประสานงานและวางระบบให้

ผู้บริิหาร Drivemate อธิบายแนวคิดการทำธุรกิจว่า ธุรกิจ Car sharing เป็นธุรกิจให้บริการรถเช่าระยะสั้นทั้งสองรูปแบบเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย เนื่องจากแต่เดิมจะมีเฉพาะธุรกิจที่ดำเนินการในรูปแบบ Business to Consumer เป็นการให้บริการรถเช่าระยะสั้น โดยรถที่ให้เช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซึ่งตรงนี้ทำให้การบริหารจัดการในส่วนของเรื่องเวลาและสถานที่รับคืนรถทำได้สะดวก หากผู้ใช้บริการไม่ประสงค์คืนรถที่จุดเดิม แต่มีข้อจำกัดตรงที่ต้นทุนการบริหารสูงในเรื่องการลงทุนเพื่อให้มีจำนวนรถมากเพียงพอ   มารองรับการให้บริการ ตรงนี้ทำให้เกิดการต่อยอดไปที่รูปแบบ Peer to Peer (P2P) ซึ่งเกิดจากการมองเห็นว่า ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกจอดทิ้งไว้มากกว่าการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการสำรวจพบว่า เวลากว่า 80% ใน 1 วัน รถยนต์มักถูกจอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน ทำให้มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้        โดยการเปิดเป็นศูนย์กลางจับคู่เจ้าของรถที่ต้องการหารายได้เสริมด้วยการปล่อยเช่ารถในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานกับสมาชิกที่ต้องการเช่ารถในช่วงเวลาดังกล่าว

Capture

แล้วนอกจากบริษัทที่เป็นค่ายรถยนต์และบริษัทด้านโลจิสติกส์แล้ว ยังมีบริษัทอื่นไหมที่นำเอาไอเดีย      Car sharing มาใช้ในธุรกิจอีก มีสิ … ที่เด็ดกว่านั้นคือ บริษัทที่ทำอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วยนะเอ้อ !!!       ถ้าในทาย เดาว่าคงยากจะทายถูก และคงจะมีเซอร์ไพรส์เมื่อขอเฉลยว่า SIRI ใช่!!! บริษัทที่ทำอสังหาริมทรัพย์รับสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัยนั่นล่ะ ว่าแต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์นึกเปรี้ยวอะไรมาทำ Carsharing ถ้ามองกันจริงๆ ในระยะแรกคงไม่สามารถคาดหวังการทำกำไรจากการขยายธุรกิจส่วนนี้ได้เลย หากเหมือนทีมผู้บริหารต้องการนำเสนอและสร้าง Differential ให้กับแบรนด์ เสริมสร้างความรู้สึกของ        การเหนือกว่า ล้ำกว่า ให้กับลูกบ้านในโครงการของแสนสิริ เพราะการเปิดตัวโครงการนี้จำกัดสิทธิการเข้ารับบริการเฉพาะลูกบ้านของแสนสิริเท่านั้น (อย่างน้อยก็ในระยะแรก แต่ในระยะยาวเราก็อาจมีลุ้นได้เห็น        การแตกไลน์มาลุยธุรกิจนี้ก็พอมีหวัง เพราะระยะหลัง SIRI ก็มีแตกไลน์ไปทำ co-working space ไปทำสวนผักออแกนิคส์ให้เห็นมาแล้ว) โดยวางตัวโครงการ Carsharing Smart Move ให้เปิดตัวใช้งานกับ  โปรเจ็ค The Line คอนโดมิเนียมหรูย่านจตุจักรก่อน โดยลูกบ้านที่สนใจใช้บริการ Carsharing ก็ต้องดาวน์โหลด Application SMART MOVE มาเพื่อทำการจองรถ แถมรถที่นำมาใช้ในโครงการเป็นรถยนต์หรู BMW i3 แบบ Electrical Vehicle ไฮโซหว่ะ เล่นเอาอยากเป็นลูกบ้านของแสนสิริเลยวุ้ยยยย

siri.PNG

This site is protected by wp-copyrightpro.com

%d bloggers like this: