แบบ 246-2 # ตอนที่ 6 TTCL Case Study เมื่อกองทุนเป็นเสียเอง

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แทบไม่มีนักลงทุนคนไหนไม่พูดถึง TTCL

เพราะการทิ้งบอมบ์ลงมาของทั้งราคาและวอลุ่มเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ คงต้องใช้คำว่า ล้างบาง

วอลุ่มเทรดเฉพาะวันนี้วันเดียว 101 ล้านหุ้น ทั้งที่ปกติมีวอลุ่มเทรดเฉลี่ยแค่วันละล้านหุ้นเท่านั้น

และที่สำคัญไปกว่านั้น มหกรรมเทขายทุกราคานี้ต้องได้รับการสมยอมจากรายใหญ่

เพราะวอลุ่มเทรดวันเดียวเท่ากับ 20% ของ่จำนวนหุ้นทั้งหมด่ของ TTCL ที่มีอยู่เพียงแค่ 560 ล้านหุ้น

ซึ่งเกิดจากการขายหุ้นทิ้งยกล้อตของ TEC ผู้ถือหุ้นอันดับ 1

(ที่เคยเขียนไปแล้วในตอน TTCL ในม่านหมอกเมฆ ตรงนี้เลยจะไม่ขอกล่าวถึงอีก)

เมื่อมีคนขายย่อมต้องมีคนซื้อ ใครล่ะที่มารับเซ้งช่วงต่อจาก TEC

ซึ่งจากแบบ 246-2 เมื่อวันที่ 12/02/2561 กองทุนกรุงศรีได้มาประกาศตัวเป็นผู้กู้ชาติให้กับ TTCL

โดยการแจ้งซื้อติด 10% ดูเผินๆ ก็ดูดีอ่ะ ทำถูกต้องตามกติกาตลาด

แต่ตอนที่เค้าซื้อติด 5% (เมื่อวันที่ 27/10/2560 เค้าไม่ได้แจ้งเข้ามาที่กลต.ตามกำหนด

หากมาแอบยัดไส้เติมเข้าระบบมาทีหลัง แต่ตรงนี้ไม่อยากทะเลาะด้วย

เพราะพออัพตามหลังเข้าระบบแล้ว ก็ขึ้นมาว่าแจ้งแบบนี้ เราเถียงด้วยก็คงไม่ชนะ

แต่ถ้าใครตามเคส TTCL มาแต่แรก เค้าก็รู้กันทั้งนั้นว่า ตอนเกิดเรื่องวันที่ 12/02/2561

เราไม่เคยเห็นแบบ 246-2 ของวันที่ 27/10/2560 ของกองทุนกรุงศรีอยู่ในระบบ

แต่เพิ่งมาโผล่ขึ้นมาทีหลัง ราวกับขอมดำดิน ตรงนี้เถียงด้วยคงยาก แต่มาดูของเด็ดดีก่า

รอบนี้อยากรุว่า พี่จะเค้าเถียงอย่างไร

เพราะงั้นแคปจอไว้ก่อน เดี๋ยวโผล่ย้อนหลังมาแบบวันที่ 27/10/2560 อีก

อันนี้คือ ที่มีรายงานไว้จนถึง ณ วันที่ 2 มีนาคม 2561

TTCL 2MARCH

แจ้งไว้ล่าสุดนะ ซื้อครบ 10% ไปเมื่อวันที่ 12/02/2561

ถ้าขายหลุด 10% ต้องแจ้งนะเพ่ อย่าเบี้ยวอีกนะเพ่

และแล้ว วันที่ 28/02/2561 ทาง TTCL ได้นำส่งรายงานปิดสมุดผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14/02/2561

ผลปรากฎว่า อิพี่คนที่ซื้อไปเมื่อวันที่ 12/02/2561 ตั้ง 10%

หายแซ่บ หายสอย ไปทั้งก้อน โดย………ไม่รายงานแบบ 246-2 เลยจ้า

เอ้า…………เถียงสิจ้ะ เถียง แน่จริงเถียงมา

TTCL 14FEB.png

ตอนนี้หนูไม่ติดใจเรื่องไม่แจ้งอ่ะ บอกเลย

เพราะนิสัยพี่เป็นแบบนี้ มันแก้กันยาก

แต่ตอนนี้ที่สงสัยคือ ชื่อพี่หายไปได้ยังไง พี่มีตั้ง 50 กว่าล้านหุ้น

ท่องไว้นะ แจ้ง 12/02/2561 มี 10%

แล้ว 13/01/2561 เค้าซื้อขายกันทั้งวันวอลุ่มแค่ 13 ล้านหุ้น  บวกกับ 14/02/2561 ก็อีกแค่ 8 ล้านหุ้น

ต่อให้พี่ขายคนเดียวทั้งสองวัน ยังไม่พอจะให้ชื่อพี่หายไปไม่ติดแม้กระทั่ง 5% เลยจริงไหมคะ

TTCL 13FEB

แต่….นี่หนูไม่เห็นเงาพี่เลยใน 10 อันดับแรก

พี่กับกลต.จะให้หนูคิดยังไงค่ะ ???

พี่เล่นตุกติกอะไรกัน แล้วกลต.ก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงๆ เหรอคะ

ถ้าระดับกองทุนยังทำเสียเอง เป็นเสียเอง แล้วกลต.ยังคงเพิกเฉย

เราจะหวังอะไรได้อีกกับนักลงทุนรายบุคคลที่หลบเลี่ยงไม่แจ้ง จริงไหมคะ

 

แบบ 246-2 # ตอนที่ 2 FER Case Study แอบรอเธอแจ้งอยู่นะจ้ะ

บางทีแบบฟอร์ม 246-2 ก็เป็นอะไรที่เกินจะคาดเดา

กติกาตลาดให้แจ้งภายใน 3 วันทำการ หลังจากวันที่มีการซื้อหรือขาย คร่อม trigger point

ปกติเรามักจะพบเห็นร่องรอยพี่เจ้าหรือรายใหญ่ได้ก่อนการแจ้ง 246-2 อยู่เหมือนกัน

ผ่านทางไหนนะหรือ ก็ผ่านทางกระดาน Big Lot นี่ไง

ปกติทุกสิ้นวัน กลต.จะมีการแจ้งสรุปรายการ Big Lot ว่าแต่เคยดูกันหรือเปล่าน๊า

พอเราเห็นรายการบิกลอตไหนที่มีนัยในเชิงจำนวนเมื่อเทียบตามสัดส่วนหุ้นทั้งหมดแล้ว

ตามปกติ หลายๆ เคสเราก็นั่งเฝ้ารอเลยว่า อีก 3 วันทำการ

เราจะได้รู้กันว่า พี่คนไหนจากเราไป และพี่คนไหนเข้ามารับช่วงต่อ

biglot.png

อย่างเช่น BIG LOT เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เราเห็นการแจ้งซื้อขายบิกลอตหุ้น FER  จำนวน 250 ล้านหุ้น (ราว 10%)

โดยเกิดเป็นรายการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 8 transactions ที่ราคาเฉลี่ย 0.60 บาท

ถ้าเป็นปกตินะ ก็จะเงียบๆ ไปไม่มีอะไร ถ้าไม่แจ้ง 246-2 ก็เงียบหายไปไม่มีใครติดตามทวงถาม

แต่…เคสนี้แปลกดี เพราะแค่ตกเย็นสิ้นวัน CEO ของบริษัทก็ส่งจม.แจ้งตลาดทันทีว่า

อันตัวเรานั้นยังไม่ทราบเช่นกันว่า รายใหญ่คนใดซื้อขาย

FER

เดี๋ยวทราบเมื่อไหร่จะรีบแจ้งตลาดอีกที แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการแจ้งเข้ามาเลยนะ ว่าอะไรยังไง

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทุกคนเลือกที่จะเงียบให้โลกลืมไปเองว่า เคยมีบิกลอตถึง 10%

ถ้าจะไม่มีการเคลื่อนไหวแบบข้าม trigger point จากการบิกลอตครั้งนี้ได้หรือเปล่า ?????

จริงๆ มันก็เป็นไปได้ แต่ตรงนี้เดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง

โลกนี้มันก็ไม่ได้ยากอะไร ถ้าจะตรวจสอบ ถ้าคิดจะทำน๋ะ

โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นกรรมการบริษัทเข้าดำเนินการตรวจสอบเอง

เพราะกรรมการบริษัทมีอำนาจขอปิดสมุดทะเบียนเพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นได้อยู่แล้ว

ใช้เวลาดำเนินการแค่ 3 วันทำการก็จะสามารถทราบได้เลยว่า มีใครเข้ามาถือหุ้นบริษัทมากน้อยเท่าไหร่

แต่….จนบัดนี้ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ยังไม่มีการแจ้งใดๆ จากบริษัท

และ กลต.เองก็ไม่ได้ทำอะไรเช่นกัน เผลอๆ ไม่รู้ด้วยว่ามีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นถึง 10%

เรามาลองสมมติความเป็นไปได้ของเหตุการณ์บิกลอตนี้ดูกันดีกว่า

Capture.JPG

จากปิดสมุดทะเบียนเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

FER มีการเคลื่อนไหวที่แจ้งตลาดอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นแค่ 2 ครั้ง

คือ การขายหุ้นทั้งหมดออกไปเกือบทั้งหมดของผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2 (เหลือถือหุ้นเพียงแค่ 25 ล้านหุ้น)

กับการแจ้งการได้หุ้นมาจากการแปลงสภาพ FER-W3 เป็นหุ้นแม่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่หนึ่งท่าน

Capture.JPG

ดังนั้น จาก 8 Transactions ที่เกิดขึ้นในการบิกลอตเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ?

ความเป็นไปได้แบบที่ 1 คือ ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ซึ่งเดิมถืออยู่ 10.07% ขายหุ้นออกไป

แต่อย่าลืมนะว่า …หากจะขายทั้งหมดยังไม่ครบตรงตามจำนวนบิกลอต ที่แจ้งเข้ามาทั้งสิ้น 250 ล้านหุ้น

เว้นแต่ว่า ถ้าผู้ถือหุ้นอันดับ 1 และ 2 รวมกันขายจะได้ตัวเลขที่เข้าข่ายทำดีลนี้ได้ทันที

โดยกรณีนี้หมายความว่า ผู้รับซื้อหุ้นไป มีอย่างน้อย 8 คน จึงเกิดเป็น 8 transactions

(แต่ก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่ผู้รับซื้อมีไม่ถึง 8 คน แต่ผู้ขายแบ่งรอบตัดขายเป็น 8 ครั้งเอง แต่ก็มองว่ายากเคสนี้)

ซึ่งหากเป็นเคสนี้ ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 มีหน้าที่ต้องรายงานแบบ 246-2

(ขณะที่ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ไม่ต้องรายงานแล้วเพราะไม่เข้าเกณฑ์)

หากเป็นเคสนี้จริง … มีการหลบเลี่ยงหรือลืมหลงลืมไม่แจ้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ที่น่าสนใจคือ พี่เบอร์ 1 รอบตอนซื้อติด 10% พี่เค้าก็ไม่ได้แจ้งแบบ 246-2 ด้วยนะเออ

สงสัยไม่รู้กฎระเบียบ ไม่ก็เป็นคนขี้ลืม สักอย่างๆๆๆ นี่ล่ะน่ะ

ความเป็นไปได้แบบที่สอง คือ ผู้ถือหุ้นอันดับ 9-17 รวมตัวกันนัดขายหุ้น

(แบบว่าใกล้วันมาฆะบูชาแล้วจึงอยากขายหุ้นพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย ว่าแต่มันใช่เหรอว่ะ 5555)

เพราะจำนวนที่รวมกันเป็นไซส์ที่สามารถทำให้เกิดรายการบิกลอตตรงตามจำนวน 250 ล้านหุ้นได้

หากเป็นเคสนี้ ทั้ง 9 คนนี้ไม่เข้าข่ายต้องแจ้งแบบ 246-2

ขณะที่ฝั่งคนซื้อหากมีไม่ถึง 3 ราย จะเข้าข่ายต้องแจ้งแบบ 246-2 เพราะถือครองเกิน 5%

ซึ่งเคสนี้ก็ดูจะมีความเป็นไปได้พอสมควรเช่นกัน แต่ก็ดูจะยากกว่าเคสแรกอยู่มาก จริงไหมเธอ

เพราะด้วยจำนวนที่แจ้งมามีเพียง 8 transactions ซึ่งหากจะให้จำนวนหุ้นครบจำนวน 250 ล้านหุ้น

ก็จะได้ครบถ้ามีแค่ 8 transactions ย่อมไม่ครบ เพราะควรต้องมีอย่างน้อย 9 transactions นั่นเอง

อาจมีคำถามย้อนแย้งว่า แล้วทำไมไม่คิดว่าผู้ขายอาจเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3-5 รวมตัวกันขายออกไปล่ะ

เพราะ 3 ลำดับนี้ รวมกันถือครองอยู่ 300 ล้านหุ้น ก็เพียงพอต่อดีลนี้ได้เช่นกัน

ถามว่า เป็นไปได้ไหม…ก็ได้เหมือนกัน แต่น้ำหนักมันดูเบาไปนิดนึง

อย่าลืมว่า นักลงทุนทั้งสามท่านนี้เข้ามาถือหุ้นด้วยการซื้อ PP ที่ราคาหุ้นละ 1 บาท

การตัดช่องน้อยขายบิกลอตคืนที่ราคา 0.60 บาท  ก็ดูไม่ค่อยจะ “ฉลาด” สักเท่าไหร่ จริงไหม ?

(แม้ว่าบางครั้งอาจเป็นไปได้ หากพวกเค้ามีการตกลงทอนเงินนอกกระดานกันในรูปแบบอื่น)

แต่สำหรับเคสนี้มองว่า ความเป็นไปได้ที่สามนี้ค่อนข้างยาก

และที่สำคัญถ้าจะเกิดขึ้นจริง เบื่อรอหุ้น ผิดหวังการลงทุนหรืออะไรก็ตาม เลยตัดสินใจยอมขายขาดทุนก็ได้

ก็น่าที่จะเคลียร์ของหมดมือ ทั้ง 300 ล้านหุ้น แทนการขายครึ่งๆ กลางๆ เก็บไว้ขยักขย่อน อีก 50 ล้านหุ้น

ดังนั้น … โดยส่วนตัวมองว่าควรเป็นเคสแรกมากที่สุด และถ้าใช่ ! ควรมีการแจ้งแบบ 246-2

ซึ่งก็น่าแปลกใจที่จนบัดนี้ CEO ของบริษัทก็ไม่ได้รายงานความคืบหน้าอะไรเกี่ยวกับบิกลอตชุดนี้

ทั้งๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนแจ้งตลาดเองด้วยซ้ำ

ก็ให้รู้สึกแปลกๆ ดี ที่ลุกขึ้นมาเขี่ยขี้เถ้าเองแท้ๆ แต่กลับไม่ติดตามให้กระจ่างชัด

หรือจะน้ำท่วมปากอยู่ก็ไม่แน่ใจนัก สรุปจนถึงตอนนี้ทุกอย่างจึงยังคงเงียบงัน

= = = = =

อยากเปิดเพลง .. คุ้กกี้เสี่ยงทาย … ให้ฟังจังเลย

แอบรอเธอ “แจ้ง” อยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย
แอบส่งใจให้นิดนิดแต่ดูเธอช่างเฉยเมย
เอาหละเตรียมใจไว้หน่อยมันคงจะลักไก่ไม่แจ้งเหมือนเคย
Yeah Yeah Yeah

 

 

 

TTCL ในม่านหมอกเมฆดำกับความไม่โปร่งใสของแบบฟอร์ม 246-2

toyo eng.png

ตามกฎหมายระบุให้ กรรมการบริษัท และนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิน 5%

ต้องทำรายงานแจ้งตลาดหลักทรัพย์ตามประเภท กรณีกรรมการบริษัทให้แจ้งฟอร์ม 59-2

(เคสกรรมการแจ้งทุกครั้งที่ทำการซื้อขาย ไม่สนใจจำนวนเปอร์เซนต์การถือครอง)

กรณีนักลงทุนให้แจ้งฟอร์ม 246-2 ซึ่งส่วนใหญ่ก็แจ้งกันเรียบร้อยดี (จริงหรือ ????)

แต่ … ก็มีไม่น้อยที่ไม่แจ้ง และน่าจะเป็นเจตนาหลบเลี่ยงไม่แจ้งเสียด้วย

แถมคนที่แจ้ง ก็แค่แจ้งๆ ไปตามกฎเกณฑ์

ส่วนแจ้งครบสาระสำคัญไหม จนท.รับแจ้งก็ไม่ได้ใส่ใจจะตรวจสอบ

เลยกลายเป็นช่องโหว่ของโจรสวมสูทกระทำการเอาเปรียบเจตนาอำพรางข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญ

(ตอนนี้เห็นรายใหญ่ไม่เคยแจ้งอยู่อีกคน 2 เคสแล้วนะ ทำงานสายการเงินด้วยนะ จะบอกไม่รู้ก็ฟังไม่ขึ้นน่ะ

กำลังคิดอยู่ว่าอยากจะช่วยแจ้งให้ แต่โดยส่วนตัวก็อยากแก่ตายอยู่น่ะ เลยยังไม่ช่วยแจ้งเข้าไปให้ 55555 )

= = = = = =

แต่ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่พบเห็นก็คือ ไม่แจ้งให้ครบในสาระสำคัญ

โดยเฉพาะราคาซื้อขายหลักทรัพย์  ชื่อคู่กรณีที่ซื้อขาย  บริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขาย

วันที่ที่กระทำการให้มีผลต่อปฏิบัติตามเงื่อนไขแจ้งฟอร์ม

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อพฤติกรรมราคาหลักทรัพย์ทั้งในช่วงกระทำการและหลังกระทำการทั้งสิ้น

แต่กลับไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจริงจัง เพื่อให้มีการรายงานให้ถูกต้องครบถ้วนในสาระสำคัญ

แบบนี้เอาผิดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่เสียได้น่ะ

เพราะการละเว้นดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นอย่างร้ายแรงได้

แต่…โดยรวมยังถือว่า แจ้งเว้าๆ แหว่งๆ ก็ยังดีกว่าไม่แจ้ง

เพราะอย่างน้อยนักลงทุนยังพอได้ทราบว่ามีการเคลื่อนไหวในการถือครองหลักทรัพย์

ถ้ามองว่าการเว้าๆ แหว่งๆ มีแนวโน้มไม่สุจริต ไม่โปร่งใส นักลงทุนอาจตัดสินใจหลีกเลี่ยงการลงทุนได้

ซึ่งหากผู้ใดแจ้งโดยหลบเลี่ยงไม่แจ้งในบางข้อมูล

ก็อยากให้พึงสังวรณ์ระวังบาปกรรมแห่งความไม่สุจริตจะทำให้ชาติหน้า

เกิดมา “ปากแหว่งเพดานโหว่” กันด้วยล่ะกัน

ขณะที่การหลบเลี่ยง ไม่แจ้งใดๆ เลยทั้งๆ ที่กระทำการเข้าข่ายเกณฑ์ต้องรายงาน

แบบนี้สิ น่ากลัว เพราะมีเจตนาทุจริต หลบเลี่ยง ซ่อนเร้นโดยชัด

= = = = = =

กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า มหกรรมเทกระจาดของราคาหุ้น TTCL ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก็ดูเหมือนจะส่อเค้าลางไม่โปร่งใส ไม่โปร่งแสง จากเคสนี้ด้วยเหมือนกัน

เริ่มตั้งแต่ TEC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ลงประกาศในหน้าเว็บไซด์ของตัวเองเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์

ย้ำว่า วันที่ 6 กุมภา แจ้งอย่างเปิดเผยชัดเจนว่า ได้ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ออกไป

และจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมด “2.4 พันล้านเยน” (เค้าระบุตัวเลขชัดเจนเลยนะ)

ลงบุ๊คเป็นกำไรพิเศษในงบรอบสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม ดูรายละเอียดเอกสาร คลิ๊กที่ลิงค์นี้


140120180206465587

การระบุตัวเลขได้แล้วว่า มีรายรับพิเศษก้อนนี้เท่าไหร่ มันควรแปลว่าอะไร

การซื้อขายได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่หรือไหมในเชิงราคาซื้อขาย

เพราะไม่อย่างนั้นจะรู้ตัวเลขสุทธิได้อย่างไร !!!!

แต่…สิ่งที่ TEC รายงานต่อกลต. ในฟอร์ม 246-2 รอบแรก คือ ขาย Big Lot ไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์

แต่เมื่อกลต. ถามหาการซื้อแจ้งว่า ขายให้กับใคร เพราะการลง Unknown เป็นเรื่องที่ไม่สมควร

เพราะเป็นการซื้อขายก้อนใหญ่ จะปฎิเสธว่าไม่ทราบว่าผู้ซื้อที่ตนเองขายให้นั้นเป็นใคร จะเป็นไปได้หรือ ?

พี่เค้าไปซื้อขายกันในถ้ำเมื่อหลายล้านปีก่อนหรืออย่างไร

ขายกัน 56 ล้านหุ้นเชียวนะ จะไม่ถามชื่อแซ่บ้านอยู่ไหนกันไว้สักหน่อยเชียวหรือ

และหากเป็นการซื้อขาย Big Lot จริง เท่ากับว่า TEC ฝ่าฝืนระเบียบของกลต. ไม่นำแจ้งบิกลอต

เพราะระยะเวลาที่ผ่านไม่ปรากฎมีการซื้อขายบิกลอตจำนวนดังกล่าวรายงานให้ตลาดทราบแต่อย่างใด

อ้ะๆ อย่าเถียง เดี๋ยวนี้น้องเม่าเค้าก็มีเรคคอร์ดสถิติการ Big Lot เก็บไว้เหมือนกันนะ

อย่าริจะมาเถียงว่าเคยแจ้งเชียว เดี๋ยวเค้างัดหลักฐานมาค้านจะหน้าหงายเอาได้

Capture

จากนั้นเมื่อกลต.ทักท้วงขอให้ชี้แจงใหม่

สิ่งที่ TEC ทำคือ แก้รายการจากการซื้อขายบิกลอตเป็นซื้อขายในกระดาน (ง่ายๆ แบบนี้เลยนะคะพี่)

ระบุเพียงแค่ว่า ขายในกระดาน ผ่านหลักทรัพย์ CNS ที่ฮ่องกง

toyo eng.jpg

คำถามที่ขอถามคือ หากทำการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 7 ตามที่ TEC กล่าวอ้าง

ไฉนสามารถรู้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาว่า มีรายรับสุทธิจากการขายหุ้นเป็นเท่าไหร่ … ได้อย่างไร

มหัศจรรย์ วันเดอร์ฟูล ยิ่งนัก !!!!!

ที่จริงแล้ว เคสแบบนี้กลต.ควรดำเนินการตรวจสอบ transaction ของธุรกรรมนี้ของ TEC

ว่า ขายให้ใคร ทางวิธีการใดกันแน่ ซึ่งกลต.ทำได้ และพึงกระทำ

เพราะการขายหุ้นทิ้งทั้งหมดของผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ย่อมมีนัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ความเชื่อมั่นในกิจการ

และโดยเฉพาะในกรณีที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงแบบทิ้งดิ่งภายในวันเดียวแบบนี้

แต่กลต.ก็ทำได้เพียงแค่ ทักท้วงเรื่องผู้ซื้อปลายทาง ซึ่งพอได้รับแจ้งใหม่ก็ปล่อยผ่านไป

โดยไม่ได้ไตร่ตรองครุ่นคิดว่า มันควรจะเป็นเช่นตามที่ได้รับแจ้งได้จริงๆ หรือ

จากนั้น วันที่ 13 กุมภาพันธ์ กองทุนกรุงศรีก็นำส่งรายงานแจ้งตลาดว่า ได้เข้าลงทุนหุ้น TTCL เกิน10%

โดยวันที่กระทำการให้มีผลคร่อมจุด Trigger point ให้ต้องรายงานคือ วันที่ 12 กุมภาพันธ์

ก็ปรากฎว่า ลิงค์แบบฟอร์มที่แจ้งก็ล่มไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้

เดือดร้อนอิเม่าขี้สงสัยอย่างเรา ให้ต้องให้ติดตามสอบถามเข้าไป

จึงได้มีการแก้ไขลิงค์ให้สามารถใช้การณ์ได้ เมื่อบ่ายวันนี้เองนะจ้ะ แหมๆๆๆ

ตรงนี้ขอไม่ติดใจอะไร “อาจเป็นข้อขัดข้องทางเทคนิคโดยมิได้ตั้งใจจริงๆ ” ก็เป็นได้

แต่…เมื่อลิงค์ได้รับการแก้ไขให้สามารถเข้าถึงได้

สิ่งมหัศจรรย์ก็พลันประจักษ์ว่า กองทุนผู้ดูเหมือนมากู้ชาติให้กับ TTCL นี่จริงใจจริงหรือ

จากการปิดสมุดครั้งล่าสุดของ TTCL เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 กองทุนกรุงศรีทั้งหมด ยังถือไม่ติด 5%

Untitled.jpg

(ในภาพการปิดสมุดขอตัดรายชื่อลำดับ 4-18 ออกเพราะจะทำให้ภาพใหญ่เกินไป)

ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งฟอร์ม 246-2 เพราะไม่เข้าเกณฑ์ถือครองเกิน 5%

แต่ช้า แต่…เค้าแหกตามา พอถึง 10% เค้าถึงวางยายลง (เอ๊ะ เค้าร้องกันแบบนี้ป่าว อิอิ)

เพราะใน 246-2 ที่กองทุนกรุงศรีแจ้งซื้อระบุว่า สัดส่วนการถือครองล่าสุดก่อนการซื้อเพิ่มในวันที่ 12

จนต้องเข้าเกณฑ์ต้องรายงาน คือ ซื้อเพิ่มแค่  0.21% มีของเก่าก่อนอยู่ 9.95% แน๊ะ !อ้าวววววแบบนี้ต้องที่พี่ซื้อคร่อม trigger point 5%  พี่ไม่ได้แจ้งกลต. ตามระเบียบข้อบังคับใช่อ่ะป่่าววววพี่เป็นกองทุนนะคะ พี่อย่าบอกว่า พี่ไม่รู้กฎระเบียบข้อนี้และพี่อย่าอ้างว่าพี่ลืมแจ้งค่ะ  นักลงทุนเค้ากินข้าว  ไม่ได้กินหญ้านะคะS__60801347= = = = =ถ้ามีหน้าที่ต้องรายงาน 246-2 แต่ไม่ปฎิบัติ มีความผิดอย่างไร ?ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับเพิ่มเติมวันละ 1 หมื่นบาทในกรณีเมื่อทราบแล้วยังไม่ดำเนินการรายงานให้ถูกต้องจนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้องแต่ปัญหาคือ การลงโทษจะดูจากเจตนาของผู้มีหน้าที่ต้องรายงานซึ่งแน่นอนว่า เป็นเหตุให้ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะมักอ้างว่า ไม่ทราบหรือเข้าใจผิดว่าไม่ต้องรายงานเป็นเหตุให้ผลลัพธ์การดำเนินการออกมาในรูปของการปรับ แถมค่าปรับก็น่าเอ็นดู เมื่อเทียบกับสัดส่วนเม็ดเงินที่ได้กระทำการลงไปคำถามคือ เราคนนอกคิดว่าเค้าไม่รุจริงๆ หรือเค้าแกล้งไม่รุ ?????อย่าลืมนะคะ ว่าพี่เป็นกองทุน การอ้างว่าไม่รู้ น่าจะยากค่ะแต่ถ้าพี่จะอ้างว่า พี่ลืมแจ้ง พี่ก็ทำได้ค่ะ ไปแก้ตัวกับกลต.เอานะคะส่วนเม่าขอบอกว่า เม่าขอย้ำกับพี่อีกทีนะคะถ้าพี่คิดจะอ้างว่าพี่ลืม เพราะถ้าพี่ลืมจริงๆ ฟังดูมันดิสเครดิตตัวเองนะคะคนทำงานระดับนี้ เรื่องแค่นี้ยังดูแลรับผิดชอบไม่ได้ เรื่องใหญ่ถ้ามีอะไรขึ้นมาจะดูแลไหวเหรอค่ะพี่แล้วแบบนี้นักลงทุนเค้าจะกล้าฝากเงินเค้าให้พี่ดูแลต่อไปดีไหม น่าคิดๆ