VNT # Rare Item ทั้งตัวหุ้นและบทวิเคราะห์

ECH.PNG

VNT เป็นหุ้นที่ส่วนตัวผึ้งเริ่มทึกทักเอาเองว่า เป็นหุ้นพื้นฐานดีๆ ราคาไม่ถึงครึ่งร้อยที่หาได้ยาก (คนละความหมายกับหุ้นที่ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของมันเองนะจ้ะ) เรียกว่าเป็น rare item ตัวนึงได้เลย แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ VNT คือ บทวิเคราะห์หาอ่านได้ยากแท้ ที่ผ่านมาน่าจะมี Phatra ค่ายเดียวที่ออกบทวิเคราะห์ตัวนี้ แต่พอราคาเริ่มเดินหน้าประกาศศักดาก็เริ่มมีโบรกอื่นขยับมาให้ความสนใจ ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่า ก็ยังมีบทวิเคราะห์ออกมาน้อยอยู่ดี ล่าสุด UOB ออกบทวิเคราะห์ โหลดบทวิเคราะห์ที่นี่ VNT_20180315_UOB

ที่ผ่านมา VNT ถูกจับตามองว่ากลับมาฟื้นคืนชีพเพราะสเปรด PVC กับ Caustic Soda ที่ดีขึ้น แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันรายได้ของ VNT ให้เติบโตต่อเนื่องกำลังจะต้องฝากไว้กับ ECH พลาสติกสายรักษ์โลก ที่กำลังเป็นที่ต้องการของอินเดีย ตัวเลขจากบทวิเคราะห์ของ UOB ทำให้ภาพของ VNT ดูชัดเจนมากขึ้น เมื่อสเปรดของ ECH ทะยานขึ้นไปตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของอินเดีย โดยมีการคาดการณ์กันว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของสเปรด  5$/Tonne จะส่งผลต่อกำไรที่เพิ่มขึ้นของ VNT ราว 47 ล้านบาท (PVC) และ 46 ล้านบาท (Caustic Soda) ขณะที่การเพิ่มขึ้นของสเปรด ECH  100$/Tonne จะส่งผลต่อกำไรที่เพิ่มขึ้นของ VNT ราว 280 ล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบสเปรด Q4/60 กับ Q1/61 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 300 เหรียญ แหม…หัวใจพองโตกันเลยทีเดียว ว่าแต่ทำไมราคาหุ้นไม่ตอบรับรายได้เลยก็ไม่รู้สิเนอะ สงสัยเพราะบทวิเคราะห์ของทั้งสองโบรกที่ออกมาให้ VNT ล้วนแต่เป็น unpublic ละมั้ง บางทีก็สงสารนักวิเคราะห์อยู่น่ะ เขียนแทบตาย คนอ่านนับหัวได้ เหมือนผลิตงานดีแต่ไร้คนอ่าน น่าเสียดายแรงงานที่ทำลงไปจัง จริงๆ ก็อยากเห็นบทวิเคราะห์ที่ unpublic ลองเปลี่ยนนโยบายเป็น ยอมให้เผยแพร่นอกกลุ่มลูกค้าหลังออกเผยแพร่ไปแล้ว 7 วัน ก็ยังดี ลงแรงเขียนมาแทบตายแต่มีคนอ่านนับหัวได้ มันน่าเสียดายว่าไหม ? 

VNT จะถือต่อได้ต้องกินเหล้า เอร้ย อ่านบทวิเคราะห์ย้อมใจกันเลยสินะ

VNT

ความปั่นป่วนของ SET Index ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลต่อการยืนของราคาหุ้นหลายตัว

ไม่เว้นแม้กระท่ังหุ้นพื้นฐานดี แกร่งๆ อย่าง VNT

การปรับตัวลงวันเดียว 8% จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดไปจากนิสัยเดิมของ VNT เลยยยยนะจะว่าไป

แต่…ทำไมรอบนี้เรากลับทนกันไม่ได้ หวั่นไหวไปกับ Sentiment ของตลาด

ในเมื่อก็ยังเชื่อในพื้นฐานกิจการเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

วันนี้ได้บทวิเคราะห์ของ PHATRA มาเสียที ออกแต่วันที่ 05/03/2018 ปรับเป้าใหม่เป็น 40 บาท

โหลดบทวิเคราะห์ที่นี่  VNT_20180305_PHATRA

วันนี้เห็นกราฟใจแป้วอีกล่ะเรา ไม่สบายใจเลยกลัวว่าพรุ่งนี้กราฟวีคยืนปิดเหนือ 33 บาท ไม่ได้

จะกลายเป็นแท่ง Dark cloud cover เทกระจาดลงลึกเอา

วันนี้เลยไล่เช็คสเปรด ECH ว่าเด็ดจริง ขึ้นแรงตามบทวิเคราะห์ว่าไหม

แต่…สเปรดฟรีไม่มีในโลก 55555555 สรุปเอาว่ะต้องเชื่อตามบทวิเคราะห์เค้าว่าดีก็คือดีเนอะ

เมื่อหาสเปรดฟรี ECH ดูให้แน่ชัดไม่ได้ ก็ต้องหาความมั่นใจอื่นมาเสริม

สเปรดฟรีที่พอมีให้ดูก็สเปรด caustic soda ผลก็คือ สเปรดพลิกตัวกลับขึ้นมาล่ะ

caustic soda.png

ส่วนจะสบายใจได้จริงๆ ก็คงเป็นรายละเอียดข่าวที่บังเอิญหาเจอ

อย่างที่เรารู้กันว่า VNT ถูกหวยราคาฟื้นตัวแรงก็เพราะปัญหามลภาวะในจีน

ทำให้เกิดการสั่งปิดโรงงานกันอย่างมโหฬารเป็นเหตุให้เกิด Surplus ดันราคาคอมโมดิตี้หลายตัวขึ้นมา

วันนี้หาเจอรายละเอียดของ Green Tax ที่จีนออกมาบังคับใช้ ถือว่าโหดใช้ได้เลย

China Green Tax.PNG

ตรงนี้น่าจะทำให้ต้นทุนของจีนแพงขึ้น จากที่แพงอยู่แล้วจากการที่ถ่านหินเข้าภาวะขาขึ้น

แต่…อีกข่าวที่เจอและเพิ่งอัพเดทล่าสุดคือ ดีมานด์ ECH ของอินเดีย

พีคขึ้น 56% เลยอ่ะ อร้ายยยยยยยยยยยย

ech india.PNG

พื้นฐานทุกอย่างยังเอื้อให้น้องหมีเติบโตพรุ่งนี้

ขอแค่อย่าหลุด 31 และปีนกลับไปยืน 33 ได้

ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หมายถึงกำลังใจคนถือ 55555555

MILL อัศวินม้าเหล็ก

ถ้าเป็นปกติ ถ้ารอบเหล็กมา สิ่งที่เราต้องแยกให้ออกก่อนคือ

รอบนี้หวยออกที่ใคร ระหว่าง กลุ่มโรงเหล็กแปรรูป หรือกลุ่มเทรดดิ้งเหล็ก

ถ้าช่วงปิดเหมืองกลุ่มโรงถลุงเหล็กกับกลุ่มเหล็กแปรรูปก็ซวยไป เพราะต้นทุนแพง

บ้านเราไม่มีโรงถลุงเหล็ก เพราะไม่มีเหมืองเหล็กเอง เพราะงั้นกลุ่มโรงเหล็กแปรรูปก็รับเคราะห์ไปลำพัง

กลุ่มโรงเหล็กแปรรูปในตลาดบ้านเราก็มีหลัก SSI  MILL  TSTH  BSBM

ขณะที่กลุ่มเทรดดิ้งก็สบายไป เพราะมีกำไรจาก Stock Gain

กลุ่มนี้ก็พวก AMC  PERM  PAP  2S  RWI  TYCN  และอีกเพียบ

แต่….รอบนี้รัฐบาลจีนประกาศลดกำลังการผลิต (ควบคุมการเปิด-ปิดของโรงงานแปรรูปเหล็ก) ลง 50 %

ในเขตอุตสาหกรรมภาคเหนือและตะวันออกเพิ่มลดปริมาณการใช้ถ่านหินในช่วงฤดูหนาว

เพื่อควบคุมปัญหามลพิษในอากาศ ซึ่งการออกประกาศรอบนี้กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 15 พย. -15 มีนา

ซึ่งตรงนี้ไม่เกินความคาดหมาย มีการคาดการณ์กันมาล่วงหน้าอยู่แล้ว

แต่พอรัฐบาลสั่งปิดเพิ่มใน 3 เมืองที่เป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปใหญ่คือ Anhui Jiangsu  Shanxi

หลังออกประกาศเพิ่มราคาเหล็ก Rebar พุ่งขึ้นทันที แบบปรี๊ดด ปรี๊ดดดดดดด

rebar

โดยจะเห็นได้ว่า ราคาเหล็กในตลาด Dalian Commodity Exchange ปรับตัวเพิ่มขึ้น

13% ในช่วงเพียงแค่ 20 พย. – 5 ธค. ชนิดที่กราฟพีคเป็นเส้นตรงแนวตั้งกันเลยทีเดียว

แล้วแบบนี้ ธุรกิจเหล็กในบ้านเราใครจะได้รับอานิสงฆ์ถูกหวยส้มหล่นรอบนี้ไปมาดูกัน

SSI ได้อานิสงฆ์แน่นอนในฐานะพี่เบิ้มใหญ่สุดในตลาดหุ้นบ้านเรา

แต่…….มัน SP อยู่จะเทรดยังไงล่ะคู้นนนนน

มองหาอัศวินคนใหม่ ต้องเลือกระหว่าง 3 พี่น้อง MILL  TSTH   BSBM

ถ้าวัดด้วยชื่อชั้น ในเชิงกำลังการผลิต เราจะรับรู้มาตลอดว่า TSTH เป็นพี่รองจาก SSI

แต่…หลังจาก MILL เปลี่ยนสเต็ปการลงทุนใหม่ ด้วยการไปลงทุนในบ.ย่อยกับ Kobelco Steel

ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นและเริ่มเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น

โดยเฉพาะสิ่งที่ MILL ไปลงทุนมีความเป็นสตอรี่ที่น่าสนใจตรงที่

เลือกลงทุนในการผลิตและพัฒนาเหล็กเกรดพิเศษ ซึ่งมีมาร์จิ้นดีก่าเหล็กเกรดปกติ

โดยมีมาร์จิ้นราว 20% (3 เท่าของปกติ) โดยปีหน้าจะเริ่มรับรู้รายได้หลังจากอยู่ช่วงลงทุน

และตั้งสำรองด้อยค่ามาโดยตลอด คล้ายๆ ปีหน้าฟ้าใหม่ผ่องใสเสียที

ขณะที่สตอรี่ของ TSTH ยังไม่เน้นการสร้าง new product มีเพียงแค่การคาดหวัง

รายได้แบบ one time gain จากการขายเครื่องจักรเก่าให้อินเดีย

มีการเคาะตัวเลขกันว่า ราวๆ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ด้วยจำนวนหุ้นที่หนักกว่า MILL เท่าตัว

เฉลี่ยต่อหุ้นก็เหลือไม่เท่าไหร่ เรียกว่าอัพไซด์จาก one time บางเฉียบไม่เร้าใจ

แต่…ก็อย่าโลกสวยมองบวก ติเตียนคนอื่นลบ TSTH เด่นกว่า MILL ชัดๆ ก็ตรง DE ต่ำ 0.15

ขณะที่ MILL ซัดตูมไป 2.12 เพราะหนี้เพียบ เพียบถึงขนาดผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตไว้ทุกไตรมาสว่า

พี่มิลล์มีหนี้สินเยอะกว่าสินทรัพย์อีกนะจ้ะเธอจ๋า

โดยให้สังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 2 ระบุว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2560
กลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 4,009 ล้านบาท
ซึ่งหนี้สินหมุนเวียนส่วนใหญ่ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจาก
ตั๋วสัญญาใช้เงิน และทรัสต์รีซีต/เลตเตอร์ออฟเครดิต
ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ ยังมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 2,278 ล้านบาท
คือ เหมือนเตรียมวงเงินไว้เบิกใช้เพิ่มอีกตังหาก นอกจากหนี้เดิมที่มีอยู่แล้ว ฟังแล้วก็แข้งขาอ่อน
เพราะถ้าตามไปดูต้นทุนการเงินของ MILL ยังหนักโขอยู่มากหากเทียบกับ TSTH

ก้อแล้วยังงี้ยังมาชวนว่า MILL ดูเป็นอัศวินม้าเหล็กรอบนี้ได้ยังไง ?

ก็อย่างที่เคยบอก หุ้นทุกตัวมันมีรอบ มีวัฎจักรของมัน

ซึ่งคำว่าวัฎจักรคือ สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดการขึ้นลงของราคา

แต่…คำว่ารอบของมัน เจ้าเป็นคนกำหนดราคา

ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า วัฎจักรของเหล็กกำลังเริ่มต้นอีกครั้งจากนโยบายของรัฐบาลจีน

ส่วนรอบของหุ้นมันก็ควรมีเจ้าเข้ามากำหนดราคา

ถ้าเราตามไปดูเจ้า MILL เราเห็นเงาเจ้าหรือยัง

จากรายงานข่าว แบงก์กรุงเทพปล่อยกู้ 2.2 พันล้านแก่สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล

เพื่อทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วนจากผู้ถือหุ้นของมิลล์คอน สตีล รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,215,919,539 หุ้น

หรือคิดเป็นไม่เกิน 29.99% ของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่จำหน่วยแล้วทั้งหมดของบริษัท

อยู่ๆ ผู้ถือหุ้นเบอร์สอง ประสงค์จะมีหุ้นเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 19% เป็น 40% แปลว่า อะไร?

ธุรกิจน่าจะมีอะไรดีๆ หรือกำลังนอนรอความตาย ?

ที่สำคัญยอมจ่ายราคาเทนเดอร์แพงกว่าราคาในกระดานด้วย (เทนเดอร์ราคา 1.80 ราคากระดาน 1.74)

โดยกำหนดระยะเวลารับซื้อ 29 มิย. – 4 สค. 60 ผลปรากฎว่า เม่าขายคืนให้น้อยมาก ตามนี้

Capture.JPG

สรุปสิทธิชัยสามารถดูสภาพคล่องในตลาดหายไปอีกประมาณ 20%

แบบนี้ FF ก็จะเหลือราวๆ 30% จากหุ้นทั้งหมด 3.8 พันล้านหุ้น

ซึ่งถือว่าเบากว่า TSTH เยอะ เพราะทางโน้นมีหุ้นเยอะถึง 8.4 พันล้านหุ้น

ฟังแล้วรู้สึกว่า เห็นเงาเจ้า ได้กลิ่นเจ้าอยู่ลางๆ รู้สึกอุ่นใจพอประมาณ

ไปดูกราฟกันดีก่า TF Week สวยเลยบีบแล้วระเบิดออก เบรค 52 Week High อย่างต่อเนื่อง

Capture.JPG

กราฟบุตรก็สวย ลองไปดูเอา มีสวยมากระดับนางงามเลย ไปไล่ดูเอาว่าบุตรคนไหน อิอิ

ถ้า……. ปีหน้าที่ Kobelco Steel เริ่มทำรายได้ให้กับ MILL ได้

จากที่เคยตั้งสำรองขาดทุนเงินลงทุน จะเริ่มกลับมาหนุนทบให้กำไรของ MILL ฟูขึ้น

เพราะถ้าเทียบกันในส่วนของ EBIT margin  MILL เองก็นำโด่งเหนือทุกบริษัทมาตลอด

หากเมื่อไหร่ที่สามารถหยุดตัวเลขขาดทุนที่เคยถูก Kobelco ฉุดไว้ได้

งบ MILL น่าจะหล่อได้โล่ เป็นอัศวินม้าเหล็กได้สบายๆ ล่ะน๊า

 

 

 

 

CPI # ส่องกิจการพอจะ Ceiling ได้ไหม ?

cpi palm oil.JPG

สองวีคก่อนที่ปาล์มร้อนแรง UVAN  VPO ชน Ceiling

ตามด้วยวีคที่แล้ว LST ชน Ceiling

อ้าวแล้วกัน ไหงงั้น หุ้นเราเลือกมาเราว่าออกจาดี

อย่างน้อย งบ CPI ก็มีสกุลรุนชาติกว่า VPO อยู่หลายขุม

ด้วยทรงกราฟก็ควรต้องร้อนแรงกว่าปาล์มอีกหลายตัว

แต่ทำไมแม่สาวชุมพรถึงทำได้แค่ มี % Change เฉลี่ยในลำดับต้นๆ ทั้งสองวีค

หากไม่สามารถวิ่งไปแตะชิลลิ่งได้อย่างคนอื่นเค้า

cpi gain.JPG

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนในลำดับแรก CPI เน้นตลาดน้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดจำหน่ายในประเทศ

ภายใต้แบรนด์ “ลีลา” “รีโอ” “ปาริชาติ” และ OEM ผลิต House Brand “ARO” ให้กับแมคโคร

แต่ด้วยความที่น้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุม ที่เพดานราคาสูงสุดได้แค่ลิตรละ 42 บาท

ทำให้ทุกครั้งที่ราคาปาล์มโลก (Crude Palm Oil) ปรับตัวสูงขึ้น

CPI จะได้รับอานิสงฆ์ไม่มากเท่ากับบริษัทที่เน้นผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อส่งออก

ฉะนั้นทุกรอบ รวมถึงรอบนี้ UVAN  VPO  ซึ่งเน้นส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปยังต่างประเทศ

ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทวิ่งตามราคาตลาดโลกรับรู้รวดเร็วในฐานะสายตรง

ส่วน LST ตื่นจากหลับใหลด้วย Tarzan Effect

คุณซานออกตัวเชียร์ LST ในประเด็นการถือครอง UFC (อยู่นอกตลาด) ในสัดส่วนร้อยละ 96

ซึ่งเป็นการมอง Growth ในส่วนของธุรกิจน้ำมะพร้าว เป็นประเด็นหลัก

มากกว่าจะให้น้ำหนักกับธุรกิจปาล์มของ LST เอง หรือการเป็นบริษัทแม่ของ UPOIC

แน่นอนว่า การไม่เชียร์ LST โดยประเด็นปาล์มโดยตรงก็คงเพราะเหตุผลเดียวกับ CPI

คือ ตลาดหลักเน้นจำหน่ายน้ำมันปาล์มสกัดบรรจุขวดในประเทศ ที่ได้รับอานิสงฆ์ไม่มากนักจากราคาตลาดโลก

cpo

ฟังดูแล้ว CPI นี่มันหุ้นปาล์มลูกเมียน้อยชัดๆ

อะไรก็ไม่ดิบดี โดดเด่น เราต้องย้ายตัวไหม ?

สิ่งที่ผึ้งมักพูดกับน้องๆ เสมอคือ “จงอยู่กับหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี”

อย่าไปกังวลว่า ทำไมหุ้นเราวิ่งไม่แรงเท่าหุ้นอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

หรือทำไมหุ้นคนอื่นถึงได้ออกตัวก่อนหุ้นเรา

ให้ท่องไว้แค่ว่า เรามีหน้าที่รอให้หุ้นเราวิ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่เรามองไว้เท่านั้นพอ

จะออกตัวเป็นคิวที่เท่าไหร่อย่าไปแคร์ จะไม่แรงเท่าเพื่อนเค้าก็อย่าไปกังวล

ขอแค่ในที่สุดแล้วมันวิ่งไปถึงเป้าหมายของราคาตามที่เราคำนวณไว้ ในกรอบเวลาอันสมเหตุสมผลเท่านั้นพอ

เพราะถ้าเราเร้าไปกับราคาของตัวอื่นที่พุ่งทะยานขึ้นไป

แล้วไปไล่ราคา เราจะหนีไม่พ้นวังวนของการดอยเพราะไล่หุ้น

และเสี่ยงตกรถขายหมูในหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี เพราะสวิทช์ตัวผิดเวลา

แต่อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ  ในส่วนเวลาที่หุ้นเรายังไม่วิ่ง หรือวิ่งแล้วแต่ยังไม่แรง

อัพเดทข้อมูลและพยายามที่จะทำความเข้าใจกิจการของหุ้นเราให้มากขึ้นตังหาก

เพราะฉะนั้นหมดเวลาอิจฉา UVAN  VPO  LST

ได้เวลาไปขุดข้อมูล CPI แม่สาวชุมพรของเราทำอะไรยังไงดีหรือด้อยกว่าตรงไหน

Capture.JPG

CPI มีบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ CPI Agrotech ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปาล์ม

โดยพัฒนาพันธุ์ปาล์มลูกผสม “เทอเนอรา” (นำเข้าจากคอสตราริก้า)

จนได้สายพันธุ์ที่ทั้งทนแล้ง และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

โดยสายพันธุ์นี้ ผลปาล์มสด 100 กก. จะสกัดน้ำมันปาล์มได้ถึง 17-19 กก. (เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำมันสูงที่่สุดตอนนี้)

และ CPP ผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากปาล์ม โดยเพิ่งลงทุนโรงงานใหม่ควบกัน

โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแห่งใหม่ มีกำลังการผลิต 45 ตัน/ชม.

และรฟฟ.โรงใหม่ กำลังการผลิต 6.2 MW โดยเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย (Biogas)

โดย 4 MW ขายไฟให้รัฐ และ 2 MW ไว้ในภายในโรงงาน

ซึ่งจะมีผลพลอยได้ในรูปของปุ๋ยเพื่อนำกลับมาใช้ในสวนปาล์มได้ด้วย

cpi-plant

ส่วนตัวผึ้งรุสึกดีกับ CPI ตรงที่ผู้บริหารเริ่มต้นธุรกิจขายไฟด้วยการจ่ายปันผลเป็นหุ้น !!!

จำไว้เลยนะ ถ้ากิจการมีกำไรและเลือกจ่ายปันผลเป็นหุ้นเพื่อเก็บรักษาเงินสดไว้กับบริษัท

เพื่อนำไปลงทุนต่อเป็นเรื่องที่ดี มีใครบางคนกรอกหูผึ้งมาแบบนี้

ท่องไว้เหมือน HMPRO ไง หุ้นอมีบ้าโตด้วยการปันผลเป็นหุ้น

สรุปปี 2556 CPI ปันผลเป็นหุ้นในอัตราส่วน 1 : 1 ทำให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 560 ล้านบาท

และออก CPI-W1 ในอัตราส่วน 3 : 1 เพื่อหวังใช้วอร์แรนต์นี้เป็นงบลงทุนรฟฟ. ภายในกำหนด 2 ปี (ตามอายุวอร์)

พร้อมกับออก ESOP#1 จำนวน 28 ล้านหุ้น อายุ 5 ปี

(แหม…จังหวะครบรอบแปลงน่าจะเป็นจุดพีคของแม่สาวชุมพรเลยนะ

ถ้าเชื่อว่าคอมโมปาล์มจะกลับมาร้อน 2ปี แบบรอบก่อน)

ธุรกิจหลักของ CPI มีสัดส่วนเน้นไปที่ น้ำมันปาล์มสกัด 75%

น้ำมันปาล์มดิบ 5% และผลพลอยได้อื่นๆ จากปาล์ม 20%

โดยมีกำลังการผลิต 600 ตันต่อวัน มีพื้นที่สวนปาล์ม 20,916 ไร่

(เน้นการตั้งโรงงานในส่วนปาล์มเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง)

ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ CPI คือ มี Asset ในส่วนที่เป็นที่ดินเยอะ

โดยที่ดินมีการปรับราคาประเมินในงบไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556

(ซึ่งก่อนหน้านั้นปรับครั้งสุดท้ายปี 2551 โดยในรอบปี 2556 นั้นปรับขึ้น 76 ล้านบาท)

ภาพรวมกิจการ เน้นจำหน่ายในประเทศ 91% ส่งออกเพียงแค่ 9%

ซึ่งในส่วนที่ส่งออกจะเน้นไปที่ PFAD  กับ RHST ส่งออกไปมาเลย์ เนเธอร์แลนด์ และเมียนมาร์

โดยในส่วนนี้ แม่สาวชุมพรจะมีบริการ Bulk Supply ในการส่งมอบสินค้าเอง

ไม่ได้จ้างบ.โลจิสติกส์อื่นขนส่งให้ (แบบที่ UVAN จ้าง AMA)

สำหรับการส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ เป็นอานิสงฆ์จากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรป

ที่กำหนดมาตรฐานการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืน (RSPO)

ที่ยุโรปห้ามนำเข้าปาล์มจากอินโดนีเซียทำให้ CPI ซึ่งผ่านมาตรฐาน RSPO ได้อานิสงฆ์ตรงนี้ไปแทน

palm-production

แล้วมีอะไรบ้างที่เป็น Sectoral Risk ของธุรกิจปาล์มในภาพรวม ?

แม้ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นผู้ส่งออกปาล์มอันดับสามของโลก

แต่ก็ต้องอึ้งๆ เหมือนกันเพราะเราทิ้งห่างสองรายใหญ่ของโลกอย่างอินโดกะมาเลย์อยู่โขทีเดียว

และด้วยความที่ปาล์มเป็นพืชที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ หากแห้งแล้งมากผลผลิตจะลดต่ำ

ทำให้ประเด็นสำคัญที่เป็นความเสี่ยงหลักของธุรกิจนี้คือ

ความไม่แน่นอนของ Demand และ Supply ในตลาดโลก

cpo-cycle

ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงมาถึงความไม่สมดุลของ Supply Chain ของอุตสาหกรรมปาล์มในประเทศไทย

ตรงจุดนี้เองทำให้รัฐกำหนดให้การส่งออกปาล์มทำได้โดยเสรี แต่การนำเข้าปาล์มต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ

ประเด็นนี้ทำให้ราคาปาล์มภายในประเทศไม่เคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลก

เพราะถ้าราคาตลาดโลกแพงผู้ประกอบการจะเน้นส่งออกแทน แต่ราคาตลาดโลกถูกจะเน้นจำหน่ายในประเทศ

ซึ่งนโยบายห้ามนำเข้าแต่เสรีส่งออกได้ส่งผลไปถึงการออกมาตรการควบคุมราคา

ในรูปแบบของการกำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าควบคุมจำหน่ายที่เพดานราคา 42 บาทต่อลิตร

และผลปาล์มมีราคา Price Floor muj 4-4.30 บาทตาม % การให้น้ำมัน

ที่กลายเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงราคาปาล์มผ่านนโยบายพลังงาน

หากสต๊อกปาล์มภายในประเทศล้นตลาด ภาครัฐจะปรับเพิ่ม % ปาล์มในไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น (จาก B3 เป็น B5)

และปรับลด % ปาล์มในไบโอดีเซลลดถ้าปาล์มขาดตลาด (จากB5 เหลือ B3)

ช่างน่ารักเสมอกับมาตรการเชิงตั้งรับในการ Problem Resolution ของภาครัฐ

B3.JPG

ส่วนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในส่วนของบริษัทเองเป็นการเฉพาะกิจการ

ก็มีปัญหาปริมาณปาล์มดิบที่ CPI เองยังต้องรับซื้อจากเกษตร

หากช่วงเวลาใดที่ปริมาณปาล์มสดมีน้อย จะส่งผลให้ราคาปาล์มแพง

และกระทบต่อ Utilization Rate ของกิจการในส่วนที่เป็นโรงสกัด (ไม่มีปาล์มให้สกัด เสียโอกาส)

ff cpi.JPG

รู้จักกิจการไปแล้ว ได้เวลามารุจักจ้าว CPI กันบ้าง

ผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง ได้แก่ บ.ชุมพรโฮลดิ้ง ถืออยุ่ 34%

แล้วชุมพรโฮลดิ้งใครเป็นใครกันบ้าง

ใหญ่สุดหนีไปพ้นตระกูลฉัตรเลขวนิช ถืออยู่ 10%

รองลงมาเป็นตระกูลปรัชญางค์ปรีชา ถือ 9%

ตามด้วยตระกูลถวิลเติมทรัพย์, นิรัติศัยวงศ์ และ ไพศาลศิริรัตน์ คนละ 7%

บอร์ดบริหารจึงเป็นตัวแทนของตระกูลเหล่านี้แทบทั้งสิ้น

มาดูจุดแข็งของบอร์ดบริหาร CPI กันว่าใครเด่นอะไร เกื้อหนุนบริษัทได้ดีแค่ไหน

บอร์ด CPI ส่วนใหญ่คร่ำหวอดในธุรกิจคอมโมดิตี้แทบทั้งนั้น

คนแรก คุณถกล ถวิลเติมทรัพย์ คนนี้เป็นลูกหม้อเก่าน้ำตาลครบุรี (KBS)

คุณนินนาท โอฬารวรวุฒิ อดีตผู้บริหารปิโตรเคมีสายพลาสติก (AJ)

คุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ คนนี้ตัวแม่สายตรงจากหลากหลายคอมโม

นั่งบริหารมาแล้วทั้งธุรกิจเหล็ก (SSI) ทองคำ (GBX) ยาง (BNC)

คุณสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ์ ในธุรกิจโรงกลั่น (BCP) น้ำตาล (KBS) และ EXIM Bank

นอกเหนือจากประสบการณ์ของบอร์ดบริหารอะไรเป็นจุดแข็งของ CPI อีก ?

CPI ลงทุนในโครงการล้มปาล์ม (Replant) เสร็จสิ้นแล้ว (โครงการเริ่มปี 52-58)

โดยจะล้มปาล์มที่อายุครบ 25 ปี ซึ่งความสูงของต้นเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยว

โดยลงทุนครบกำหนดแล้วใช้งบไปทั้งสิ้น 300 ล้าน

จากนี้จะไม่มีค่าใชัจ่ายในส่วนนี้อีก และปี 60 จะเป็นปีที่ปาล์มที่ปลูกใหม่เริ่มให้ผลเก็บเกี่ยวได้

มีรฟฟ.ใหม่ที่เพิ่งสร้าง โดยมีกำหนดที่จะเทสต์รันใน Q1/60

โดยในส่วนนี้เสร็จพร้อมกันทั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงผลิตไฟฟ้า

ใช้งบลงทุนไป 1,206 ล้านบาท (กู้แบงค์กรุงศรีไป 75% จ่ายดอกปีละ 40 ล้านบาท)

ที่เหลือใช้วอร์แรนต์แปลงสิทธิมาช่วยในส่วนของงบลงทุน

ซึ่งเมื่อจ่ายไฟได้ จะได้มีรายได้รับรู้ Feed in Tariff  4.24บาท บวกกับ FIT premium อีก 0.3 บาท

ทำให้ CPI จะมีรายได้เพิ่มปีละ 35 ล้านบาท โดยมีสัญญาขายไฟ ระยะเวลา 8 ปี

ซึ่งการปรับจากระบบ Adder มาเป้น FIT ทำให้ IRR เพิ่ม 2.35% ซึ่งจะช่วยให้อัตราคืนทุนเร็วขึ้นอีก 5 เดือน

แล้วอะไรบ้างที่เป็นข้อด้อยของธุรกิจที่ต้องกังวล

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม คือ ใช้งบลงทุนไม่สูง ราว 300-700 ล้านบาท

ทำให้มีโอกาสที่จะมีคู่แข่งเข้าสู่ตลาดได้ง่าย

แต่ก็มองว่า ตราบใดที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดยังคงเป็นสินค้าควบคุม

จะทำให้คนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจอาจมองข้ามธุรกิจนี้ไปก็ได้เหมือนกัน

สรุปได้อย่างเสียอย่าง อัสนีวสันต์กล่าวไว้

จากที่ทบทวนกิจการมา รวมกับสถานการณ์ราคา CPO ในตลาดโลก

เชื่อว่า CPI น่าจะเดินหน้าไปถึงราคาเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้แต่แรกได้ไม่ยาก

ในไทม์มิ่งที่อาจเร็วก่าที่คิดด้วยซ้ำ เพราะงั้นถือต่อไป

ถึงไม่ชิลลิ่งก็ไม่เสียใจ เพราะ “เราเชื่อในกราฟ ในหุ้นที่เราเลือกมาแล้วอย่างดี”

=หมายเหตุ= ปาล์มเอาไปทำอะไรได้บ้างนอกเหนือจากน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ?

เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเนยเทียม ไอศกรีม นมข้นหวาน สบู่ วิตามิน E ไบโอดีเซล อาหารสัตว์ (สำหรับสัตว์ใหญ๋)

AMC VS. PERM # เทียบกันหมัดต่อหมัด

F6.JPGวันนี้พอดีได้เฝ้าจอ ในวันที่เหล็กเปิดฉากลากราคา

พระเอกของวัน หนีไม่พ้นสองหล่อ AMC  PERM ที่ยังกินกันไม่ลง

ติด TOP2 F6 ด้วยกันทั้งคู่ในกระดานใหญ่

มีโอกาสลุ้นลิ่งด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าเราสังเกตกราฟแล้ว มีอะไรบ้างที่กราฟบอกใบ้ส่งนัยถึงเรา ?

FF check.jpg

กรอบสีขาวที่ให้ดูเทียบกันจะเห็นว่า

กราฟบอกนัยของลักษณะเฉพาะตัวของหุ้นสองตัวนี้ให้เราเห็น

AMC มีหุ้นทั้งหมด 480 ล้านหุ้น ขณะที่ PERM มี 500 ล้านหุ้น

ก็ดูไม่แตกต่างกันสักหน่อย …ก็จริง

แต่ถ้าเราดูให้ลึกลงไป ไปดูเทียบ FF ดูสัดส่วนการถือครองของจ้าว

AMC PERM.jpg

แม้ AMC จะมี FF ต่ำกว่า (AMC 31%  PERM 48%)

แต่ทำไมการทำราคา AMC กลับลากขึ้นไปได้ยากก่า ?????

คำตอบอยู่ที่สัดส่วนหุ้นในมือของ “จ้าว” นั่นไง

หุ้นสองบริษัทนี้จริงๆ เป็นเครือญาติกัน ตระกูลยงวงษ์ไพบูลย์ ทั้งคู่

แต่ถ้าเราพิจารณาสัดส่วนการถือครองของหุ้นสองบริษัทนี้

เราจะเห็นว่า AMC เจ้าของตัวจริง ไม่ใช่คนคุมเสียงแบบเด็ดขาด

ขณะที่ PERM ใช่ (ซึ่งยังไม่นับหุ้นในส่วนที่ลูกเจ้าของถืออยู่เลยด้วยนะเอาแค่ 2 ลำดับแรกก่อน)

PERM มองยังไงก็รุว่า การหันซ้ายหันขวาเป็นเรื่องของสองสามีภรรยา

ซึ่งคงยากที่จะต่างคนต่างหัน ไม่สามัคคีกัน

ขณะที่ AMC ไม่ใช่ หุ้นส่วนเบอร์สองอาจหันหน้าคนละทิศกับเบอร์หนึ่งได้

ฉะนั้น FF จึงไม่ใช่การหยิบตัวเลขมาพูดถึงเพียงแค่ดูว่าใครต่ำกว่า

และเงื่อนไขจากสัดส่วนของจ้าวเทียบต่อFF นี่เอง

ทำให้เกิดภาพความแตกต่างในการทำราคาของหุ้นสองตัวนี้

Red Area (Sell Signal) ของ AMC จึงต้องกินเวลานานขึ้นเรื่อยๆ ในการลากขึ้นแต่ละกรอบ

เพราะต้องลากไปบีบบังคับให้เม่าคืนของไปตลอดทาง (เพราะจ้าวเองก็มีของไม่เยอะ)

ซึ่งพอวันที่มีการลากแบบจริงจังอย่างในวันนี้

สิ่งที่เราจะเห็นชัดจากประเด็น FF และส่วนในครอบครองของเจ้าของ

ก็เลยปรากฎเป็นภาพชัดๆ ผ่านดีลแมทซ์ (ดูที่กรอบสีแดง)

amc deal.png

เมื่อ ff ต่ำ จำนวนดีลแมทต์ที่เป็นการรับโยนของจากจ้าวก็จะน้อยตามไปด้วย

ขณะที่ PERM ในส่วนของดีลแมทต์วันนี้ก็จะอื้ออึงก่าตามประสา FF เยอะ

เม่าก็เยอะคน เยอะไม้ แห่มาขายกัน

perm deal.png

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ฉลาดเลยนะ ถ้าจะเล่น AMC

อ่ะ อ้ะ จริงเหรอ คิดทบทวนดีๆ ก่อน

เทียบมวยกันก่อนไหม เอาหมัดต่อหมัด

ในเชิงกราฟสวยไม่แพ้กัน เพราะงั้นต้องให้งบเป็นตัวตัดสินล่ะ

ถ้ามองหยาบๆ ทุกอย่างคล้ายๆ ว่าจะดีพอๆ กัน

finance.jpg

แต่อย่างที่เรารุกัน งบก็แต่งได้ ซ่อนได้ ลวงได้

เพราะงั้นต้องให้แม่หมอช่วยล่ะ พอเอามาเทียบกันช้อตต่อช้อต อ้าวเฮ้ยยยยย

analysis amc perm.png

 

แม่หมอบอกว่า PERM น่าจะแต่งงบ ไหงงั้นอ่ะ ป้ายสีพี่จ้าวรึป่าว

อ่อที่แท้ยอดขายไม่โต แต่อัตรากำไรขั้นต้นกลับมาดูดีได้ไง

มีกลิ่นตุๆ จริงๆ ด้วย ถ้าไปดูงบ Q3 AMC มีเงินสดน้อยกว่า PERM

แต่เพราะ AMC มีลูกหนี้การค้ารอจ่ายอยู่ ขณะที่ PERM เก็บหนี้มาหมดแล้ว

ตรงนี้ไง อิอิ อ้าวเก็บเลยก็ไม่ดีเหรอ ก็ไม่ได้ว่าแบบนั้น แต่ถ้าเก็บมาเกือบหมดแล้ว

ดีลงบรอบหน้าก็เอวังไหมอ่ะ

สรุปหุ้น FF น้อยยังไงก็ดีก่าจำไว้นะ ได้เปรียบตั้งแต่แรกเริ่ม ลากง่าย

แต่ที่ยังไม่ลากขอให้เข้าใจธรรมชาติของจ้าวด้วยว่า

ความพร้อมและศักยภาพของจ้าวเองก็เป็นตัวกำหนดการเร่งเกม

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของหุ้นแต่ละตัวแล้ว ก็แค่อดทนรอให้เป็น

เข้าใจแล้วนะ บ่นซะยาวเลยวันเน้ อิอิ

#AMC หุ้นดี ถือไปๆ ไม่ 5.20 ไม่ต้องเรียก ไม่ขายจ้ะ

ถ้าจ้าวบร้าๆ เอาจริง มีแจกวอร์ตามที่ข่า่วลือ แล้วราคาเหล็กโลกยังไปต่อ

เราอาจได้เห็น AMC ถึง 8+ เอาเซ่ะ