มิสเตอร์พี สองบุรุษผู้สร้างตำนานเสกเงินผ่าน Tender Offer

มาคิดดู มันก็แปลกดี ที่ผู้ชายสองคนที่มีอักษรย่อตัวเดียวกัน นามว่า “มิสเตอร์พี” ใช้วิธีการคล้ายๆ กันในการเสกเงินจากกระเป๋าเม่าย้ายไปกระเป๋าตัวเองอย่างง่ายดาย แน่นอนว่า ผู้เป็นตำนานย่อมไม่ได้ทำไปแล้วได้เงินหลักล้าน แต่การลงแรงระดับนี้ผลตอบแทนต้องหลักพันล้าน แต่…เงื่อนไขที่ทำให้บุรุษทั้งสองคนนี้ก่อการสำเร็จ เพียงเพราะบุรุษทั้งคู่ล้วนสวมหมวกเป็น CEO เท่านั้นจริงๆ หรือ ?!?! เปล่าเลยการเป็น CEO ไม่ได้มีผลมากพอที่จะทำให้คนที่นั่งตำแหน่งนี้กวาดเงินจากหน้าตักคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้ง่ายๆ แบบนี้ แต่มันต้องมีองค์ประกอบบางอย่างเป็นเงื่อนไขตั้งต้นให้การก่อการสำเร็จลุล่วงแบบนั้นได้

ปี 59 ไม่มีใครล่วงรู้หรอกว่า แผนการเข้าร่วมประมูลสัมปทานมือถือ เป็นความตั้งใจที่จะเข้าทำธุรกิจสัมปทานมือถือจริงๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการย้ายเงินเม่าเข้ากระเป๋าเจ้ามือ กระแสข่าวถาโถมประดังเข้ามาพร้อมราคาเป้าหมายทางลบจากหลายสำนักทำให้เม่าเทขายหุ้นจนลงมากองข้างล่าง ก่อนจะมี “พี่โม่ง” (กรุณาอย่าเรียก “ไอ้” มันไม่สุภาพ วิตามินหุ้นบอกว่า สมการลงทุนไม่ใช่มีแค่ “ตัวเลข” อย่าลืมใส่ “ความรัก” ลงไปด้วย ฮ่าๆ) ดอดมาช้อนเก็บหุ้นไป เมื่อได้หุ้นมามากพอทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเงินจริงท้้งมาร์จิ้น ก็ออกข่าวขอประกาศทำ tender offer เพื่อขอครอบครองหุ้นมากๆ อ้างว่าต้องการสร้างเสถียรภาพในการกำหนดทิศทางการบริหารกิจการ ท่ามกลางข่าวลือเตรียมขายกิจการให้สองค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ โดยมีแบงค์ต้นไม้ใจกว้างอาสาเป็นร่มเงาออกตังค์ให้ยืมมาซื้อหุ้น แต่ก็เป็นรู้กันว่า เงินที่กู้มาไม่ได้ถูกนำไปตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน แต่ถูกนำไปใช้เปิด Long กวาดทะลุทุกแนวต้านขึ้นไป แล้วมิสเตอร์ P เจ้าของไร่ดอกมะลิ ก็ปีนขึ้นแท่นเศรษฐีหุ้นลำดับที่ 2 ไปเรียบร้อยโรงเรียนบรุคเคอร์ ก่อนที่เจ้าของไร่ดอกมะลิจะปิดดีลชำระหนี้คืนแบบเอาเงินในกระเป๋าเม่าไปจ่ายคืนแบงก์

เวลาผ่านเลยมาสามปี มิสเตอร์พีอีกคนได้มองเห็นกลเกมการเงินอันแยลยบของมิสเตอร์พีคนแรกหรือเปล่าไม่มีใครล่วงรู้ แต่อย่างน้อยน่าจะตกผลึกทางความคิดได้ว่า การเสกความร่ำรวยให้ตัวเองเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่พึงทำได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขสำคัญนั่นก็คือ “การควบคุมจำนวนหุ้นเพื่อให้สามารถครอบงำกิจการ” ได้สมใจนึกบางลำภู เมื่อเข้าใจกติกาชัดเจนมิสเตอร์พีคนที่สองแห่งโรงงานวงจรไฟฟ้า ที่เดิมมีหุ้นในครอบครอง 900 กว่าล้านหุ้น (45% ของหุ้นทั้งหมด) ก็ประกาศกางโต๊ะ Tender Offer ตามศิษย์พี่มิสเตอร์พีเมื่อปีกระโน้น ที่ราคา 4.85 บาท (ราคาตลาดตอนนั้น 3.32 เองจ้า) ให้เหตุผลสุดคลาสสิคแบบศิษย์พี่เด๊ะๆ “ต้องการเสถียรภาพในการบริหารกิจการ” นั่นเอง เพียงแต่รอบนี้ผู้สนับสนุนทางการเงินในการปล่อยกู้ให้มิสเตอร์พี เป็นแบงค์รวงข้าว เมื่อเทนเดอร์สูงกว่ากระดาน สาธุชนก็แห่โหนเคาะขวา ลากราคาหุ้นขึ้นไปทันที เมื่อถึงกำหนดปิดดีลเทนเดอร์ ก็มีเม่าแสดงความจำนงขายหุ้นคืนให้ 577 ล้านหุ้น หรือใช้วงเงินกู้ไปทำก่อการ เอร้ย ทำการทั้งสิ้น 2,800 ล้านบาท ได้หุ้นมาตุนไว้ในครอบครองจาก 45 เป็น 72% เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2562

ทำไมมิสเตอร์พี ซีซั่นสอง ไฉนอยากได้หุ้นไปมากมายอะไรป่านฉะนี้วะ ??? เม่ามาถึงบางอ้อตอนที่ BTS เปิดให้บริการสถานีบางอ้อ เอาตอนเดือนธันวาคม 2562 นั่นเลยจ้าพี่น้อง มิสเตอร์พี ซีซั่นสอง ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ กู้เงินจากธนาคารอีกก้อนรอบนี้กู้ในนามกิจการ ไม่ใช่นามส่วนตัวแบบรอบแรกแล้วนะคับพี่น้อง รอบนี้กู้เท่าเดิมจะได้จำง่ายๆ หรือเปล่านิ กู้มาอีกก้อน 2,800 ล้านบาท กู้มาเพื่อจ่ายปันผลให้ตัวเอง เอร้ยยย ให้ผู้ถือหุ้น หุ้นละ 1.9282 บาท โว้ะะะ อันนี้ศิษย์พี่มิสเดอร์พี่ ซีซั่นแรกไม่ได้สอนไว้นะ อันนี้น่าจะไปลอกการบ้านมาจาก CEO “เราจะไม่หยุดพัฒนา” กู้มาจ่ายปันผล เม่างงแต่ก็เอาไว้ก่อนจ้า … แจ้งประกาศปันผลหลังรวบหุ้นมาได้เพียงเดือนเดียว โดยแจ้งตลาดให้รับรู้ 6 ธันวาคม 2562 BTS มาจอดพอดีที่สถานีบางอ้อ พุงปลิ้นกันไปเลย รับเละ 3,011 ล้านบาท เอาก้อนนี้ไปจ่ายหนี้ก้อนแรกของตัวเองได้เรียบร้อย เลยกำไรนิดโหน๋ยพอกรุบกริบ 300 ล้าน แต่ได้หุ้นมาฟรีๆ ประมาณ 600 ล้านหุ้น รวยเพิ่มขึ้นเฉยๆ ซะงั้น 5 พันล้านบาท ในเวลา 3 เดือน เก่งกว่ามิสเตอร์พี ซีซั่นแรกของหนูอีก สรุปใครที่เชื่อกันว่า DELTA คือ หุ้นเด้งที่ให้ผลตอบแทนนักลงทุนดีที่สุดในปี 2562 โปรดทราบนะจ้ะว่า ยูละเมอไปเอง พ่อเนื้อทองตัวจริงอยู่ตรงนี้คร่าพี่ CEO เป็นพ่อเนื้อทอง แต่ผู้ถือหุ้นกลายเป็นเหยื่อ เพราะสถานะของกิจการดิ่งเหวจากหนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นหดจาก 7,640 ล้าน เหลือเพียง 3,460 ล้าน DE กระโดดพรวดขึ้นมาเป็น 1 เท่า หนี้บวมขึ้นเท่าตัว จาก 4,700 เป็น 7,500 ล้านบาท

สิ่งที่มิสเตอร์พีทั้งสองได้รับเหมือนๆ กันไม่ใช่แค่มั่งคั่งขึ้น แต่ก็ถูก ก.ล.ต. เชือดเบาๆ สั่งปรับหลักร้อยล้านกับสามสิบกว่าล้าน คนแรกโดนข้อหาปั่นหุ้น (ความผิดเกิดหลังการทำเทนเดอร์ ครึ่งปี) คนหลังโดนข้อหาอินไซด์เทรดดิ้ง (ความผิดเกิดก่อนการทำเทนเดอร์ 1 ปี และความผิดที่โดนปรับเป็นต่างกรรมต่างวาระกับการเสกเงินเข้ากระเป๋าเจ้า) ถ้า ก.ล.ต. ปรับแค่นี้ ตลาดหุ้นไทยคงมีมิสเตอร์พี ซีซั่นสาม โผล่มาให้เห็นอีกแน่ เพราะโดนปรับแค่นี้แลกกันแล้วมันดูจะเกินคุ้มไปมากมาย

แอบดูเฮดจ์ฟันด์เมืองไทย

ปกติตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน Emerging Market ต้องถือว่าคลายมนต์เสน่ห์ไปมากแล้ว แม้กระทั่งตอนบูมมากๆ ก็ยังต้องถือว่ายังเรียกแขกหัวทองหัวดำให้มาตั้งหลักปักฐานเทรดหุ้นไทยได้ไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงปักหลักกันที่สิงคโปร์ แล้วให้สำนักงานที่นั่นดูแลคัดเลือกหุ้นไทยมาเทรดซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเราพบเห็น Hedge Fund สักกองมาลงหลักปักฐานแล้วบริหาร Portforlio ด้วยหุ้นไทยทั้งพอร์ต เราจะรู้สึกยังไง ตื่นเต้นกระตู้วู้ ? ก็ต้องมีบ้างนิดนึงเนาะ แต่หลายคนอาจจะบอกก็เฉยๆ นะ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยแค่มี based on Thailand ทำไมต้องตื่นเต้น แต่…ถ้าบอกว่า กองทุนนี้คือเจ้าของตำแหน่งกองทุนที่บริหารผลตอบแทนได้สูงสุดในประเภท Emerging Market ประจำปี 2016 จากการจัดอันดับของ Barclay Headge ล่ะ น่าตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ !!!

quest.PNG

Thai Focused Equity Fund A คือ เจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดนั่นเอง อยากให้ทำความรู้จักกับกองทุนนี้สักหน่อย ข้อมูลที่เสิร์ชได้มาน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนเฉพาะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น เฮ้ยยยยย…นี่คุณภาพผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในตลาดไทยมันดีขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมเจ้ากองทุนแห่งนี้ถึงชนะกองทุนอื่นที่ลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Markets ได้ !!!!!  น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ ไปตามดูกันดีกว่า พี่เค้าไปมาอะไรยังไง ถึงได้มาวินเข้าที่หนึ่งไปได้

กองทุนแห่งนี้เค้าออกตัวไว้ว่า เค้าเป็นกองทุนเดียวที่มีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ นามว่า Doug  B..rn..tt (ตำแหน่งที่จุดๆ ไว้ ให้คีย์ตัวอักษร a ที่ตำแหน่งแรก และคีย์ตัวอักษร e ที่ตำแหน่งที่สอง เหตุผลที่พิมพ์แบบนี้ เพราะบางทีก็ไม่อยากให้ระบบ search engine ที่ฉลาดเป็นกรด จะนำการค้นหาจากชื่อดังกล่าวโยงมาถึงเพจนี้ เดี๋ยวพี่ผู้จัดการกองทุนจะงงเอาว่า เธอมาวุ่นวายอะไรกับชีวิตฉัน อิอิ) สำนักงานอยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะในหุ้นไทยเพียวๆ เพียงแค่ 8-14 หลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถโฟกัสข้อมูลในการติดตามกิจการได้แบบทั่วถึง โดยจะปรับพอร์ตเป็นรายเดือน (ไม่เล่นสั้น เน้นการลงทุนเป็นสำคัญ) อันนี้คือนโยบายที่พี่เค้าแถลงไว้หน้าเว็บ ส่วนกลยุทธ์การเทรดอีกมุมหนึ่ง เค้าได้ให้ความเห็นว่า ถ้าตลาดกำลังไปได้ด้วยดี ไม่ควรมีสถานะ Short เกิน 2% ของพอร์ต และยังแนะนำอีกด้วยว่า ห้าม Short หุ้นเกินกว่าจำนวนหุ้นในช่วงหุ้นตัวนั้นเคยเกิดสภาวะที่มีสภาพคล่องผิดปกติโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะต้องลำบากในการ cover short กลับ

แต่…สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอเดียการลงทุนคัดเลือกหุ้นตังหาก เลือกยังไงให้เป็น The Winner ซึ่งอันนี้จากคำสัมภาษณ์พี่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเค้าให้สัมภาษณ์ไว้นานมากแล้ว เค้าอธิบายว่า สำหรับการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดี โดยหุ้นที่กองทุนของเขาสนใจจะเข้าลงทุนคือ หุ้นที่ราคาถูก PE ต่ำ มีกระแสเงินสดดี และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ ของกองทุน เพียงแต่ให้น้ำหนักไปที่ “การบริหารความเสี่ยงแทน” โดยเค้าอธิบายว่า สำหรับการลงทุนของเค้า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดคือ ความผิดปกติของสภาพคล่อง (illiquidity) สังเกตนะคะ เค้าบอกว่า ความผิดปกติของสภาพคล่อง ไม่ใช่ สภาพคล่องต่ำ แบบที่เม่าชอบกังวลกัน ตรงนี้เค้าให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว จะเริ่มต้นจากการมองย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อค้นหาเดือนที่เป็นช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องผิดปกติแบบสุดๆ (ง่ายๆ ก็คือ HOT เวอร์แบบที่เม่าทั้งตลาดมาแย่งกันซื้อพร้อมกันนั่นเอง) เพื่อใช้ข้อมูลตรงนี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนจำนวนหุ้นที่จะเข้าลงทุน โดยลงทุนเก็บหุ้นเพียง 1/3 ของจำนวนหุ้นในช่วงที่มีสภาพคล่องผิดปกติสุดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 40- 50% ของขนาดพอร์ตการลงทุนด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เค้าได้กล่าวถึงการควบคุมความเสี่ยงของ drawdown ไว้ 2 ระดับ คือ หากหุ้นตัวที่เข้าลงทุนมีการปรับลดลงของราคาหุ้นราว 20% ของราคาสูงที่ได้เข้าซื้อไว้จะต้องมีการพิจารณาทบทวนว่าจะซื้อถัวเฉลี่ยเพิ่มหรือ cut loss หุ้นตัวดังกล่าว (แน่นอนว่า based on fundamental ไม่ใช่ข่าวลือ ข่าวร้ายที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นการควบคุม drawdown ของ Current Gross NAV รวมทั้งพอร์ตห้ามต่ำเกินกว่าเงินลงทุนเกินกว่า 10 % ซึ่งถ้าการลงทุนเดินมาถึงจุดนั้น เค้าจะพิจารณาเติมวงเงินเข้ามาเพิ่มอีก 15% หรือถ้าลดต่ำถึง 15% จะเติมเงินเข้ามา 30% หรือถ้าลดต่ำกว่า 20% จะเติมเพิ่มเข้าไปเพิ่มถึง 40-60% เพราะเค้าประเมินว่า จุดเข้าซื้อที่ดีกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  !!!

ฟังนโยบายกลยุทธ์ของพี่เค้าไปแล้ว ไปดูผลงานของพี่เค้ากันหน่อยคะ เค้าเลือกหุ้นตัวไหนในตลาดหุ้นไทยกันหน๊อออออ แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ อ้าววววววววววว หมายถึงโดยทั่วไป แต่เราสามารถพบร่องรอยในรายการสำคัญที่ถือว่าเป็น Big Position ใน Portfolio ของเค้าได้ในบางเคสเท่านั้น ซึ่ง SETSMART จะให้คำตอบนี้กับเรา ซึ่งตัวที่น่าประทับใจมากๆ ในผลงานการลงทุนล่าสุดของเค้าก็มีหลายตัวอยู่ แต่ตัวหลักๆ ที่ชื่นชอบก็ยกให้ 2 ตัวนี้ หุ้นตัวนั้นคือ GL และ TPAC (ตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีมากตัวนึงที่เคยแอบตามมา เคยเล่นอยู่พักนึงเลยพอจำข้อมูลได้บ้าง ซึ่ง TPAC มีสภาวะที่แตกต่างจาก GL ชัดเจน เพราะ TPAC เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย และราคาไม่หวือหวา แต่การที่กองทุนเค้าเลือกเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้กังวลในสองปัญหาที่ว่าเลย สะท้อนให้เห็นว่า เค้าให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องกังวลเรื่องการเข้า-ออกมากจนไม่สามารถถือสถานะใหญ่ๆ ได้

ขอเริ่มต้นตามรอยกองทุนด้วย หุ้น GL นี่มันหุ้นในตำนานเลยนะ มหากาพย์มิตสึจึลิสซิ่งนี่ มีระยะการเริ่มต้นลากราคาตั้งแต่ 5 บาท ถึงไปค้างฟ้าที่ 62 บาท คำถามคือ Thai Focused Equity Fund A ข้าลงทุนใน GL ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้สำคัญมาก ไปดูคำตอบกันคะ ปี 2014 (ดูตำแหน่งวงกลมสีเหลืองในภาพ) โดยเพิ่ม Position ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง และปรับลด Position ครั้งแรกปี 2017 (สี่เหลี่ยมสีขาว) อืมมมมมมม จ้ะ โหดอะไรเบอร์นั้น ถ้าดูจากภาพที่เห็น ถ้าจะมีใครสักคนรักมิตสึจิมากๆ อีกสักคนที่ไม่ใช่ เม่าที่ชื่อน้องมี่ (Mii) ก็น่าจะเป็นพี่ Doug นี่ล่ะจ้า  ผลตอบแทนซะขนาดนี้มันก็น่าให้รักอยู่หรอกนะ

GL.PNG

จากตำนานความสำเร็จของ Thai Focused Equity Fund A  กับ GL หลายคนอาจมองว่า กองทุนนี้อาจจะแค่ฟลุค เพราะงั้นไปดูผลงานตัวอื่นของเค้ากัน มีตัวไหนอีก (ตามรอยการถือครองหุ้นของกองทุนนี้ได้จาก SETSMART จะมีแจ้งจุดเข้าถือครองตามรอบการปิดสมุดไว้ เราใช้ตรงนี้เป็นตัวทดสอบผลงานของเค้าว่า ดีสมราคาเจ้าของรางวัลผลตอบแทนสูงสุดในตลาด Emerging Market จริงๆ ด้วย) ตรงนี้จะตามรอยผลงานพี่เค้าผ่านชาร์ทราคาเลยนะคะ คำอธิบายจะสรุปชมเชยไว้สั้นๆ ในภาพเลย ตามมาดูกันค่ะ

WORK 

WORK.PNG

BFIT

BFIT.PNG

TPAC

TPAC.PNG

CBG

CBG.PNG

แต่เราก็จะมองด้านเดียวก็คงไม่ดี เพราะก็มีหุ้นหลายตัวที่กองทุนเข้าลงทุนผิดพลาด ผิดทาง ผิดจังหวะไปบางเหมือนกัน เช่น SAWAD  JMART แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะไปดิสเครดิตเค้า เพราะหลักการลงทุนยึดความสำคัญของจำนวนครั้งที่ชนะต้องมากกว่าแพ้ อัตราผลตอบแทนต้องมากกว่าอัตราความเสียหายของพอร์ต เพราะพอร์ตการลงทุนไม่ว่าจะของใครย่อมมีโอกาสผิดทางได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเชื่อว่า จากหลักการบริหารพอร์ตที่เค้าให้สัมภาษณ์ไว้ข้างบน น่าจะต้องมีจุด Stop loss ที่เหมาะสม ในการ Balance พอร์ตไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงไว้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ภาพรวมการลงทุนของพี่เค้าทำได้ดี ผลงานน่าประทับใจ และที่สำคัญคือ เป็น Big Shot ชัดเจนหลายตัว พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราอยากไหมว่า Position ปัจจุบันของพี่เค้าลงทุนหุ้นตัวไหนอยู่บ้างจากรอบการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปี 2018 มาดูกันคะ

TFE Lastest.PNG

ถ้าเราตัด GL ออก เพราะพี่เค้าลด Position ลงไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่รอบปิดสมุดปี 2017 กับ TPAC ที่ลดไปล่าสุดแล้วจากรายงาน 246-2 ล่าสุด จะเห็นว่าเหลือหุ้นอยู่แค่ 3 ตัว คือ LIT  SVI  TPCH  ซึ่งสองตัวหลังนี่ต่ำเตี้ยติดดินมายาวนาน อาจได้เวลาพ้นน้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ?!?!  และ LIT ซึ่งเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มลิสซิ่ง ที่ต้องยอมรับว่ายืนได้แกร่งกว่าลิสซิ่งตัวอื่นๆ ที่โดนตลาดเชือดตายเรียบ Relative Strength Index  อ่อนกว่าตลาดก็จริง แต่ถ้าพิจาณาให้ดีจะเห็นว่า ปรับตัวลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มลิสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น SAWAD  BFIT  ACAP  GL  TK

คำถามที่ตามมาคือ LIT มีอะไรดี ???   ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่งเข้าลงทุนเสียด้วย คำตอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร ระหว่างคนเขียนบล็อกกับคนตามอ่าน ถ้าเราอยากรู้ แต่ไม่ลงมือหาคำตอบ เราจะได้รู้คำตอบนั้นได้อย่างไร

LIT

คำถามเดียวกัน SVI หุ้นดีของสายวีไอจะกลับมาได้แล้วหรือยัง ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน แต่ตัวนี้ไม่ใช่กองทุนเพิ่งเข้าลงทุนในปีนี้ แต่เป็นการถือครองมา 2 ปีแล้ว ราคาหุ้นไม่เคยขึ้น แต่ทำไมเค้ายังตัดสินใจ Hold หุ้นเอาไว้ ??? อันนี้น่าคิดตาม คำตอบที่ได้อาจทำให้เราเห็นอะไรดีๆ ก็เป็นได้

SVI

คำถามสุดท้าย TPCH จะกลับมาสร้างตำนานราคาได้อีกครั้งหรือไหม ???  ทำไม Thai Focused Equity Fund A  ถึงให้ความสนใจเข้าลงทุน คำว่าพลังงานทดแทนยังมีมนต์เสน่ห์หลงเหลืออยู่ไหมในตลาดหุ้นไทย รายได้ที่มีอยู่จะเติบโตได้ถึงไหน มีการขยายโรงไฟฟ้าสำหรับอนาคตอีกเท่าไหร่ Earning Growth จะกลับมาน่าสนใจได้จริงไหม

ด้วยกราฟเทียบกัน 3 ตัว ส่วนตัวชอบ TPCH มากสุด แต่คำว่าชอบมากสุดไม่ได้แปลว่า TPCH ดีสุด แต่กราฟตอนนี้ TPCH ดูแล้วสบายใจที่สุดแค่นั้นเอง ในบรรดาหุ้น 3 ตัวนี้ หุ้นตัวไหนจะดีที่สุด ถ้าไม่ลงมืออ่าน ใครเลยจะรู้ ? 

TPCH