สังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน Sharing Economy

เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 3 เมื่อสังคมจีนยกระดับสู่สังคมเศรษฐกิจแบ่งปันเต็มตัว (Sharing Economy)

 

แนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เป็นแนวคิดที่ก่อกำเนิดจากความพยายามสร้างรายได้จากการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งของที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเพียงลำพังหรือจากนิติบุคคลเป็นเจ้าของได้ทั้งสิ้น ธุรกิจใกล้ตัวที่คนไทยคุ้นเคยก็อย่างเช่น Airbnb ที่ทำธุรกิจ Home Sharing ที่นำเอาที่พักอาศัยมาปล่อยเช่าให้กับนักเดินทางเป็นการชั่วคราว โดยที่เจ้าของที่พักไม่ได้ทำธุรกิจโรงแรม หากแต่มีห้องว่างเพียงแค่ห้องเดียวก็สามารถนำมาหารายได้เพิ่มได้แล้ว หรือธุรกิจ UBER ที่นำรถยนต์ส่วนตัวมาให้บริการเช่าพร้อมคนขับเป็นรายเที่ยวเพื่อชดเชยการใช้บริการรถแท็กซี่
สังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน

วิวัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) Photo credit : Udermy

แนวคิดธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เริ่มบูมไม่เฉพาะแต่ในจีนหากแต่เป็นภาวะที่พบเห็นได้แพร่หลายทั่วโลก เมื่อสิ่งของรอบตัวหลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคตระหนักดีว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้สิ่งของนั้นอยู่ตลอดเวลา หากต้องการใช้เป็นครั้งคราว ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อมาเป็นการถาวร แต่สามารถเลือกใช้บริการเช่าใช้เป็นครั้งคราวแทนได้ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้บูมอย่างจริงจังคือ การมี Startup เป็นช่องทางให้เจ้าของไอเดียเข้ามาขอรับการระดมทุนเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ให้เกิดเป็นรูปเป็็นร่างอย่างจริงจังนั่นเอง ประจวบเหมาะกับการเกิดสังคมเทคโนโลยี Internet of Things ที่อุปกรณ์ทุกสิ่งถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการทำธุรกรรมการขอเช่าและส่งคืนข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาแบ่งปันกันใช้

ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันพบว่า ผู้ใช้บริการร้อยละ 81 มองว่าธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปันช่วยให้เกิดความประหยัดและเป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อสินค้านั้นไว้ใช้เองเป็นการส่วนตัว และมีจำนวนมากถึงร้อยละ 83 ที่ชื่นชอบความสะดวกสบายของบริการแบ่งปันในลักษณะนี้ โดยมีผู้ใช้บริการราวร้อยละ 76 ที่ชื่นชอบบริการนี้เพราะเห็นเป็นหนทางในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

แต่ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของ Sharing Economy เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า เรื่องความไว้วางใจ (Trust) ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของโอกาสที่ธุรกิจสังคมแบ่งปันจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ด้วยเช่นกัน หากคิดในประเด็นนี้แล้วเราจะมองเห็็นโอกาสนี้ประสบความสำเร็จได้ในประเทศจีนได้มากแค่ไหน ในเมื่อเราต่างรับรู้กันดีว่า คนจีนขึ้นชื่อในความเป็นชาติที่ไร้ระเบียบลำดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ดังนั้นหัวใจหลักของความสำเร็จในธุรกิจนี้จึงอยู่ที่ Platform ที่ใช้ในการทำธุรกรรมขอเช่า-ส่งคืน รวมถึงการกำหนดวงเงินการวางมัดจำที่เหมาะสมกับมูลค่าของสิ่งของที่มีการแบ่งปันเป็นสำคัญ ซึ่งปกติแพลทฟอร์มการชำระเงินของจีนเองอย่าง Alipay และ Tenpay (ชื่ออย่างเป็นทางการของระบบชำระเงินของค่าย Wechat) ได้รับการยอมรับแพร่หลายอยู่แล้วในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน จุดนี้ทำให้สตาร์ทอัพที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจสังคมแบ่งปันไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรอีกแล้ว เพียงแค่บริหารจัดการธุรกิจเฉพาะในส่วนของตัวให้ลงตัว อาทิ

  • การกำหนดเงินมัดจำ (แพงไปเสียโอกาสให้คู่แข่ง ถูกไปเสี่ยงไม่คืนสินค้าที่เช่าไป) มีผลการวิจัยระบุว่า ผู้บริโภค 64% พิจารณาการเลือกค่ายผู้ให้บริการจากจำนวนเงินมัดจำ
  • การบริหารระยะห่างของจุดรับ-คืนสินค้าให้เหมาะสม
  • การจัดสรรสินค้าให้เพียงพอต่อการให้บริการแต่ละจุดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
  • การมีสินค้าให้บริการหลากหลายรูปแบบ (เช่น ธุรกิจเช่ารถ ต้องมีทั้งรถซีดานและ SUV ให้เลือกตามความต้องการ เป็นต้น)

บ่นมายาวแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า ในจีนตอนนี้มีธุรกิจสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) อะไรกันบ้าง ที่เห็นมีให้บริการแบบแพร่หลายเลยก็ Bicycle Sharing (เจ้าที่ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด คือ OFO และ Mobike คู่หูดูโอจักรยานสีเหลืองและสีส้มที่ยังคงขับเคี่ยวกินกันไม่ลงอย่างชัดเจน) Car Sharing (Marketshare สูงสุดเป็นของ Go Fun) Power Bank Sharing (Anker Box ค่ายนี้เท่านั้นที่สาวกแอปเปิ้ลมั่นใจ) Home Sharing (Xiaozhu ก็คงต้องเรียกเธอว่า Airbnb สัญชาติจีนประมาณนั้น) ตอนนี้เรามาลองดูตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ Sharing Economy ในจีนกันบ้าง แน่นอนว่าคงไม่สามารถหาตัวเลขของแต่ละธุรกิจได้โดยตรง แต่อยากให้ดูตัวอย่างของธุรกิจ Power Bank ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประมาณการขึ้นมาจากจำนวนของ Device ทุกชนิดที่ต้องใช้การสำรองไฟ ทำให้ระดับรายได้ของธุรกิจนี้เติบโตหลักหลายพันล้านเหรียญเลย

Laidian Power Bank Station (Photo Credit : Pinterest)

คนแรกที่เห็นโอกาสของธุรกิจให้เช่า Power Bank Sharing ในประเทศจีนคือ บริษัท Laidian ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ริเริ่มจากการระดมทุนแบบ Startup และได้รับเงินอุดหนุนจาก Alibaba ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้ระบบการรับชำระเงินของค่ายนี้ถูกผูกขาดกับทาง Alipay โดยผู้บริหารของบริษัทอ้างถึง ผลการวิจัยของ iiMedia ที่ระบุว่า ความต้องการใช้งาน Power Bank จะเพิ่มจาก 104 ล้านคน ในปี 2017 เป็น 246 ล้านคนในปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมนิยมเล่นเกมและสตรีมมิ่งสดวีดีโอมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของเขาถึงโอกาสการเติบโตในธุรกิจนี้ อ่านเพิ่มเติม ที่นี่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่สนามมากมายไม่ว่าจะเป็น

Ankerbox ค่ายนี้มาแปลกกว่าเพื่อนเพราะเป็นค่ายเดียวที่มีกำเนิดมาจากบริษัทผู้ผลิต Power Bank โดยตรง ด้วยเหตุนี้ทำให้ค่ายนี้ชูนโยบาย Power Bank ค่ายเดียวที่ได้รับมาตรฐาน MFi Certificate จากค่าย Apple ที่จะเน้นทำการตลาดผ่านสาวกแอปเปิ้ลเป็นหลัก โดยล่าสุดประกาศแผนงานวางเป้าทุก 500 เมตร จะต้องมีจุดรับ-คืน แต่ในที่สุดด้วยสมรภูมิเดือดทำให้ Ankerbox ต้องแยกธุรกิจนี้ออกมาจากบริษัทแม่และเดินตามรอยเพื่อนร่วมทางรับระดมทุนผ่าน Startup โดยคว้ามาได้ 100 ล้านหยวนจากการสนับสนุนของ IDG และ Sunwoda เพื่อโตต่อในสนามที่ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอีกมากรออยู่ โดย Ankerbox เคลมว่า ตอนนี้ตัวเองยังคงมีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในตลาด และไม่หวั่นไหวกับการโตพรวดของ Xiaodian ที่แม้จะมีอัตราค่าเช่าที่ต่ำที่สุด แต่เชื่อมั่นว่า นโยบายไร้ค่ามัดจำของตัวเองยังคงเป็นแม่เหล็กชั้นเยี่ยมในการดึงดูดลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Ankerbox Power Bank Sharing (Photo Credit : All Tech Asia)

EnMonster หรือชื่อเต็มว่า Energy Monster น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ที่ระดมทุนได้ 200 ล้านหยวน จาก Xiaomi ค่ายผู้ผลิตมือถือหัวเว่ย ช่วงปลายปี 2017 มีฐานที่มั่นอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เพิ่งประกาศตัวลงสนาม ลุยทั้งในรูปแบบธุรกิจเดิมที่เป็นเพียงแค่ Table Charger มาสู่แบบ Take away Power Bank) ซึ่งเม็ดเงินที่เพิ่งได้มาสนับสนุนยังต้องรอติดตามต่อไปว่า เจ้าตัวประหลาดชาร์จไฟได้ตัวนี้จะแผลงฤทธิ์สั่นคลอนตลาดนี้ได้มากน้อยเพียงใด  อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Xiaodian จอมวายร้ายแห่งวงการหลังคว้าสถิติครองตำแหน่ง Highest return investment โดย Xiaodian เป็น Startup ที่ได้รับเงินระดมทุนไป 100 ล้านหยวน และถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ Wechat เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่า ถ้าเช่ากับเจ้านี้ต้องชำระเงินผ่านค่ายไหน อิอิ อะไรคือกลยุทธ์ที่ทำให้จอมวายร้ายมาทีหลังชนะเข้าวินรั้งตำแหน่งรีเทิร์นผลตอบแทนสูงสุดไปได้ คำตอบก็คือ แผนการตลาดภายใต้ชื่อ Mini Program คือ ดั้มพ์ราคาค่าเช่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในอัตราค่าเช่าต่อชั่วโมง เพียงแค่ 1 Fen (อัตราค่าเงินของหยวน 1 หยวนเท่ากับ 5 บาท โดย 1 หยวน เท่ากับ 10 Fen) เฮ้ยยยยยจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร ถูกเว่อร์ปานนั้น เหตุผลก็คือ ต้องการยึดหัวหาดสร้างฐานลูกค้าแข่งกับเบอร์ต้นๆ ของตลาดเสียก่อนแค่นั้นล่ะ แต่ก็ประสบความสำเร็จเพราะเพียงไม่กี่เดือน Xiaodian ก็ขึ้นอันดับ 15 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดไปทันที และรั้งอันดับ 2 ของธุรกิจ Sharing Economy ที่ใช้การระดมทุนผ่าน Startup เป็นรองเพียงแค่ Mobike เท่านั้น เรียกได้ว่าหมัดพี่เค้าเด็ดจริงๆ มาแรงแซงทุกโค้ง อ่านเพิ่มเติม ที่นี่

Xiaodian Rental Kiosk (Photo Credit : South Money)

จากการเก็บรวบรวมสถิติเงินระดมทุน Startup ของธุรกิจ Power Bank Sharing ในประเทศจีนพบว่า ช่วงปลายปี 2017 ในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษๆ ธุรกิจ Power Bank Sharing กวาดเงินระดมทุนจากทุกเวทีสตาร์ทอัพไปรวมทั้งสิ้น 1.2 พันล้านหยวน !!!! (ที่มา : All Tech Asia อ้างอิงจาก Yuanchuang สื่อท้องถิ่นของจีน) เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดูถูกกันไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ และอย่างที่รู้กันว่า จีนเป็นตลาดปราบเซียน Startup รายใดที่จะแจ้งเกิดและยืนหยัดอยู่ในจริงในธุรกิจนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

Facial Recognition ในจีนใช้ระบบของบริษัท Skynet

เรื่องเล่าจากเมืองจีน # Part 2 ความสำเร็จของจีนหลังการก้าวข้ามสังคมไร้เงินสดมุ่งหน้าสู่ระบบจดจำใบหน้า

เรื่องใหม่ที่นักเดินทางผ่านจีนอย่างผึ้งสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ พี่จีนกำลังเร่งมือผลักดันให้ทุกส่วนหันมาใช้ “ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition)” เพื่อแก้ลดความสิ้นเปลืองเวลาในการตรวจสอบผู้คนในสังคมเมืองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งแนวทางนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีกับเมืองที่มีประชากรเยอะมากๆ แบบจีน ที่รัฐเองก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งจากที่ได้สัมผัสมาน่าจะประสบความสำเร็จเต็มรูปแบบในเวลาอีกแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่จีนได้ก้าวข้ามการเป็นสังคมไร้เงินสด (cashless society) ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเราพบเห็นการชำระเงินด้วย Alipay และ Wechat เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าริมทาง ไม่เว้นแม้แต่หาบเร่แผงลอย หรือศิลปินริมทางสตรีทโชว์ที่เปิดหมวกรับชำระด้วย Alipay เป็นภาพที่เราพบเห็นจนชินตาในประเทศจีน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่า ความสำเร็จของสังคมระบบจดจำใบหน้าของจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่แค่ความพร้อมทางเทคโนโลยีที่ผลักดันให้จีนทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ หากแต่…เป็นเพราะความเอาจริงจังที่จะลงมือทำต่างหาก ซึ่งการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนของจีนนำระบบนี้ไปใช้อย่างจริงจังนั่นเอง

Facial Recognition

Facial Recognition ระบบจดจำใบหน้า

ถ้าใครเคยไปจีนย่อมทราบดีว่า จีนเข้มงวดและความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้กระทั่งการซื้อตั๋วรถไฟเดินทางข้ามเมืองก็ยังต้องใช้บัตรประชาชนทุกครั้ง หรือแม้กระทั่งตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะต้องผ่านระบบสแกนนิ้วนะจ้ะ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าพักในโรงแรมที่คนจีนเองก็ต้องลงทะเบียนเข้าพักแบบจริงจังมาก ต้องแสดงบัตรประชาชนประกอบด้วยเสมอ แต่สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดกำลังกลายเป็นขั้นตอนในอดีตไปแล้วสำหรับจีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) แบบเต็มตัวในเร็วๆ นี้

หากเราเป็นคนจีน (หมายถึงถือบัตรประชาชนจีน ไม่ใช่แค่ลูกครึ่งไทย-จีนนะฮ่ะ) และเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน China Southern Airlines เราจะต้องเข้ารับการเช็คอินด้วยระบบการจดจำใบหน้าแทนระบบการเช็คเอกสารด้วยบัตรประขาชนแล้ว หรือในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป เมื่อเราเข้าพักก็ต้องผ่านการเช็คอินด้วยระบบนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลดำเนินการร่วมกับบริษัท Skynet ในการนำระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้งาน เป้าหมายแรกเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายใช้งานเต็มระบบสมบูรณ์แบบภายในปี 2020 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดของอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคลจะถูกนำไปเก็บไว้บน Police Cloud ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐโดยตรง ข้อมูลอ้างอิงจาก Washington Post ดูตัวอย่างการใช้งานเพื่อการควบคุมอาชญากรรมได้ที่วีดีโอในลิงค์ของวอชิงตันโพสต์

จากที่แอบเห็นขั้นตอนมาก็สะดวกง่ายดายทีเดียว โดยเริ่มต้นจากการนำบัตรประชาชนแตะที่เครื่องสแกนบัตร เพื่อดึง่ข้อมูลส่วนตัวเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นก็ไปยืนหน้าเครื่องสแกนใบหน้า (จริงๆ ควรเรียกว่า เครื่องจดจำใบหน้าเพราะมันไม่ได้ใช้หลักการแสกนแบบที่แสกนม่านตาหรือลายนิ้วมือ แต่ขอใช้คำนี้เพื่อให้สื่อสารได้เข้าใจมากขึ้น) เมื่อเครื่องทำการจับคุณลักษณะเฉพาะทางสรีระของใบหน้า โดยสิ่งที่ปรากฎขึ้นที่หน้าจอให้เราเห็นจะเป็นเพียงแค่กรอบสีเหลี่ยม คล้ายกรอบสแกน QR Code นั่นล่ะ ซึ่งจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 5-10 วินาที ในการจับคุณลักษณะของใบหน้า พอระบบดำเนินการเสร็จก็จะส่งเสียงดังดื้ดขึ้นมาเพื่อแจ้งว่า กระบวนการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กดดูตัวอย่างที่แอบถ่ายวีดีโอมาได้

 

machine

เครื่องจดจำใบหน้าสำหรับใช้ในการเช็คอินเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน (ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดใช้ได้เฉพาะกับผู้ถือบัตรประชาชนจีนเท่านั้น ยังไม่สามารถใข้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้)

 

จริงๆ ระบบนี้แทบจะไม่ใช่ระบบใหม่อะไรเลย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย เพราะจริงๆ แล้วระบบนี้เราเองก็พบเห็นในชีวิตประจำวันอยู่เสมอๆ เพียงแต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเท่านั้นเอง อย่างเช่น Facebook เองก็มีระบบจดจำใบหน้า เพราะเดี๋ยวนี้หากเราต้องการโพสต์ภาพถ่ายคนในครอบครัวหรือเพื่อนขึ้นสเตตัส เราแทบจะไม่ต้องกด Tag ชื่อคนในภาพเลย แต่ระบบจะดำเนินการแท็กให้เองผ่านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่สอดคล้องกับ Profile Picture ที่ผู้ใช้ Facebook ตั้งเอาไว้นั่นเอง แต่เทคโนโลยี Facial Recognition ในระยะแรกเองยังมีข้อด้อยบางเรื่อง เช่น สามารถนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวจริงในการให้เครื่องอ่านได้ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนี้ได้ถูกแก้ไขด้วยการใช้เวคเตอร์เพื่อคำนวณระยะของตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าในหลากมิติ เพื่อป้องกันปัญหาการนำภาพถ่ายมาใช้แทนตัวบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่เราพบความแพร่หลายของการนำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าใครช่างสังเกตเพียงพอจะพบว่า ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของจีน เครื่องมือที่นำมาใช้ไม่ใช่กล้องบันทึกภาพถ่ายแล้ว หากแต่เป็นการนำเอาเครื่องจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลบุคคลที่เดินทางออกเข้า-นอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจุดนี้ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ระบบการขอวีซ่าของจีนในอนาคตอันใกล้จะเข้าสู่ระบบการจัดเก็บไบโอเมตริก (Biometrics ซึ่งจะดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลใน 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ม่านตา ลายนิ้วมือ และภาพถ่าย) แบบที่ประเทศในยุโรปได้เริ่มทำกันไปสักพักแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับฐานข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ โดยใช้ประโยชน์จาก Smart Chip ในบัตรประชาชนเข้ามาช่วย ว่าแต่ Smart Chip ของไทยมีไหม ก็มีน่ะ เพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำจนถึงเดี๋ยวนี้เวลาเราไปติดต่อหน่วยงานราชการเรายังต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนกันอยู่เหมือนสมัยเราเรียนชั้นประถมกันอยู่เหมือนเดิมล่ะเนี่ย ไทยแลนด์ 4.0 ไหมล่ะ เฮ้ออออออออ

WeChat # No.1 App Chat

Wechat.jpg

อย่างที่เรารุกัน Line ฮิตแค่ในไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่ถ้าไปเมืองจีน เราต้องสื่อสารผ่าน WeChat เท่านั้น จริงอยู่ที่ว่า การบลอคแพลทฟอร์มยอดฮิตว่า Facebook Instagram Google Youtube ในประเทศจีนเป็นตัวผลักดันให้ Wechat แจ้งเกิดเป็น App Chat หมายเลขหนึ่งของจีน แต่การที่ WeChat ก้าวขึ้นเป็น App Chat หมายเลขหนึ่งของโลก มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การกีดกันของรัฐบาลบันดาลให้ แต่ความสำเร็จสุดขีดของ WeChat เกิดจากความพยายามต่อยอดแอพดังกล่าวของบริษัท Tencent ที่พาตัวเองก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแค่ช่องทางสื่อสารแบบ instant message ไปสู่การสื่อสารแบบเครือข่าย ที่ตอบสนองการค้าขายแบบอีคอมเมิร์ช และที่มีบริการรับชำระเงินที่ปลอดภัยเชื่อถือได้มารองรับ และนี่เองที่นำพาราคาหุ้น Tencent สู่ยุคเฟื่องฟู

wechatgrape.jpg

นั่นคือเหตุผลให้ตัวเลข ณ สิ้นปี 2016 ของ Tech in Asia พบว่าประชากร 889 ล้านคนในจีน (90% ของจีน) มีสถานะเป็น Active Users ของแอพนี้ และการมีค่าใช้จ่ายต่อ Official Accounts ที่ต่ำเพียง 300 หยวนต่อปี (1,500 บาท) เมื่อเทียบกับ Line Official Accounts ปีละหลักแสนบาท จึงไม่ต้องแปลกใจที่ธุรกิจในจีนดาหน้าเข้าสู่สนามการค้าบนสังเวียนของ WeChat ซึ่ง Official Accounts ที่ท่วมท้นได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนให้ Users เพิ่มตามมา (interaction เป็นแรงผลักกันและกัน) ขณะที่หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานได้สิทธิพิเศษในการใช้ Official Accounts ฟรีภายใต้โครงการ WeChat City Services ที่หน่วยงานรัฐสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ โฆษณา และรับชำระค่าบริการต่างๆ จากประชาชน และนั่นเองคือ สิ่งที่ผึ้งเห็นการท่องเที่ยวจีนเอา WeChat มานำร่องโปรโมทการท่องเที่ยวในประเทศ บริเวณจุดจำหน่ายตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจีน เราจะพบเห็นป้ายพร้อมบาร์โค้ดของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น ซึ่งนักท่องเที่ยวก็แค่สแกนบาร์โค้ดแต่ละแห่งเข้าไป ก็จะโยงเข้ายังข้อมูลต่างๆ ของสถานที่นั้น ตั้งแต่เวลาเปิดทำการ ราคาค่าเข้าชม ตำแหน่งที่ตั้ง วิธีการเดินทางมายังสถานที่ท่องเที่ยว และอื่นๆ

wechattravel

จากนั้นนักท่องเที่ยวก็สามารถกดเลือกฟังคำบรรยายจุดสำคัญของแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งก็จะมีการอัพเดทยอดผู้เข้าฟังไว้เป็นสถิติ ส่วนตัวตอนที่ไปเที่ยวจีนรอบนี้ แอพนี้ยังให้บริการคำบรรยายเป็นภาษาจีนอยู่นะจ้ะ ยังไม่เห็นมีภาษาอังกฤษ แต่ก็อย่างว่าระยะเริ่มต้นก็เป็นจีนไปก่อน อีกหน่อยน่าจะพัฒนาให้มีภาษาที่สากลหลากหลายมากขึ้น

travel.jpg

และสิ่งที่ WeChat ได้ลงมือทำมาสักพักแล้วก็คือ บริการรับชำระเงิน แม้จะไม่ฮิตฮอตติดลมบนเป็นเบอร์ 1 ด้านการรับชำระเงินแบบ Alipay แต่ก็ต้องถือว่า WeChat Wallet ก็ทำตลาดตามเบอร์หนึ่งมาได้อย่างสวยงาม ด้วยเกมการรุกผ่านการสร้างเครือข่ายการรับชำระเงินกับองค์กรห้างร้านชื่อดังผ่านฟีเจอร์ Mini Program ที่ตอนนี้เจาะตลาดองค์กรดังๆ อย่าง McDonalds , KFC , Ctrip , Mobike, BeeBox สำเร็จแล้ว ผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านค้าเหล่านี้ก็แค่เปิดบาร์โค้ด Wallet ของตัวเองให้ร้านค้าเหล่านี้สแกน การตัดยอดเงินก็ทำโดยอัตโนมัติ และบริการแบบนี้เองที่อำนวยความสะดวกให้องค์กรธุรกิจ เพราะตัดปัญหาเรื่องการทุจริตของพนักงานลงได้ส่วนหนึ่ง แถมช่วยให้บางองค์กรไม่ต้องมีพนักงานประจำด้วย อย่างกรณี Mobike บริการให้เช่าจักรยาน ที่เราพบเห็นได้แพร่หลายโดยต่างคนต่างมาเช่าจักรยานด้วยการแสกนบาร์โค้ดเลือกจักรยานด้วยตัวเอง เมื่อใช้งานเสร็จก็แสกนบาร์โค้ดที่จุดรับคืนรถ ระบบก็ตัดเงินค่าเช่าไป ไม่ต้องใช้พนักงานสักคนเจ๋งไปเลย ตอนนี้เมืองไทยที่เริ่มทำผ่านมือถือก็เห็นมีแต่ Samsung Pay ไอ้สาวกแอปเปิ้ลอย่างเราก็กินแห้วรอต่อไป เฮ้ออออออออออออ

IMG_2472

ดูรายชื่อ Top 10 ที่มียอดชำระผ่านฟีเจอร์ Mini Program ของ Wechat ได้ตามลิงค์นี้

Top 10 WeChat Mini Programs

ทางทีมงาน We Chat เคลมว่า ชีวิตสบายใช้จ่ายชำระผ่าน We Chat กับ 10 ร้านค้านี้ได้เลย